วิเชียร แจงจำเป็นปรับเพิมงบกลาง 1.6 หมื่นล้านรับมือโควิด

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๑ · ๑๘ สิงหาคม ๒๕๖๔

วิเชียร ชวลิต ชี้แจงความจำเป็นในการปรับเพิมงบกลางกว่า 16,000 ล้านบาทเศษเข้าสู่งบประมาณปี 2565 เพื่อรองรับการแก้ไขปัญหาโควิด-19 และสถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้า พร้อมอธิบายเหตุผลการจัดสรรงบกลางในส่วนของเงินรักษาพยาบาลและการเยียวยา ซึ่งกรรมาธิการพิจารณาเห็นชอบให้มีการปรับเพิ่มเพื่อให้การบริหารจัดการมีความยืดหยุ่นและตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที

นายวิเชียร ชวลิต กรรมาธิการ

ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ผม วิเชียร ชวลิต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชี รายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะกรรมาธิการ ขออนุญาตกราบเรียนว่าท่านสมาชิก ได้กรุณาอภิปรายถึงมาตรา ๖ ในส่วนของงบกลาง ซึ่งผมอยากจะเรียนข้อมูลเพื่อความเข้าใจ ร่วมกันว่าในกรรมาธิการได้มีการพิจารณาเรื่องงบกลาง ในมาตรา ๖ อย่างไร

ประการแรกก็ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานไปถึงท่านสมาชิกว่าใน งบกลางตามร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ซึ่งได้ประกาศใช้เป็นงบประมาณ เมื่อปี ๒๕๖๔ นี้ เราตั้งไว้ ๖๑๔,๐๐๐ ล้านบาทเศษ สำหรับปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ ที่เรากำลัง พิจารณาอยู่นี้ตั้งลดลงเหลือ ๕๘๗,๐๐๐ ล้านบาทเศษ ถ้าคิดเป็นสัดส่วนต่องบประมาณของ งบประมาณแผ่นดินทั้งหมด ปีที่แล้วในสัดส่วน ๑๘.๙๕ เปอร์เซ็นต์ ปีนี้ลดลงเหลือ ๑๘.๗๐ เปอร์เซ็นต์ ก็อยากจะเรียนข้อมูลเพิ่มเติมอีกประเด็นหนึ่งก็คือว่าในงบกลางของ ปี ๒๕๖๔ มีรายการที่ตั้งไว้ในรายการงบกลางไปดูแลเรื่องของสถานการณ์โควิด (COVID) อยู่ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ ไม่มีรายการนี้ นี่ก็คือเหตุผลความจำเป็นประการที่ ๑ ที่อยากจะเรียนว่าในชั้น ของอนุกรรมาธิการมารายงานต่อกรรมาธิการว่า ในการพิจารณาปรับลดรายการต่าง ๆ ของหน่วยราชการและส่วนกรม หรือส่วนราชการต่าง ๆ ในหน้าที่ของอนุกรรมาธิการ ได้รายงานและให้เหตุผลต่อหน่วยงานต่าง ๆ ว่าเหตุที่อนุกรรมาธิการปรับลดงบประมาณ เหล่านี้ก็เพื่อที่จะได้ไปดูแลหรือจัดการในเรื่องของสถานการณ์โควิด (COVID) นี่ก็เป็นเหตุผลสำคัญเหตุผลหนึ่งที่อยากจะเรียนว่ากรรมาธิการก็เลยได้พิจารณาว่าในเมื่อมี การปรับลดในของส่วนราชการต่าง ๆ ๑๖,๐๐๐ ล้านบาทเศษนั้นกรรมาธิการเลยมีความเห็น ร่วมกันว่า ในเมื่องบกลางของปี ๒๕๖๕ ไม่มีรายการเรื่องของโควิด (COVID) ในขณะที่ สถานการณ์ของโควิด (COVID) ในปี ๒๕๖๕ หรืองบประมาณหน้านั้นก็ยังอยู่ในสถานการณ์ ที่จะต้องใช้เงินส่วนนี้อยู่ในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เพราะฉะนั้นจึงได้พิจารณาแปรญัตติตาม ที่รัฐบาลได้เสนอเป็นงบแปรญัตติเข้ามาให้กรรมาธิการพิจารณา เพราะกรรมาธิการไม่มีสิทธิ ที่จะตั้งรายการหรือกำหนดรายการเพื่อที่จะแปรญัตติเพิ่มมาในงบประมาณได้ เพราะฉะนั้น เมื่อรัฐบาลเสนอแปรญัตติมาก็เลยได้พิจารณาเงิน ๑๖,๐๐๐ ล้านบาทเศษนั้นเข้าไปอยู่ใน รายการของงบกลางเพื่อดูแลสถานการณ์โควิด (COVID) นะครับ

