ปกรณ์วุฒิ ชี้โครงการแอป NBT สิ้นเปลือง ตั้งคำถามประสิทธิภาพการสื่อสาร

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๑ · ๑๘ สิงหาคม ๒๕๖๔

ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ตั้งข้อสังเกตการตัดงบประมาณกรมประชาสัมพันธ์ โดยเฉพาะโครงการพัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อเผยแพร่รายการช่องเอ็นบีที ซึ่งมองว่าไม่เกิดประโยชน์จริงและสิ้นเปลืองงบประมาณ เพราะมีอัตราการรักษาผู้ใช้ต่ำและแนวโน้มการใช้งานลดลง พร้อมตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าและความจำเป็นของโครงการในยุคปัจจุบัน โดยชี้ว่าปัญหาหลักอยู่ที่คุณภาพเนื้อหาและกลยุทธ์การสื่อสาร ไม่ใช่การขาดเครื่องมือ.

นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล กรรมาธิการ

ขอบคุณท่านประธานครับ ผม ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะกรรมาธิการครับ ผมรบกวนฝ่ายโสตเตรียมสไลด์ (Slide) เลยนะครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)

ท่านประธานครับ ผมขอ สงวนความเห็นในการตัดงบประมาณของสำนักนายกรัฐมนตรีในส่วนของกรมประชาสัมพันธ์ ในโครงการที่ชื่อว่า พัฒนาการให้บริการสื่อวิทยุโทรทัศน์และวิทยุกระจายเสียง ผ่านเทคโนโลยีสื่อผสม จำนวนงบประมาณ ๕๔,๗๒๔,๔๐๐ บาท พูดให้เห็นภาพครับ ท่านประธาน โครงการนี้จะเป็นการทำแอปพลิเคชัน (Application) ที่จะให้ผู้ที่ดาวน์โหลด (Download) สามารถดูรายการสดและรายการย้อนหลังของกรมประชาสัมพันธ์หรือช่อง เอ็นบีที (NBT) พร้อมกับอีเซอร์วิส (e-Service) ของทางหน่วยงาน จุดประสงค์ก็เพื่อให้มี ผู้ชมมากขึ้น ผมจะชี้ให้เห็นว่าโครงการนี้มันไม่ตอบโจทย์สิ่งที่หน่วยงานต้องการแม้แต่น้อย และไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่โครงการนี้จะประสบความสำเร็จ ต่อให้ไม่มีโควิด (COVID) โครงการแบบนี้ก็ยังต้องถือว่าเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุ ยิ่งมีโควิด (COVID) ด้วยแล้ว ยิ่งไม่ควรปล่อยให้งบแบบนี้ถูกนำไปใช้ในโครงการที่เปล่าประโยชน์เช่นนี้ครับ ผมจะเริ่มวิเคราะห์โครงการนี้จากมิติที่ใหญ่ที่สุดและเล็กลงมาเรื่อย ๆ ครับท่านประธาน

