ศิริกัญญา ตันสกุล สอบถามเหตุผลในการตัดงบประมาณ 20,000 ล้านบาท และหารือเกี่ยวกับการใช้จ่ายงบประมาณในการแก้ไขปัญหาโควิด-19 โดยพบว่าบางโครงการไม่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาโควิด-19 และไม่มีระเบียบวิธีการใช้เงินงบกลางดังกล่าว นอกจากนี้ยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับการใช้จ่ายที่ไม่เหมาะสม และขอปรับลดงบประมาณ
กราบเรียนท่านประธานค่ะ ศิริกัญญา ตันสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล ในฐานะกรรมาธิการค่ะ ดิฉัน ขอสงวนความเห็นเพื่อตัดงบประมาณตามมาตรา ๖ งบประมาณรายจ่ายงบกลางลง ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท เหลือ ๕๕๑,๐๔๗ ล้านบาทเศษ โดยมีเหตุผลดังต่อไปนี้ค่ะ
ในปีนี้มีการเพิ่มรายการตามมาตรา ๖ เป็นรายการที่ ๓/๑ ค่าใช้จ่าย ในการบรรเทาแก้ไขปัญหาและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส โคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) เพิ่มขึ้นมาเป็นจำนวนเงิน ๑๖,๓๖๒ ล้านบาทเศษ โดยที่ในความเป็นจริงแล้วในปีนี้ก็มีการตั้งเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินจำเป็นอยู่แล้ว ๘๙,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งดิฉันก็คิดว่าน่าจำเป็นมากจนเกินพอ แต่เมื่อกรรมาธิการพิจารณา งบประมาณแล้วเสร็จ และมีการตัดลดงบประมาณลงก็ได้มีการโอนเพิ่มมาที่รายการใหม่ รายการนี้ ซึ่งมันมีปัญหาในหลาย ๆ เรื่อง
เรื่องแรก การใช้งบกลางเป็นการให้อำนาจในการเห็นชอบโดยสมบูรณ์ แก่นายกรัฐมนตรีทำให้กระบวนการตรวจสอบต่าง ๆ นี้เป็นไปได้อย่างยากลำบากมาก
ประเด็นที่ ๒ สำหรับการแก้ไขปัญหาโควิด (COVID) ถึงแม้ว่าเราจะทราบดี ว่ามันเป็นปัญหาใหญ่ เป็นปัญหาหนักที่ประเทศกำลังเผชิญ แต่ดิฉันเองไม่ได้กังวลมาก เพราะว่าสภาแห่งนี้เองก็เพิ่งจะอนุมัติ พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินไปอีก ๕ แสนล้านบาท ดังนั้นประเด็นเรื่องของงบประมาณไม่เพียงพอในการแก้ไขปัญหาโควิด (COVID) คงไม่ใช่ ปัญหาสำคัญ ปัญหาคือการใช้จ่ายงบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพน่าจะเป็นประเด็น มากกว่า ที่บอกว่ามันตรวจสอบได้ยากมาก ดิฉันขอยกตัวอย่างนะคะ ดิฉันได้ข้อมูลมาจาก สำนักงานงบประมาณของรัฐสภาเพียงเพื่อที่จะตรวจสอบการเบิกจ่ายของงบกลางในทั้ง ๒ รายการนี้ ก็พบว่าสามารถหาข้อมูลการเบิกจ่ายของงบกลางทั้ง ๒ รายการได้จนถึงเพียง แค่เดือนมิถุนายนเท่านั้น ก็คือเมื่อ ๒ เดือนที่แล้ว เบิกจ่าย ๙ เดือน ของบกลางค่าใช้จ่ายใน การบรรเทาแก้ไขปัญหาโควิค (COVID) เพิ่งเบิกจ่ายไปได้แค่ ๒๓ เปอร์เซ็นต์ แต่เดี๋ยวทาง กรรมาธิการก็คงจะมีข้อมูลว่ามีการทำสัญญาผูกพันหรือว่าเปิดพีบีโอ (PBO) ไปแล้ว เป็นจำนวนเท่าไร แต่ว่าพีบีโอ (PBO) ไม่ได้มีข้อมูลตรงนี้ซัปพอร์ต (Support) ดิฉันนะคะ ส่วนงบกลางเงินสำรองใช้จ่ายฉุกเฉินจำเป็น ๙ เดือน เพิ่งเบิกจ่ายไปได้แค่ ๓ เปอร์เซ็นต์ หรือว่าคิดเป็น ๒,๗๔๓ ล้านบาทเท่านั้นเอง