ในประเด็นที่ ๒ ที่ผมอยากจะกราบเรียนต่อท่านสมาชิกว่าในรายการของ งบกลางทั้งหมดมี ๑๑ รายการ ในกรรมาธิการได้มีการพูดถึงส่วนสำคัญอยู่ทั้งหมด ๓ รายการ รายการแรกก็คือ เรื่องของภัยพิบัติฉุกเฉินซึ่งเป็นเงินทดรองราชการ ในส่วนนี้ จะอยู่ใน (๒) งบประมาณปี ๒๕๖๔ ตั้งไว้ ๖,๐๐๐ ล้านบาท ในปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ปรับลดลงเหลือ ๕,๐๐๐ ล้านบาท ส่วนนี้ก็เป็นรายการที่ถูกปรับลดลงจากเหตุการณ์ตัวเลข ของงบประมาณ ประเด็นที่ ๒ ที่มีการพิจารณาคือกรณีฉุกเฉินเร่งด่วนและจำเป็น ซึ่งท่านสมาชิกได้กรุณาให้ความเห็นและอภิปราย ต้องขอเรียนว่าเดิมในปีงบประมาณที่แล้ว เราตั้งรายการไว้ ๙๙,๐๐๐ ล้านบาท ปีนี้ก็ปรับลดลงแล้วเหลือ ๘๙,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นในส่วนนี้กรรมาธิการก็เลยไม่ได้ไปพิจารณาในเรื่องของการปรับลด เพราะว่าจะ กระทบกระเทือนต่อภารกิจและการทำงาน

ส่วนที่ ๓ ก็คือเงินที่เกี่ยวกับข้าราชการ ก็คือเรื่องของการรักษาพยาบาลและ เงินชดเชยต่าง ๆ ซึ่งมีอยู่ ๖ รายการ ซึ่งทั้ง ๖ รายการก็มีการพิจารณาปรับลดมาแล้วก่อน ที่จะมาเป็นร่างพระราชบัญญัติในชั้นของการตั้งรายการงบประมาณ ๓ ส่วนนี้มีท่านได้ อภิปรายและพูดถึงในกรรมาธิการก็คือว่าเงินที่เกี่ยวกับข้าราชการ การรักษาพยาบาลและ เงินชดเชยข้าราชการนี้เหตุใดจึงมาตั้งไว้ในงบกลาง ซึ่ง ๖ รายการนี้เป็นยอดที่ใหญ่มาก เมื่อเทียบกับสัดส่วนของเงินงบกลางทั้งหมด ๕๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ก็จะเป็นงบที่ใช้ใน รายการ ๒ กรณีแรกคือเงินฉุกเฉินจำเป็น เงินทดรองราชการและเงินสำรองนี้ก็อยู่ในสัดส่วน ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เทียบกับยอดใหญ่ทั้งหมด ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้น รายการเหล่านี้ต้องเรียนว่าเป็นความจำเป็นที่เรายังไม่สามารถประเมินหรือกำหนดตัวเลข ที่ตายตัวเพื่อจะกำหนดเป็นงบประมาณในแต่ละส่วนราชการให้กับหน่วยงานต่าง ๆ ได้

เหตุผลความจำเป็นที่ ๒ ก็คือว่าถ้าหากไปกำหนดเอาไว้ก็จะต้องอยู่ หรือถูกกำหนดไว้ในแต่ละส่วนราชการซึ่งทำได้ยาก เพราะฉะนั้นการที่รวมไว้แล้วสามารถจะ จัดสรรเพื่อให้ข้าราชการหรือหน่วยงานต่าง ๆ ได้รับตามสิทธิของบุคคลเหล่านั้นตาม กฎหมายก็จะทำให้เกิดการคล่องตัวในการบริหารจัดการ เพราะฉะนั้นในส่วนเรื่องของเงิน สำรองราชการเรียนว่าในข้อกำหนดต่าง ๆ มีข้อกำหนดไว้แล้วว่าจะใช้ในกรณีสถานการณ์ ของความสงบเรียบร้อยก็ดี ความมั่นคงก็ดี การเยียวยาความเสียหายจากภัยพิบัติหรือภารกิจ เร่งด่วนของรัฐและการบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน นี่ก็คือเหตุผลต่าง ๆ ที่อยู่ในงบกลาง ก็ขอเรียนว่ากรรมาธิการได้พิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบแล้ว และเห็น ความจำเป็นของสถานการณ์โควิด (COVID) จึงได้พิจารณาแปรญัตติงบจากการปรับลดของ อนุกรรมาธิการและกรรมาธิการจำนวน ๑๖,๐๐๐ ล้านบาทเศษเข้าไปอยู่ในรายการ เพื่อเป็น งบกลางในการแก้ไขสถานการณ์โควิด (COVID) ขอบพระคุณครับ