มิติแรกตลาดโดยรวมของโมบาย แอปพลิเคชัน (Mobile Application) ในปัจจุบัน เรามาลองดูสถิติตัวเลขกันนะครับ ตัวเลขที่เราจะเห็นในสไลด์ (Slide) นี้ก็คือ เรียกว่ารีเทนชันเรต (Retention Rate) จากสถิติในปี ๒๐๒๐ จะพบว่าค่าเฉลี่ยของ แอปพลิเคชัน (Application) ทั่วโลก คนที่ดาวน์โหลด (Download) แอปพลิเคชัน (Application) ทั้งหมด เมื่อผ่านไป ๗ วันจะเหลือคนแค่ประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ยัง ใช้แอปพลิเคชัน (Application) นั้นอยู่ และเมื่อผ่านไป ๓ เดือนจะเหลือเพียง ๕ เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น ที่ยังใช้แอปพลิเคชัน (Application) นั้นอยู่ พูดง่าย ๆ คือ ๑๐๐ คนที่ดาวน์โหลด แอปพลิเคชัน (Download Application) ลงเครื่อง เมื่อผ่าน ๗ วันจะเหลือผู้ใช้เพียงแค่ ๑๐ คน และเมื่อผ่านไป ๓ เดือนจะเหลือผู้ใช้เพียงแค่ ๕ คนเท่านั้น อีกสถิติหนึ่งครับ เป็นสถิติในปีนี้นะครับ แกนตั้งคือช่วงอายุ สีแดง คือจำนวนแอปพลิเคชัน (Application) ที่มีในสมาร์ตโฟน (Smart Phone) โดยเฉลี่ย สีน ้าเงินคือจำนวนแอปพลิเคชัน (Application) ที่ใช้จริงโดยเฉลี่ย สรุปสั้น ๆ คือ กลุ่มคนที่อายุ ๒๑ ปีขึ้นไปจะใช้งาน แอปพลิเคชัน (Application) เพียงแค่ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของที่มีในสมาร์ตโฟน (Smart Phone) ตัวเองเท่านั้น ผมอยากให้เพื่อนสมาชิกทุกท่านลองคิดดูก็ได้ครับว่าเรามีแอปพลิเคชัน (Application) ในมือถือกี่แอปพลิเคชัน (Application) และเราใช้จริงกี่แอปพลิเคชัน (Application) สิ่งที่ผมอยากจะบอกก็คือยุคที่ใคร ๆ ก็ต้องทำแอปพลิเคชัน (Application) เป็นของตัวเอง มันคือยุคเมื่อ ๑๐ ปีที่แล้ว ที่นึกอะไรไม่ออกก็ต้องทำแอปพลิเคชัน (Application) ทำแอปพลิเคชัน (Application) ไม่ต่างจากยุคฟองสบู่ดอทคอม (Dot Com) ที่ใคร ๆ ก็ทำเว็บไซต์ (Web site) ครับ แล้วสิ่งเหล่านี้มันก็พิสูจน์แล้วว่าบรรดาแอปพลิเคชัน (Application) ต่าง ๆ นับหมื่นนับแสนนับล้านมันก็เหลือผู้อยู่รอดที่มีผู้ใช้งานจริง ๆ เพียงแค่ ส่วนน้อยเท่านั้น เราลองนึกสภาพดูก็ได้ว่าถ้าเราอยากจะดูข่าวเราจะเปิดยูทูบ (YouTube) ดูเฟซบุ๊ก (Facebook) หรือว่าเราจะเปิดแอปพลิเคชัน (Application) ของสำนักข่าวนั้น ๆ ขึ้นมาดูข่าวครับ

