เกียรติ สิทธีอมร ขออนุญาตใช้สไลด์ประกอบการอภิปราย ตั้งข้อสังเกตถึงการปรับลดงบประมาณ 5% จากความกังวลต่อรายได้รัฐที่ต่ำกว่าเป้า ซึ่งอาจส่งผลให้หนี้สาธารณะเกินเพดานกฎหมาย 60% ของจีดีพี พร้อมเรียกร้องให้ชี้แจงแนวทางแก้ไขหนี้และแหล่งรายได้ใหม่เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของประเทศ อีกทั้งตั้งข้อท้าทายกรรมาธิการเกี่ยวกับการบริหารหนี้สาธารณะและหนี้นอกรอบที่กำลังใกล้เต็มเพดาน รวมถึงความโปร่งใสในการจัดการงบประมาณ 3.1 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะจากโครงการประกันรายได้และจำนำเกษตรที่อาจกลายเป็นภาระหนี้ต่อเนื่องในอนาคต
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตใช้สไลด์ (Slide) ด้วย ได้ยื่นให้ทางฝ่ายโสตแล้วนะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
ผมได้สงวนคำแปรญัตติไว้ ในมาตรา ๔ ปรับลดงบประมาณลงไป ๕ เปอร์เซ็นต์ เหตุผลที่ผมปรับลดงบประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์นี้ เพราะผมมีความกังวลอย่างยิ่งว่ารายได้เราจะไม่มีทางได้เลยครับ ไม่มีทาง ที่จะเก็บได้ตามที่เราประเมินไว้ในเอกสารตั้งต้น ซึ่งบอกว่ารายได้นี้จะมาจากการเจริญเติบโต ทางเศรษฐกิจระหว่าง ๒.๕ ถึง ๓.๕ เปอร์เซ็นต์ ล่าสุดครับท่านประธาน ในแผ่นที่ผมได้ นำเสนอนี้ทุกสำนักออกมาหมดแล้วครับ ทุกสำนักออกมาบอกว่าไม่มีวันที่จะไปถึง ๓.๕ เปอร์เซ็นต์ ๒.๕ เปอร์เซ็นต์ ก็ยังไม่มีใครมั่นใจเลยครับ ทุกสำนักวันนี้บอกมาว่าอย่างดี ที่สุดก็คงจะได้ไม่เกิน ๑ เปอร์เซ็นต์ ๑.๓ เปอร์เซ็นต์ เลวร้ายที่สุดติดลบ ๑.๕ เปอร์เซ็นต์ ทีนี้คำถามมีอยู่ว่าถ้ารายได้เราไม่เป็นไปตามที่เราคาดหวังไว้ตอนที่เราทำงบประมาณ ในตอนแรกที่เข้าวาระ ๑ เกิดอะไรขึ้นครับหนี้สาธารณะยังเกิดขึ้นอยู่ในกรอบหรือเปล่า เงินที่ต้องกู้จะต้องกู้มาแล้วจะมีกำลังในการที่จะไปชดใช้เงินกู้เหล่านั้นไหม แล้วเงินกู้เหล่านั้น เมื่อรวมในภาพรวมของประเทศหนี้สาธารณะแล้วเกินหรือเปล่า อันนี้ก็ต้องตั้งคำถามนะครับ ผมถามกรรมาธิการครับ เวลาท่านไปพิจารณากันท่านได้ดูประเด็นนี้ไหมครับ ถ้าท่านดูแล้ว ทำไมท่านยังถึงเสนอ ๓.๑ ล้านล้านบาทเหมือนเดิมเลยครับ จะเป็นไปตามกฎหมายทุกฉบับ หรือเปล่า เพราะฉะนั้น ณ วันนี้พูดง่าย ๆ ครับ รายได้ลดลง แน่นอนรายได้การจัดเก็บภาษี ลดลง แล้วจะมีผลกระทบอย่างไรกับหนี้สาธารณะ การจัดเก็บรายได้นี้ยืนยันนะครับ ในรายงานของกรรมาธิการเองก็เขียนไว้ชัดว่าปีงบประมาณที่ผ่านมาก็หลุดครับ ไม่ตรงเป้า หายไป ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งมันมีผลอย่างไร มีผลต่อหนี้สาธารณะทันที เลยครับ แล้วมีผลต่อการกู้ยืมของรัฐบาลทันที เพราะฉะนั้นหนี้สาธารณะนั้นต้องกลับมา คำนวณใหม่ ผมก็เลยอยากถามในหนี้สาธารณะที่ต้องคำนวณใหม่นี้ ผมขอชาร์ต (Chart) ต่อไปเลยครับ ผมคำนวณคร่าว ๆ ว่าถ้าเกิดเราไม่สามารถจัดเก็บรายได้ตามเป้าหมาย จากสมมติฐานการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ๒.๕-๓.๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วมันอยู่ในกรณีที่โต ๐ เปอร์เซ็นต์ หรือโต ๒ เปอร์เซ็นต์ ผมให้โต ๒ เปอร์เซ็นต์เลย หรือถ้าแย่ที่สุดคือ - ๑.