วรภพ วิริยะโรจน์ หารือเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคจากหนี้เช่าซื้อรถ โดยเรียกร้องการควบคุมสัญญาเช่าซื้อที่ไม่เป็นธรรม และเสนอแนวทางแก้ไขด้วยการเปลี่ยนการใช้ดอกเบี้ยคงที่เป็นดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก พร้อมขอสนับสนุนจาก สคบ. ในการทำให้สัญญาเช่าซื้อเป็นธรรมกับลูกหนี้
กราบเรียนประธานสภา ที่เคารพ ผม วรภพ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ครับในมาตรา ๗ นี้ ผมขออภิปรายถึงสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. ในฐานะที่เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงต่อปัญหาเช่าซื้อรถ ที่ไม่เป็นธรรม แล้วก็ไม่เห็นด้วยการจัดสรรงบประมาณ ๑๙๖ ล้านบาทนี้ให้กับ สคบ. ที่ทำงานปล่อยปละละเลยให้เกิดการขูดรีดของลูกหนี้เช่าซื้อนะครับ คือต้องเริ่มก่อนว่าผมรับ ฟังปัญหาความเดือดร้อนเรื่องหนี้เกินครึ่งคือเป็นเรื่องของหนี้รถยนต์ คือเข้ามาดูในสัญญา รายละเอียดของสัญญาเช่าซื้อก็จะเข้าใจว่าทุกวันนี้ลูกหนี้เช่าซื้อรถเหมือนถูกขูดรีด อยู่ในวิกฤติโควิด (COVID) นี้จากการปล่อยปละละเลยของหน่วยงานรัฐนี้ครับ ผมเกริ่นขึ้นมาก่อนว่าลูกหนี้เช่าซื้อรถเป็นประเภทเดียวที่ถูกยึดทรัพย์ง่ายที่สุดแล้ว คือสิทธิลูกหนี้น้อยมาก หลายรายผ่อนมาจะครบอยู่แล้ว เหลือไม่กี่งวดครับ กัดฟัน สู้มาตั้งแต่โควิด (COVID) รอบแรกจนถึงรอบ ๓ รอบ ๔ แต่พอพลาดชำระไป ๒-๓ งวด ก็ถูกยึดรถได้เลยง่าย ๆ ข่าวแท็กซี่ที่ฆ่าตัวตายก็มาจากสาเหตุนี้ครับ คือรถถูกยึด ไม่รู้จะเอารายได้จากไหนครับ นี่คือการที่รัฐบาลปล่อยปละละเลยให้นายทุนทำร้ายลูกหนี้ ให้ตายทั้งเป็นจากการถูกยึดรถที่ไม่เป็นธรรมนี้ หรือแม้แต่การให้พักชำระหนี้ สคบ. เองก็ยัง ปล่อยให้มีการคิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระบนดอกเบี้ยของค่างวดในอนาคตที่ยังไม่ถึงงวดชำระ ทั้งที่มี พ.ร.ก. แก้ไขประมวลแพ่ง ในมาตรา ๒๔๔/๑ บังคับใช้มาตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา กำหนดชัดเจนว่าคือห้ามคิดดอกเบี้ยผิดนัด คิดได้แต่เฉพาะเงินต้นในงวดที่ผิดนัดเท่านั้นครับ คือหมายถึงว่าถ้าผ่อนรถแล้วขอพักชำระหนี้ ๒ งวด คือคิดดอกเบี้ยผิดนัดได้เพียงแค่เฉพาะ เงินต้น ๒ งวดเท่านั้น ไม่ใช่ค่างวดทั้งหมด และห้ามคิดบนค่างวดเงินต้นที่ยังมาไม่ถึง อันนี้คือ การปล่อยปละละเลยในการบังคับใช้กฎหมายอันนี้ แล้วก็บางทีผมก็อยากให้ สคบ. เข้มงวด ในการบังคับใช้กฎหมายกับกลุ่มทุนเช่าซื้อพวกนี้บ้าง เพราะว่าพอผมฟังผมก็มาตรวจดูมี การใช้ดอกเบี้ยเกินกฎหมายกำหนดอย่างโจ่งแจ้งมาก ผมอยากยกตัวอย่างให้ดู โดยเฉพาะ ดอกเบี้ยเช่าซื้อรถมือสองนี้ปัจจุบันมีการประกาศชัดเจนว่าใช้มากกว่า ๑๕ เปอร์เซ็นต์ด้วยซ ้า จนกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว แล้วก็เมื่อมาดูงบประมาณของ สคบ. ๑๙๕ ล้านบาท ส่วนใหญ่ ก็เป็นเรื่องของรับเรื่องร้องจากลูกหนี้ จากผู้บริโภคครับ ซึ่งผมก็คงต้องบอกว่าไม่มีวันพอ คือถ้าไม่ควบคุมสัญญาเช่าซื้อที่ต้นทางให้มันเป็นธรรมกับ ลูกหนี้ก็ต้องบอกว่าการรับฟังไม่มีวันแก้ปัญหาได้ แต่พอไปดูในงบ ผมดีใจนะครับ มีตั้งงบประมาณสำหรับการรับฟังแล้วก็การแก้ไขปัญหาหนี้เช่าซื้อ แต่ผมบอกว่ามันช้าไปมาก คือถ้ารอให้งบประมาณผ่านแล้วเดือนสิบแล้วท่านค่อยมาแก้นี้ก็คือคงมีรถเป็นหมื่น ๆ คัน ที่ถูกยึดไปแล้ว แล้วถ้าจะแก้ไขประกาศควบคุมสัญญาเช่าซื้อ