ต่อไปเป็นมติที่ ๒ ที่แคบลงมาหน่อยครับว่าตัวหน่วยงานเองมีศักยภาพ แค่ไหนและการทำแอปพลิเคชัน (Application) มันทำให้คนดูเพิ่มขึ้นจริง ๆ หรือ เราลองมา ดูศักยภาพของกรมประชาสัมพันธ์ช่องเอ็นบีที (NBT) ในภาพคือเรตติง (Rating) ของช่อง เอ็นบีที (NBT) ครับ ช่องเอ็นบีที (NBT) เป็นช่องที่มีเรตติง (Rating) ใน ๓-๔ อันดับท้าย จากช่องทีวีดิจิทัล (TV Digital) ทั้งหมดมาตลอด และแม้กระทั่งในเดือนมิถุนายน ที่เราได้ดูฟุตบอลยูโร ๒๐๒๐ ดูชัด ๆ แบบถูกลิขสิทธิ์กันทั้งเดือนนี้ เอ็นบีที (NBT) ก็ยังทำ เรตติง (Rating) ได้แค่อันดับ ๑๓ เท่านั้น เรามาดูโซเชียลมีเดีย (Social Media) ของกรมประชาสัมพันธ์ ในเพจเฟซบุ๊ก (Page Facebook) มีคนกดไลก์ (Like) ประมาณ ๒๖๐,๐๐๐ ไม่เลวครับ แต่วิดีโอต่าง ๆ มียอดวิว (View) เฉลี่ยหลักพัน ยอดกดไลก์ (Like) อยู่ที่หลักร้อย หรือแม้กระทั่งหลักสิบ ไม่ถึง ๐.๑ เปอร์เซ็นต์ของยอดผู้ติดตามเท่านั้น ในช่อง ยูทูบ (YouTube) มีผู้ติดตามอยู่ประมาณ ๒๐,๐๐๐ คน แต่ยอดวิว (View) หลักพันหลักร้อย หลักสิบ ต ่าสุดที่ผมเห็นคือ ๓ วิว (View) ครับ ผมสงสารครับ กดเข้าไปดูให้เป็น ๔ วิว (View) แล้วครับตอนนี้ เพื่อให้เห็นภาพนะครับ ผมลองรวบรวมสถิติที่ชัดเจนจากยูทูบ (YouTube) ของกรมประชาสัมพันธ์เทียบกับ ช่องข่าวอีก ๒ ช่อง คือไทยรัฐทีวี (Thairath TV) และวอยซ์ ทีวี (Voice TV) ตามภาพช่อง กรมประชาสัมพันธ์เฉลี่ยแล้ว ๑ คลิปจะมีคนดู ๑,๘๕๕ ครั้ง ในขณะที่ไทยรัฐมีผู้ติดตาม ๑๒ ล้านคน คนดูคลิปเฉลี่ยคลิปละ ๕๐,๐๐๐ ครั้ง วอยซ์ทีวี (Voice TV) ผู้ติดตาม ๓.๓ ล้านคน เฉลี่ย ๑ คลิปมีคนดู ๗๗,๐๐๐ ครั้ง ถึงแม้ว่าทั้ง ๒ ช่องจะมีแอปพลิเคชัน (Application) เป็นของตัวเอง แต่ยอดดาวน์โหลด (Download) เทียบกับยอดผู้ติดตาม ในยูทูบ (YouTube) นี้ก็มีเพียงแค่ไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ดังนั้นปัจจัยที่ทำให้ ๒ ช่องนี้ มีคนดูเยอะแทบจะไม่เกี่ยวอะไรกับแอปพลิเคชัน (Application) เลย แล้วจะถามว่าทำ อย่างไรให้ช่องมีคนดูมากขึ้น คำตอบง่ายมากครับ ถามใคร ๆ ก็ตอบได้ครับ คือไปทำ คอนเทนต์ (Content) ให้มันดีขึ้น เพราะถ้าการมีแอปพลิเคชัน (Application) นี้สามารถ เพิ่มคนดูได้จริง ผมคิดว่าที่ผ่านมาหลาย ๆ ช่องคงไม่ต้องเอาทีวีดิจิทัล (TV Digital) มาคืน สัมปทานหรอกครับ และถ้าท่านใดยังคิดว่าการมีแอปพลิเคชัน (Application) มันช่วยได้ กรมประชาสัมพันธ์มีแอปพลิเคชัน (Application) อยู่แล้ว ๒ แอปพลิเคชัน (Application) ยอดดาวน์โหลด (Download) ๕,๐๐๐ กับ ๑๐๐ ข้างล่างเป็นคอมเมนต์ (Comment) จากประชาชนท่านหนึ่งที่เขียนเอาไว้ว่า ทำได้ห่วยมากครับ ผมลองสมมุติว่าถ้าหน่วยงาน ยังจะดื้อดึงทำแอปพลิเคชัน (Application) อันนี้ขึ้นมาจริง ๆ ผมต่อให้มียอดดาวน์โหลด (Download) เท่ากับร้อยเปอร์เซ็นต์ของฟอลโลเวอร์ (Follower) และมีรีเทนชันเรต (Retention Rate) ๑๐ เปอร์เซ็นต์ สูงกว่าสถิติจริง ๒ เท่า