ทีนี้มาดูกันว่างบกลางที่ใช้ชื่อว่า ค่าใช้จ่ายในการบรรเทาแก้ไขปัญหา โควิด-๑๙ (COVID-19) นั้นถูกใช้ไปทำอะไรบ้าง โครงการใหญ่ ๆ จะมีการอนุมัติโดยตรง ที่ดิฉันสามารถสืบค้นได้โดยตรงจากมติ ครม. ไม่ว่าจะเป็นงบที่อนุมัติให้กับสำนักงานตำรวจ แห่งชาติ ในการตั้งด่าน ในการซื้อหีบลวดหนามเพื่อกันชายแดน ๓๙๓ ล้านบาท มีการอนุมัติ ให้กับกรมราชทัณฑ์ในการแก้ไขปัญหาโควิด (COVID) ในเรือนจำ ซื้อชุดตรวจ ซื้ออุปกรณ์ ทำโรงพยาบาลสนามและวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์ของกรมราชทัณฑ์ ๓๑๒ ล้านบาท อันนี้ก็พอเข้าใจได้ มีค่าใช้จ่ายในการจัดทำสเตท ควอรันทีน (State Quarantine) ๑,๖๑๓ ล้านบาทอันนี้เริ่มเอ๊ะนะคะ เพราะว่าอนุมัติให้กับสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม มาทำสเตท ควอรันทีน (State Quarantine) ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ถ้าวัดจากความ เชี่ยวชาญต่าง ๆ และความเกี่ยวข้อง ไม่น่าจะเป็นกระทรวงกลาโหมหรือไม่ที่ทำหน้าที่นี้ แต่เมื่อเป็นงบกลางที่เป็นอำนาจเต็มของนายกรัฐมนตรี อะไรก็เกิดขึ้นได้ แต่ที่สงสัยเป็นอย่าง มากคือมันเริ่มมีโครงการที่อ่านชื่อแล้วไม่เข้าใจ ไม่เกต (Get) ว่ามันเกี่ยวข้องกับการแก้ไข ปัญหาโควิด (COVID) อย่างไร เช่น โครงการพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมปาล์มน ้ามันสู่ โอเลโอเคมิคัล (Oleo Chemical) ๒๒ ล้านบาท ดิฉันไม่เถียงว่าโครงการเหล่านี้มีประโยชน์ แต่มันเกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาโควิด (COVID) อย่างไร โครงการสร้างรายได้จากอาชีพ ประมงแหล่งน ้าชุมชนสำนักงานประมงจังหวัดนครราชสีมา ๑ ล้านบาทเศษ ทำพัฒนาเนิน ทรายงามให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศตามเส้นทางซีนิกรูท (Scenic Route) ๑๙ ล้านบาท แบบนี้มันเป็นการแก้ไขปัญหาโควิด (COVID) ได้อย่างไร ด้วยความข้องใจจึงค้นมติ ครม. ต่อไปว่ามาอย่างไร สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือโครงการเหล่านี้ที่ดิฉันพูดถึงที่เป็นชื่อโครงการที่ดูเหมือน จะไม่ได้เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาโควิค (COVID) ถูกอนุมัติผ่านการนำเสนอโครงการ ให้กับคณะกรรมการกลั่นกรองเงินกู้ตาม พ.ร.