อันดับแรกเลยคือต้องกำหนดสิทธิลูกหนี้ให้ชัดเจนขึ้นว่ากรณีที่จ่ายค่างวด มาแล้วเกินครึ่งหนึ่งถ้าจะมายึดรถต้องมีคำสั่งศาล ให้มันเหมือนหนี้บ้านเลยก็ยังได้ หรือให้ เหมือนในกรณีต่างประเทศ คืออย่างประเทศมาเลเซีย ประเทศออสเตรเลีย ประเทศอังกฤษ เขาคุ้มครองสิทธิของลูกหนี้ที่ว่าเมื่อผ่อนรถไปแล้ว ๑ ใน ๓ หรือ ๓ ใน ๔ นี้ต้องมีคำสั่งศาล เท่านั้น ไม่ได้ปล่อยให้เจ้าหนี้มายึดรถง่าย ๆ อย่างนี้นะครับ
ลำดับที่ ๒ คือการเปลี่ยนการใช้ดอกเบี้ยคงที่จากปัจจุบันเป็นดอกเบี้ยคงที่ เป็นดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก คือสำหรับสัญญาเช่าซื้อ คือการคิดอัตราดอกเบี้ยคงที่ผม อยากให้ สคบ. ลองคิดดูนะครับ จริง ๆ แล้วมันคือการเอาเปรียบลูกหนี้อย่างมาก อยากให้ดูจากตัวอย่างในสไลด์ (Slide) นี้ อันนี้เป็นตัวอย่างที่ทีมงานแบงก์ชาติเขาศึกษามา ครับ คือถ้าลูกหนี้ถูกยึดรถถูกขายทอดตลาดไป บริษัทลิสซิง (Leasing) เช่าซื้อนี้เขาจะเอา ส่วนของดอกเบี้ยค่างวดในอนาคต อันนี้ผมย ้าในอนาคต มารวมเป็นภาระของลูกหนี้ด้วย คือจาก ตัวอย่างเงินต้น ๘๘๐,๐๐๐ บาท ผ่อนไปแล้ว ๙๕,๐๐๐ บาท ยึดรถไปขายได้ ๘๕๐,๐๐๐ บาท ดูอย่างไรก็รู้ว่าบริษัทไม่ขาดทุนแล้ว แต่ว่าบริษัทลิสซิง (Leasing) เหล่านี้เขาจะเอาดอกเบี้ย ในอนาคตที่เป็นหนี้ค้างอีก ๔๐๐,๐๐๐ กว่าบาทมาเป็นภาระหนี้ของลูกหนี้ด้วย นี่คือต้นตอ ของปัญหาที่ใหญ่ที่สุดที่ สคบ. ปล่อยปละละเลยมา ปัญหาเหล่านี้จริง ๆ ก็เกิดมาจาก ข้อกำหนดของ สคบ. เอง เพราะจากตัวอย่างนี้ ต่อให้ลูกหนี้เอาค่างวดทั้งหมด ๑,๓๖๐,๐๐๐ บาท เข้ามาปิดสัญญาเลย กลายเป็นว่าประกาศของ สคบ. กำหนดไว้ว่าบริษัทเช่าซื้อให้คืน ส่วนของดอกเบี้ยในอนาคตแค่ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ คือจากตัวอย่างจ่ายไปแล้ว ๑,๓๐๐,๐๐๐ บาท แต่ว่าได้คืนมาเพียงแค่ ๒๐๐,๐๐๐ บาท ในส่วนของดอกเบี้ยล่วงหน้า ๔๐๐,๐๐๐ บาท ทั้งหมด อันนี้ที่เป็นผลประกาศของ สคบ. ที่ทำให้ลูกหนี้เสียเปรียบกลุ่มทุนลิสซิง (Leasing) เช่าซื้ออย่างมาก ก็เป็นตัวอย่างที่อยากจะให้ สคบ. เอางบประมาณไปใช้กับการทำงานเชิงรุก ในการทำให้สัญญาเช่าซื้อเป็นธรรมกับลูกหนี้มากกว่าที่จะมาใช้ในการรับเรื่องร้องเรียนไป เรื่อย ๆ ครับ เพราะว่าไม่เกิดประโยชน์ ทำให้สัญญามาควบคุมในสัญญาเช่าซื้อให้เป็นธรรม กับลูกหนี้เร็วขึ้น บังคับใช้กฎหมาย ไม่ใช่ปล่อยปละละเลยให้กลุ่มทุนลิสซิง (Leasing) ขูดรีด ทำร้ายลูกหนี้ทั้งเป็นจากการคิดดอกเบี้ยไม่เป็นธรรม แล้วก็การยึดรถอย่างทุกวันนี้ ขอบคุณครับ