พิสิฐ ลี้อาธรรม ตั้งข้อสังเกตการเพิ่มขึ้นของงบประมาณสำนักนายกรัฐมนตรีที่สวนทางกับหน่วยงานอื่น พร้อมทั้งวิพากษ์ปัญหาความซ้ำซ้อนของหน่วยงานในสังกัด โดยเฉพาะภารกิจที่ทับซ้อนกันระหว่างองค์กรต่างๆ เช่น กพร. กับ สพร. และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์กับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ รวมถึงการตั้งหน่วยงานใหม่โดยขาดการปรับโครงสร้างที่ชัดเจน จนนำไปสู่การสิ้นเปลืองงบประมาณในภาวะที่ประเทศมีข้อจำกัดด้านการเงิน และเสนอให้ลดงบสำนักนายกรัฐมนตรีอย่างน้อย 5 เปอร์เซ็นต์เพื่อเร่งการปฏิรูปอง
ขอบคุณครับท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม กรรมาธิการงบประมาณ ผู้สงวนความเห็นครับ ผมจะไม่พูดซ ้ากับเพื่อนกรรมาธิการที่ได้กล่าวไปล่วงหน้าแล้วนะครับ ในเรื่องงบของสำนักนายกรัฐมนตรีมีประเด็นในเรื่องของความซ ้าซ้อนเป็นเรื่องของ การตั้งหน่วยงานใหม่นะครับ แล้วก็ที่น่าสังเกตก็คือว่าขณะที่เรามีวงเงินงบประมาณลดลง ในเกือบทุกหน่วยงานนะครับ แต่ปรากฏว่าสำนักนายกรัฐมนตรีวงเงินงบประมาณได้เพิ่มขึ้น จาก ๑,๘๔๔ ล้านบาทในปีที่แล้ว คือปี ๒๕๖๔ มาเป็น ๒๔,๔๖๖ ล้านบาท ก็คือ สวนทางกับการจัดงบประมาณของหน่วยงานอื่น เรื่องความซ ้าซ้อนประเดี๋ยวผมจะมีตัวอย่าง ให้ท่านดูว่ามีหน่วยงานใดบ้าง นอกเหนือจากที่เพื่อนสมาชิกได้กล่าวไปแล้ว แต่ผมอยากจะ ขอพูดถึงประเด็นในเรื่องของภารกิจของหน่วยงานนี้ว่าความเป็นสำนักนายกรัฐมนตรี น่าจะเป็นองค์กรที่กำหนดนโยบายระดับสูงสุด เพื่อให้ท่านนายกรัฐมนตรีหรือผู้บริหาร ระดับสูงสุดของประเทศได้มีโอเวอร์ไซซ์ (Oversized) ก็คือได้มีการเห็นภาพรวม แล้วก็ มุ่งประเด็นหลักของประเทศ อย่าง ณ เวลานี้เราควรจะต้องดูแลเรื่องโควิด (COVID) ท่านนายกรัฐมนตรีก็มาจับนะครับ ซึ่งปรากฏว่าในหน่วยงานสำนักนายกรัฐมนตรี ก็มีหน่วยงานหนึ่งที่เรียกว่า สำนักงานสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งเราจะไม่ได้ยินบทบาทเลยว่า บทบาทนี้ทำอะไรเกี่ยวกับเรื่องโควิด (COVID) แต่เป็นหน่วยงานหนึ่งที่ห้อยอยู่ใน สำนักนายกรัฐมนตรีมาช้านาน แล้วเขาใช้เงินงบประมาณจำนวนมากนะครับ พูดง่าย ๆ ก็คือว่าสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นที่รวมของหน่วยงานมากมายด้วยกันถึงเกือบ ๓๐ แห่งด้วยกัน ที่ผู้บริหารในอดีตถ้าเห็นหน่วยงานไหนมีความสำคัญก็หยิบยกขึ้นมาห้อยไว้ ในสำนักนายกรัฐมนตรี แล้วก็อยู่อย่างนั้นมาตลอด ไม่เคยมีการปรับลดโอนย้ายไปยัง กระทรวงอื่นที่มีความเกี่ยวข้องหรือความสอดคล้องมากกว่า มีการตั้งคณะกรรมการ ทับซ้อนกันมากมาย ไม่ค่อยมีการประกาศยกเลิกคณะกรรมการ สิ้นเปลืองงบค่าเบี้ยประชุม และงบค่าใช้สอยต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก เพราะฉะนั้นผมอยากเห็นว่าเรามีการตัด งบประมาณของสำนักนายกรัฐมนตรีลงไปอย่างน้อย ๕ เปอร์เซ็นต์เพื่อจะได้ให้ไปเกิดกระตุ้น ให้มีการไปตรวจตราดูว่าเราจะต้องมีการปฏิรูปสำนักนายกรัฐมนตรีอย่างไรที่จะไม่ให้มี หน่วยงานที่มีความซ ้าซ้อนสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย สิ้นเปลืองงบประมาณ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในภาวะที่ประเทศมีความขัดสนในเรื่องของรายได้ เรื่องของงบประมาณรายจ่าย แต่ปรากฏว่า สำนักนายกรัฐมนตรีกลับทำเป็นทองไม่รู้ร้อน ไม่ได้มีการปรับตัวแต่ประการใดนะครับ ผมยกตัวอย่างว่าหน่วยงานใดที่มีความซ ้าซ้อนบ้าง เพราะว่าจากการที่กระผมอยู่ใน กรรมาธิการก็ได้มีการสอบถามข้อมูลจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่มาชี้แจงนอกเหนือจากที่เพื่อน สมาชิกได้ยกขึ้นมาแล้วซึ่งผมจะไม่พูดซ ้านะครับ ก็มีตัวอย่างของ กพร. กับ สพร. กพร. ก็บอกว่าเขาจะไปทำให้หน่วยราชการมีความเป็นหน่วยงานที่ทันสมัย ก็คือมีการใช้เทคโนโลยี ดิจิทัล ขณะที่ สพร. คือหน่วยงานที่เกี่ยวกับเรื่องของการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital) ชื่อว่า สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล เป็นองค์การมหาชน ก็พูดในลักษณะเดียวกัน ภารกิจใช้ ถ้อยคำแบบเดียวกัน มีทั้งเรื่องบิ๊ก ดาต้า (Big Data) มีทั้งเรื่องของการเก็บข้อมูล โดยระบบดิจิทัล (Digital) ต่าง ๆ เหล่านี้เป็นต้น ครั้นเมื่อถามว่าแล้วมันต่างกันอย่างไร ก็จะบอกว่าหน่วยงานหนึ่งทำเรื่องนโยบายแต่อีกหน่วยงานหนึ่งทำเรื่องขับเคลื่อน ผมก็สงสัย ว่าขับเคลื่อนกับนโยบายมันจะต่างกันตรงไหน อันนี้คือตัวอย่างหนึ่งของสิ่งที่เกิดขึ้นใน สำนักนายกรัฐมนตรีของเราที่ควรจะเป็นองค์กรกำหนดนโยบายสูงสุด แต่กลับกลายเป็นว่า มาทำงานด้านขับเคลื่อน มาทำงานด้านการปฏิบัติ นี่คือตัวอย่างหนึ่งของคู่นี้ ยังมีอีกครับ อย่างเช่นกรณีของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กับอีกหน่วยงานหนึ่งที่อยู่ใน กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ก็คือสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ งานคล้าย ๆ กัน ก็คือไปช่วยดูแลให้เกิดนวัตกรรม ให้เกิดมีสตาร์ตอัป (Startup) พูดง่าย ๆ ก็คือเหมือนกับพวกที่เขาทำแอปพลิเคชัน (Application) ต่าง ๆ อันนี้ให้เกิดขึ้น ในประเทศไทย ซึ่งแต่ละหน่วยงานก็ใช้เงินเป็นจำนวน ๒๐๐ ล้านบาท ๓๐๐ ล้านบาท ผมก็เป็นห่วงครับว่าเรากำลังถูกเทคโนโลยีใหม่ ๆ เหล่านี้ทำให้เราต้องจัดสรรงบโดยที่เรา ไม่แน่ใจว่าสุดท้ายผลสัมฤทธิ์เป็นอย่างไร เพราะว่างานมีความซ ้าซ้อนกัน แล้วก็เอะอะเราก็มีการตั้ง หน่วยงานใหม่ เช่นในกรณีของงานเกี่ยวกับเรื่องของดิจิทัล (Digital) ควรจะต้องดูแลทั้งหมด แต่กลายเป็นว่าก็มีคณะกรรมการอีกชุดหนึ่ง คณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัย ไซเบอร์แห่งชาติ เมื่อถามว่าแล้วต่างกันอย่างไร ข้างหนึ่งก็บอกว่าเขาทำหน้าที่เป็นผู้กำกับ อีกข้างหนึ่งก็ไปเป็นผู้ปฏิบัติ มันก็เกือบจะหาเส้นแบ่งได้ยากมาก ผลคืออะไรครับ เวลาเกิด ปัญหาขึ้นมาจะไม่มีหน่วยงานไหนรับผิดชอบ เพราะถือว่าอีกหน่วยงานหนึ่งต้องรับผิดชอบ จะมีการโยนกองกัน อันนี้ซึ่งต่างจากวิธีคิดในภาคเอกชนหรือว่าในสิงคโปร์ เป็นต้น เขาจะ ไม่มีการมาแบ่งแยกแล้วก็มาตั้งหน่วยงานใหม่ในลักษณะที่บ้านเราทำ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ กระผมอยากจะขออนุญาตใช้โอกาสนี้ในการตัดงบของสำนักนายกรัฐมนตรีก็เพื่อจะให้เกิด การเปลี่ยนแปลงให้ท่านได้ปฏิรูปให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้มีโอเวอร์ไซซ์ (Oversize) อย่างแท้จริง สามารถทำงานที่เป็นงานพิเศษของประเทศ ส่วนหน่วยงานอื่น ๆ ที่เข้าอยู่เกือบ ๆ ๓๐ แห่งนั้น ท่านกระจายครับ กระจายไปยังกระทรวงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเกี่ยวกับน ้าหรือกระทรวงเกี่ยวกับเรื่องของแรงงาน กระทรวง เกี่ยวกับเรื่องของที่ดิน เป็นต้น ขอบพระคุณมากครับ