ก. เงินกู้ ๑ ล้านล้านบาท ไปเมื่อวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๓ มติในที่ประชุมในครั้งนั้นก็มีการเห็นชอบกับโครงการเหล่านี้ แต่เมื่อแทงเรื่อง เข้าสู่คณะรัฐมนตรี ได้มีความเห็นของสำนักงบประมาณให้ได้ใช้แหล่งเงินจากแหล่งอื่น ซึ่งก็คืองบกลางในรายการค่าใช้จ่ายในการบรรเทาแก้ไขปัญหาและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ จากโควิด-๑๙ (COVID-19) มีโครงการที่เป็นโครงการระดับจังหวัดที่แต่ละจังหวัดจะเข้ามา ขอ ๕๐ จังหวัด ๘๖ โครงการ นอกจากนั้นก็ยังไม่พอ ในวันที่ ๒๘ ตุลาคม ก็เคยมีการอนุมัติ โครงการคล้าย ๆ แบบนี้ ที่เป็นโครงการที่อนุมัติผ่านคณะกรรมการกลั่นกรองเงินกู้ ไม่ใช่เงินงบกลาง แต่สำนักงบประมาณก็ให้ความเห็นว่าให้นำไปใช้จากแหล่งเงินที่เป็น งบกลางแทน แบบนี้มันจะยิ่งไม่สับสนหรือคะ ไหนบอกว่าเงินกู้จะใช้โดยที่ไม่ซ ้าซ้อนกับเงิน ที่เป็นงบประมาณแผ่นดินไม่ใช่หรือคะ จะอนุมัติแบบนี้ ทำถูกต้องแล้วหรืออย่างไร ที่สำคัญ ก็คือหนังสือทั้ง ๒ ฉบับ ที่ดิฉันได้เสนอไปก่อนหน้านี้ ลงวันที่ ๒๘ ตุลาคม และวันที่ ๓ พฤศจิกายน บอกว่าให้ไปใช้งบกลางค่าใช้จ่ายในการแก้ไขบรรเทาและเยียวยาผู้ได้รับ ผลกระทบจากโควิด-๑๙ (COVID-19) แต่ปรากฏว่าระเบียบที่จะออกมาเพื่อรองรับการใช้ งบกลางฉบับนี้ถูกออกมาเมื่อวันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ เท่ากับว่าการอนุมัติโครงการทั้งคู่ที่ผ่าน ครม. ไปนั้นอนุมัติการใช้เงินโดยที่ยังไม่ได้มีระเบียบ รองรับเลยด้วยซ ้าไป เรื่องนี้ดิฉันก็ขอฝากท่านประธานไปยังสำนักงบประมาณที่นั่งอยู่ ทางด้านหลังให้ช่วยส่งโพยให้กับกรรมาธิการได้ชี้แจงด้วยนะคะ
สำหรับเรื่องสุดท้ายค่ะ เงินสำรองใช้จ่ายฉุกเฉินจำเป็น อันนี้ก็เป็นปัญหา เช่นเดียวกัน ชื่อมันก็บอกว่าควรจะใช้สำหรับการฉุกเฉินจำเป็นจริง ๆ แต่เราก็ยังเจอหน้า สุดท้ายว่ามีโครงการซ่อมสร้างถนนมากถึง ๑๘๐ โครงการ เป็นโครงการทำแหล่งน ้าและ ประปา ๒๕๐ โครงการ โครงการเหล่านี้มีความจำเป็นเร่งด่วนอย่างไร และการที่เรายิ่งเพิ่ม งบกลางตรงนี้เข้าไปให้มากขึ้นเป็น ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท ก็เท่ากับว่าในส่วนของเงินสำรอง ฉุกเฉินก็จะสามารถมีพื้นที่มากพอที่จะนำไปใช้ทำโครงการอะไรก็ได้ที่อยู่ในอำนาจ การเห็นชอบของนายกรัฐมนตรีใช่หรือไม่ แบบนี้คือการเซ็นเช็คเปล่าให้กับนายกรัฐมนตรีโดย ที่ไม่ได้มีการตรวจสอบอย่างถี่ถ้วนจากรัฐสภาใช่หรือไม่ จึงเป็นเหตุให้ดิฉันขอตัดลด งบประมาณลง ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ในส่วนของรายการที่ ๓/๑ และรายการที่ ๑๑ ของมาตรา ๖ ของร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ขอบคุณค่ะ