คารม ชี้งบกลาง 18.4% ของทั้งหมด ห่วงขาดความโปร่งใส

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๑ · ๑๘ สิงหาคม ๒๕๖๔

คารม พลพรกลาง วิพากษ์วิจารณ์การจัดสรรงบกลางที่สูงถึงร้อยละ 18.4 ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งสูงกว่างบของหลายกระทรวง พร้อมเสนอให้ลดลง 30 เปอร์เซ็นต์เพื่อส่งเสริมวินัยการคลังและป้องกันการใช้เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง โดยเห็นว่าการตั้งงบกลางในระดับสูงเกินความจำเป็นจริงอาจบิดเบือนระบบงบประมาณปกติของหน่วยงานต่าง ๆ และเสนอให้วางแผนงบประมาณให้สอดคล้องกับความต้องการจริงของแต่ละกระทรวงเพื่อความยั่งยืนแทนการพึ่งพางบฉุกเฉินต่อเนื่อง

นายคารม พลพรกลาง แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม นายคารม พลพรกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จังหวัดร้อยเอ็ด ขอบพระคุณท่านประธานที่ได้ให้โอกาสผมในการอภิปรายประติรพในมาตรา ๖ งบกลาง ในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เห็นว่าการบริหารงบประมาณเป็นเรื่องใหญ่ แล้วผม ก็ยังคิดว่าการมีความจำเป็นสำหรับการมีงบกลางนั้น แต่ผมค่อนข้างจะแปลกใจแล้วก็ พยายามที่จะดูว่าเพื่อนสมาชิกที่แปรญัตติหลาย ๆ ท่านในเอกสารที่กรรมาธิการงบประมาณ ทำเสร็จแล้วนี้ มันมีการแปรญัตติลดตั้งแต่ ๓ เปอร์เซ็นต์ ไปถึงตัดหมดเลยก็มี อย่างผมนี้ปรับลด ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เกี่ยวข้องกับเรื่องงบกลางมันมีกฎหมายว่าจะลดได้ หรือจะมีได้ มีสักกี่เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี ปี ๒๕๖๕ งบประมาณเรา ๓.๑ ล้านล้านบาทนี้ งบกลางเราอยู่ที่ ๕๗๑,๐๔๗.๓ ล้านบาท เป็น ๑๘.๔ เปอร์เซ็นต์ ร้อยละ ๑๘.๔ ของงบประมาณ ใน ๒๑ กระทรวง สิ่งนี้เป็นสิ่งที่น่าคิดว่างบกลางกฎหมายมี กำกับไว้ว่าใช้ในกรณีจำเป็นเร่งด่วนฉุกเฉิน ผมเข้าใจครับว่าจริง ๆ ประเทศมันต้องมีเงิน สำรอง เหมือนบริษัทต้องมีเงินสดสำรองเพื่อกรณีฉุกเฉินจำเป็น แต่การที่เอางบกลางมาไว้ ที่เขาเรียกว่าเอามาให้รัฐบาลเป็นสิ่งที่ดีในบางมิติ แต่บางมิติเราก็ต้องดูนะครับว่าการที่จัด งบประมาณไว้โดยที่มันไม่มีที่ไปที่มาแล้วก็หน่วยรับงบประมาณนี้มันไม่มีตรง ๆ เหมือน กระทรวงต่าง ๆ เป็นการขาดโอกาสที่จะทำงบประมาณขึ้นมาตามระบบ สมมุติว่ากระทรวง เกษตรและสหกรณ์มีงบประมาณในปี ๒๕๖๕ อยู่ ๑๑๐,๑๒๖.๕ ล้านบาท กระทรวง สาธารณสุขมีอยู่เพียง ๑๕๓,๙๔๐.๕ ล้านบาท เป็น ๕ เปอร์เซ็นต์เอง ตรงนี้ที่น่าคิดว่าถ้าใน ระบบการบริหารราชการแผ่นดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดูแลเรื่องเกษตรกร ดูแลเรื่อง กสิกรรมเลี้ยงสัตว์ทุกชนิด เวลาทำงบประมาณมันควรจะมาตามช่องทางนั้น กระทรวง สาธารณสุขตั้งแต่ระบบสาธารณสุขขั้นมูลฐาน ตั้งแต่ อสม. ตั้งแต่โรงพยาบาลประจำตำบล อำเภอ จังหวัดขึ้นมาจนถึงระดับกระทรวงมันก็ควรจะอยู่ในช่องทางนั้น งบประมาณก็ควรจะ ตั้งมาแบบช่องทางนั้น ผมเข้าใจดีอย่างภาวะที่เรามีโรคไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) เราก็มีเงินกู้ เราก็มีเงินเฉพาะกิจ การที่จัดทำงบประมาณแบบนี้เป็นข้อน่าสังเกตว่า ทำงานมานาน แล้วทุกปีก็จะเป็นอย่างนี้และเพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ การเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านลองคิดดูนะครับ สมมุติว่าขณะนี้เกิด ไม่ใช่สมมุติ ขณะนี้เกิด ภาวะโรคไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) ที่แพร่ทั่วประเทศและยังไม่รู้จะจบ เมื่อไร งบประมาณปี ๒๕๖๖ ก็จะมาถึง เราจะเอาเงินมากองเป็นงบฉุกเฉินเรื่อย ๆ แทนที่เรา จะวางรูปแบบ อย่างระบบสาธารณสุขเราก็วางรูปแบบว่าให้ อสม. เข้มแข็ง มีรายได้ ที่เหมาะสม สร้างภูมิคุ้มกัน สร้างระบบ เรียกว่าสาธารณสุขที่มันถูกต้องจนมาสุด ไม่ต้องมา ทำเป็นงบฉุกเฉิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์คนที่กลับไปด้วยภาวะโรคไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) ไปอยู่บ้านนอก ไปอยู่ต่างจังหวัด คราวนี้ไม่มีงาน กระทรวง เกษตรและสหกรณ์ก็จัดทำระบบชลประทานให้ดี ข้าวเป็นอย่างไรครับ ข้าวก็ราคาถูก ปุ๋ยเป็นอย่างไร ต้องช่วยเขา งบฉุกเฉินช่วยไม่ได้นะครับ งบฉุกเฉินก็เช่นมีภัยร้ายแรง มีภัยเร่งด่วน อันนี้ ก็ทราบกันดี เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นว่าถ้าจะปรับลดลงไม่น่าจะเกิดปัญหา แล้วการปรับลดนี้ จะทำให้เกิดวินัยทางการเงินการคลัง ผมจึงเห็นว่างบกลาง แม้ว่า ครม. จะจ่ายก็มีระเบียบ จริงอยู่ แต่ว่าถ้าจะใช้ในทางการเมืองเลือกปฏิบัติได้นะครับ เลือกปฏิบัติได้แล้วทำให้เสีย ระบบโครงสร้างงบประมาณของประเทศ ผมจึงเห็นว่า ส.ส. บางท่านที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรด้วยกันตัดทิ้งหมดเลย ผมเห็นว่าลดไป ๓๐ เปอร์เซ็นต์ยังไม่กระทบเลย แล้วการใช้จ่ายที่เป็นงบกลางเท่าที่ดูนี้ทุกปี ทุกปี ก็จะเป็นเรื่องเงินค่าตอบแทน เบี้ยหวัด บำเหน็จบำนาญ เงินช่วยเหลือต่าง ๆ ก็จะอยู่ในระบบ อยู่ในหน่วยงาน หน่วยรับงบประมาณ นั้น ๆ ได้อยู่แล้ว อันนี้ผมอยากจะให้กรรมาธิการลองชี้แจงหน่อยครับ หรือตอบสิว่างบกลาง มันจะต้องเป็นการจัดงบประมาณที่มากกว่างบประมาณของกระทรวงหลักไปเรื่อย ๆ อย่างนี้ หรือครับ เพราะฉะนั้นการที่ผมตัดตรงนี้แม้ว่าจะไม่ได้มีคำตอบจริง ๆ คือความเหมาะสม อยู่ตรงไหน อย่างไร แต่ผมเห็นว่าหลักการจัดงบกลางที่สูงเกินไปมันก็ไม่ได้ตอบโจทย์ แทนที่ เราจะเอางบประมาณที่อยู่ของประเทศเรา ซึ่งปีนี้ก็ขาดดุล เราเก็บภาษีได้ ๒.๔ ล้านล้านบาทแค่นั้นเอง การที่เราประหยัดงบซึ่งจะใช้ตามความจำเป็น เร่งด่วนฉุกเฉิน แทนที่เราจะวางแผนทำให้มันอยู่ในระบบปกติของงบประมาณแต่ละ กระทรวง ทบวง กรม ผมจึงเห็นว่าเหมาะสมกว่า ผมจึงเห็นว่าในแง่ที่ผมมอง มุมมองของผม นี่ผมเห็นว่าตัดลดลง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ก็ยังไม่กระทบ เพราะงบกลางความฉุกเฉินอาจจะไม่มี ก็ได้ การที่ไม่มีแล้วมาตั้งเงินไว้ นั่นคือการขาดโอกาสในการนำเงินงบประมาณไปช่วยพี่น้อง เกษตรกร ไปช่วยพี่น้องที่กำลังมีปัญหาอยู่ในทุกภูมิภาค ขอกราบขอบคุณท่านประธานครับ