๕ เปอร์เซ็นต์ จะเกิดอะไรขึ้นกับหนี้สาธารณะ คำนวณอย่างไรก็แล้วแต่รัฐบาลต้องไปหา เงินเพิ่มโดยการกู้อีกเกือบ ๑ ล้านล้านบาท แล้วถ้าเราไปรวมกับพระราชกำหนดเงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทซึ่งเพิ่งผ่านไปนี้ ก็ต้องกู้ ๑.๔๘ ล้านล้านบาท เมื่อเทียบกับหนี้สาธารณะ ณ เดือนมีนาคมที่ผ่านมา จะทำให้หนี้สาธารณะทั้งหมดเพิ่มขึ้นเป็น ๖๓.๔ เปอร์เซ็นต์ ในกรณีที่ประเทศไทยวันนี้เศรษฐกิจโตเป็น ๐ เปอร์เซ็นต์ กรณีที่โต ๒ เปอร์เซ็นต์ ก็ยังเกิน อยู่ดี ๖๒.๑๙ เปอร์เซ็นต์ ถ้าติดลบ ๑.๕ เปอร์เซ็นต์ ก็ยังมีส่วนหนี้สาธารณะสูงถึง ๖๔.๓๙ เปอร์เซ็นต์ ทั้ง ๆ ที่กรอบตามกฎหมายอยู่ที่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ คำถามผมไม่ได้ห่วงนะครับว่าท่านจะ จำเป็นต้องกู้หรือไม่ อันนั้นเป็นอีกประเด็นหนึ่ง แต่ท่านจะแก้กฎหมายหรือเปล่าครับ ท่านจะ ดำเนินการอย่างไรในเรื่องหนี้สาธารณะ หรือท่านมีแหล่งรายได้ที่ท่านยังไม่ได้บอกพวกเรา เพื่อให้พวกเราสบายใจมากขึ้นว่าหนี้ที่ท่านจะต้องสร้างเป็นภาระต่อไปถ้าท่านผ่าน งบประมาณที่ ๓.๑ ล้านล้านบาทที่เป็นค่าใช้จ่าย ท่านยังอยู่ในสถานะที่บริหารจัดการได้ อย่างมีประสิทธิภาพและไม่กระทบต่อความน่าเชื่อถือของประเทศไทยทั้งระบบนะครับ
ในกรณีที่หนี้สาธารณะ ตอนนี้ผมใช้ -๑.๕ เปอร์เซ็นต์ ทำไมผมถึงใช้ - ๑.๕ เปอร์เซ็นต์ เพราะว่าอันนี้เป็นเกณฑ์ของ กกร. ซึ่งเป็นภาคเศรษฐกิจจริงที่เขาประเมิน เขาบอกว่ามีโอกาสโตติดลบ ๑.๕ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเป็นอย่างนั้นเราติดลบ แล้วหนี้สาธารณะ เราเกินเกณฑ์ที่กำหนดไว้ตามกฎหมาย ดีที่สุดก็เกินเหมือนกันนะครับ
อีกประการหนึ่งที่ผมต้องตั้งคำถามกรรมาธิการนะครับ ในรายงานมีการระบุไว้ถึง ภาระหนี้นอกเหนือจากหนี้สาธารณะ ยอดรวม ๙๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท หรือ ๒๙.๖๔ เปอร์เซ็นต์ ของงบประมาณ ซึ่งใน พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังของรัฐก็บอกว่าอย่าเกิน ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่ง ครม. เองมีอำนาจอนุมัติโดยไม่ต้องผ่านสภา เช่น ในโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต ่าธนาคาร ออมสิน การจำนำผลผลิตการเกษตร การประกันรายได้ ในกรณีที่เป็นเงินที่ไปใช้ในเรื่อง การปล่อยสินเชื่อ ผมไม่ได้ติดใจนะครับ ปล่อยได้ครับ เพราะไม่ได้บอกว่าต้องเป็นภาระเสมอไป เมื่อมีการคืนสินเชื่อที่กู้ยืมไปก็ไม่ถือเป็นหนี้ที่คงค้างอยู่ในระบบ แต่การประกันรายได้กับ การจำนำผลผลิตทางการเกษตรปฏิเสธไม่ได้หรอกครับว่าบางส่วนมันจะต้องเป็นกลายเป็น หนี้สาธารณะแน่นอน กลายเป็นภาระของงบประมาณแน่นอน ตรงนี้ผมคิดว่าถ้าเราบริหาร การเงินการคลังของเราให้เป็นที่น่าเชื่อถือ เราต้องทำแบบเปิดเผยตรงไปตรงมา ผมก็ตั้ง คำถามไปที่กรรมาธิการว่าท่านจะจัดการ หรือมีแนวคิดอย่างไรเกี่ยวกับหนี้ที่เป็นภาระหนี้ นอกเหนือจากหนี้สาธารณะ ซึ่งปรากฏอยู่ในรายงานของกรรมาธิการนะครับ อยากทราบว่าท่านจะดำเนินการในเรื่องนี้ อย่างไร ง่าย ๆ วันนี้ในมาตรา ๔ ผมห่วงเรื่องรายได้ ไม่ได้พูดถึงเรื่องว่าจะเอางบประมาณไป ใช้อย่างไร เพราะอันนั้นผมจะไปลงในรายมาตราของแต่ละกระทรวง แต่คำถามสำหรับ มาตรา ๔ ในภาพรวมของรายจ่าย ๓.๑ ล้านล้านบาทนี้ผมก็ต้องถามว่าท่านจะดูในเรื่องหนี้ การบริหารหนี้ และรายได้ที่จะนำเข้ามาได้อย่างไร ขอบพระคุณครับ