เฉลี่ยออกมาแล้วจะทำให้เรามี ต้นทุน ๒๗,๓๖๒ บาท ในการดึงผู้ใช้งานในแอปพลิเคชัน (Application) ๑ คน และยัง ไม่รวมค่าบำรุงรักษาต่าง ๆ ไหน ๆ ก็ชื่อกรมประชาสัมพันธ์แล้วครับ ลองฝากไปคิดดูว่า งบเพื่อการประชาสัมพันธ์แบบนี้มันคุ้มค่ากับการใช้งบประมาณหรือไม่ มาถึงมิติสุดท้ายครับ ท่านประธาน คือตัวโครงการ โครงการนี้กับเงิน ๕๔ ล้านบาทมันสมเหตุสมผลหรือไม่ จากเมื่อสักครู่ที่ผมพูดถึงแอปพลิเคชัน (Application) ของไทยรัฐทีวี (Thairath TV) และวอยซ์ทีวี (Voice TV) ถ้าเราลองไปดูในตัวแอปพลิเคชัน (Application) เราจะรู้ว่าเป็น แอปพลิเคชัน (Application) ที่ใช้ต้นทุนน้อยมาก ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่แล้วที่ช่องทีวีทั่วไปควร จะมีอยู่แล้วทั้งหมด แต่ในรายละเอียดงบที่กรมประชาสัมพันธ์ขอมาครับ กลับมีรายการ ฮาร์ดแวร์ (Hardware) เยอะแยะเต็มไปหมด ทั้งอุปกรณ์เข้ารหัสสัญญาณสำหรับ ถ่ายทอดสด อุปกรณ์นำเข้าสัญญาณภาพและเสียง ฮาร์ดดิสก์ (Harddisk) จัดเก็บข้อมูล เฉพาะฮาร์ดแวร์ (Hardware) ก็ปาเข้าไป ๓๒ ล้านบาทแล้วครับ ขอมาอย่างกับไม่เคยมี สถานีโทรทัศน์ของตัวเองมาก่อน แล้วทั้ง ๆ ที่บนเว็บไซต์ (Website) ของกรมประชาสัมพันธ์ ก็มีระบบการดูรายการสดผ่านอินเทอร์เน็ต (Internet) อยู่แล้ว โดยเฉพาะข้อสุดท้ายอาจจะ อ่านไม่ออก เป็นค่าพัฒนาระบบและจัดทำกระบวนการและแอปพลิเคชัน (Application) ๑๕ ล้านบาท ท่านประธานครับ บนช่องยูทูบ (YouTube) ของกรมมีคลิปรายการย้อนหลัง อยู่แล้วกว่า ๓,๐๐๐ รายการ ผมให้ไปลองศึกษาดูวิธีการทำเอมเบด (Embed) จากยูทูบ (YouTube) ก็อปปีเพสต์ (Copy Paste) ใส่ลงไปไม่ต้องทำอะไรมาก ตั้งงบมา ๒ ล้านบาท ผมเชื่อว่าคนยื่นซองเป็นสิบคน และถามผมจริง ๆ ถ้าของบแบบนี้มา ๒ ล้านบาทผมก็ไม่ให้ เพราะถ้าจะให้ ๒ ล้านบาท ผมว่าให้กรมเอาไปฝึกอบรมจรรยาบรรณฝึกให้คนในองค์กร น่าจะดีกว่า ปิดสไลด์ (Slide) ได้เลยครับ ท่านประธานครับ สิ่งที่เราเห็นตอนนี้ก็คือหน่วยงาน ที่มีงบประมาณปีละกว่า ๒,๐๐๐ ล้านบาท มีช่องทีวีดิจิทัล (TV Digital) ของตนเอง ที่ไม่ต้องเสียค่าสัมปทาน แต่พอวันหนึ่งผู้บริหารอยากนึกจะทำอะไรชิก ชิก (Chic Chic) คูล คูล (Cool Cool) แต่กลับมีวิสัยทัศน์ที่ล้าหลังไปเป็น ๑๐ ปี ตามไม่ทันว่าตอนนี้โลกมันไป ถึงไหนแล้ว ไม่ดูพฤติกรรมผู้บริโภค ไม่หันมาดูตัวเองว่าคอนเทนต์ (Content) ที่ทำมีคุณภาพ แค่ไหน สุดท้ายแทนที่จะพัฒนาคอนเทนต์ (Content) ตัวเอง กลับเอามาใช้ในโครงการ ที่ไม่มีทางประสบความสำเร็จได้ ผมพนันได้เลยว่าถ้านี่เป็นบริษัทเป็นธุรกิจของผู้บริหาร หน่วยงานเอง ท่านไม่มีทางใช้เงิน ๕๔ ล้านบาทกับโครงการแบบนี้แน่นอน แต่นี่ไม่ใช่ครับ นี่ เป็นเงินจากภาษีประชาชนถึงได้กล้าของบอะไรมาแบบนี้ ผมจึงขอวิงวอนเพื่อนสมาชิก ทุกท่านอย่าปล่อยให้หน่วยงานที่ใช้งบประมาณโดยไม่เคารพเงินภาษีของประชาชน ได้งบประมาณไปทำโครงการที่สูญเปล่าแบบนี้ครับท่านประธาน ขอบคุณครับ