สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๑ · ๑๘ สิงหาคม ๒๕๖๔

อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หารือเรื่องงบประมาณปี 2565 โดยเน้นย้ำถึงการปรับลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ต่างจังหวัด นอกจากนี้ยังพูดเรื่องการบริหารจัดการเงินกู้และหนี้สาธารณะ โดยให้ใช้ไปตรงตามวัตถุประสงค์

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ ประธานคณะกรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบคุณ ทางท่านกรรมาธิการ แล้วก็ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้ให้ความเห็นในเรื่องภาพรวม ของงบประมาณปี ๒๕๖๕ กระผม นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญนะครับ ก็ขออนุญาตเรียน ว่าในประเด็นต่าง ๆ ที่ท่านกรรมาธิการที่ได้สงวนคำแปรญัตติ แล้วก็ท่านสมาชิกได้อภิปราย เมื่อสักครู่นี้ ทางคณะกรรมาธิการวิสามัญก็ได้ตระหนักในประเด็นต่าง ๆ ซึ่งก็ได้ให้ความเห็น แล้วก็ให้ข้อสังเกตไว้ในรายงานของคณะกรรมาธิการไว้แล้ว ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ทาง รัฐบาลจะต้องนำไปประกอบการพิจารณาในการบริหารราชการแผ่นดินต่อไปนะครับ ก็มี ๒-๓ ประเด็นครับ ประเด็นเรื่องของวงเงินงบประมาณ ๓.๑ ล้านล้านบาทนั้น ซึ่งก็ได้มีการพิจารณาร่วมกันใน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการประเมินเรื่องเศรษฐกิจตั้งแต่ต้นปี ๒๕๖๔ ก็จริงครับว่าต้นปีนั้น กับสถานการณ์ในปัจจุบันก็อาจจะมีความแตกต่างกัน เนื่องจากการแพร่ระบาดของ โควิด ๑๙ (COVID-19) นั้นยังมีความต่อเนื่องและเป็นวงกว้างอยู่นะครับ

อย่างไรก็ตามในประเด็นที่ ๑ ก็ได้มีการคำนึงถึงภาวะเศรษฐกิจในปี ๒๕๖๔ ปี ๒๕๖๕ ซึ่งปี ๒๕๖๕ นั้นก็คาดว่าเศรษฐกิจของเราก็น่าจะมีการเติบโตขึ้นเป็นการฟื้นตัว นะครับ เพียงแต่ว่าจะฟื้นช้า ฟื้นเร็วตรงนี้ ซึ่งแน่นอนก็อาจจะมีผลกระทบต่อการจัดเก็บ รายได้ เพราะฉะนั้นในการประเมินจัดเก็บรายได้ก็ประเมินทั้งในเชิงวิชาการ แล้วก็เชิง ขีดความสามารถในการจัดเก็บของหน่วยงานจัดเก็บทั้งหลายนะครับ เพราะฉะนั้นได้ดูใน เรื่องของขีดความสามารถในการจัดเก็บรายได้ของเราในปี ๒๕๖๕ ไว้แล้ว

ในประเด็นที่ ๒ ในเรื่องของรายจ่าย ซึ่งที่ผ่านมาในปีงบประมาณที่ผ่าน ๆ มาก็เพิ่มขึ้นมาโดยตลอด เพราะฉะนั้นในนโยบายของปี ๒๕๖๕ นั้นก็เน้นในเรื่องของต้อง เข้มงวดกับการปรับลด เนื่องจากเราปรับลดวงเงินงบประมาณ ๓.๑ ล้านล้านบาท ลดลงมา จากปี ๒๕๖๔ ไป ๑๘๕,๐๐๐ ล้านบาทแล้ว ฉะนั้นก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้มงวดกับ การปรับลดงบประมาณในส่วนที่ไม่จำเป็นหรือในส่วนที่ยังไม่รีบร้อนที่จะต้องดำเนินการ ในทันทีนั้นก็ให้ชะลอไปก่อน แต่ส่วนที่สำคัญนั้นก็คือเรื่องของภาระค่าใช้จ่ายของรัฐบาล นะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาระค่าใช้จ่ายตามสิทธิ ตามกฎหมาย ตามข้อผูกพัน ค่าใช้จ่าย ด้านสวัสดิการทางสังคมและกลุ่มเปราะบางต่าง ๆ ค่าใช้จ่ายในการจัดบริการสาธารณะ ขั้นพื้นฐานของรัฐ รายจ่ายตามแผนบริหารจัดการหนี้ภาครัฐ ค่าใช้จ่ายเพื่อการขับเคลื่อน และพัฒนาประเทศตามยุทธศาสตร์ชาติในแต่ละระดับ ซึ่งประเด็นนี้ก็อย่างที่ผมกราบเรียนว่า ในบางส่วนนั้นก็อาจจะต้องชะลอออกไปหรือว่ามีปรับลดนะครับ เรื่องแผนแม่บทเฉพาะกิจ โควิด (COVID) แผนการปฏิรูปประเทศ อย่างไรก็ตามในการดำเนินการในเรื่องของวงเงิน ๓.๑ ล้านล้านบาทนั้นก็ยังอยู่ก็ยังคงเป็นไปตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะเพื่อที่จะ ขับเคลื่อนประเทศให้สามารถขยายตัวต่อไปได้ ทั้งนี้ภาครัฐต้องเป็นเครื่องยนต์ตัวหนึ่ง ในการที่จะพยุง แล้วก็ขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ขยายตัวให้ได้ในปี ๒๕๖๕

ประเด็นที่ ๓ ในส่วนที่การจัดงบในวงเงินตรงนี้เมื่อมีการชะลอหรือมี การปรับลดลงไปแล้วนั้น คณะกรรมาธิการก็ยังเน้นในเรื่องที่จะต้องแก้ปัญหา เรื่องที่ต้องมี การพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่ ในต่างจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการเดินทางของพี่น้องประชาชน การเชื่อมแหล่งผลิต ต่าง ๆ ด้วยระบบของคมนาคมขนส่ง รวมทั้งในเรื่องของการส่งเสริมอาชีพการตลาดต่าง ๆ นั้นก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้เศรษฐกิจของเรานั้นฟื้นตัวขึ้นมาได้ นั่นก็เป็นประเด็นที่ทาง คณะกรรมาธิการวิสามัญได้ให้ความสำคัญ

ประเด็นที่ ๔ ที่เกี่ยวข้องกับในเรื่องของเงินกู้กับเรื่องของหนี้สาธารณะนั้น ทางกระทรวงการคลังก็ได้มีข้อเสนอแนะจากคณะกรรมาธิการขึ้นไปว่าจะต้องบริหารจัดการ ในเรื่องของเงินกู้กับในเรื่องของหนี้สาธารณะ โดยที่จะต้องให้ใช้ไปตรงตามวัตถุประสงค์ ในเรื่องของการแก้ไขปัญหาในเรื่องของการแพร่ระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) นะครับ ก็ขออนุญาตกราบเรียนว่าในรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญก็ได้ให้ข้อสังเกตและ ความเห็นต่าง ๆ ไว้แล้ว ซึ่งก็จะได้นำเสนอต่อรัฐบาลต่อไป ขอกราบขอบพระคุณครับ