ผ่องศรี ธาราภูมิ หารือเรื่องการจัดสรรงบประมาณปี 2565 ภายใต้บริบทวิกฤติทั้งด้านสาธารณสุขและการคลัง เน้นย้ำความจำเป็นในการใช้งบอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสอดคล้องกับสถานการณ์จริง โดยเฉพาะการแก้ปัญหางบค้างท่อและโครงการที่ยังไม่พร้อม พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความไม่บูรณาการในการจัดสรรงบระหว่างหน่วยงาน รวมถึงความไม่สอดคล้องระหว่างผู้ตั้งงบกับผู้ใช้งบ จึงเสนอให้ปรับแนวทางให้ประหยัด เกิดประโยชน์สูงสุด และผนวกนวัตกรรมเพื่อพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ผ่องศรี ธาราภูมิ กรรมาธิการ ผู้สงวนความเห็นปรับลดงบประมาณในมาตรา ๔ ก่อนอื่นดิฉันขอใช้ช่วงเวลานี้กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังสมาชิกแล้วก็พี่น้องประชาชน ว่าทันทีที่สภาแห่งนี้ได้ให้ความไว้วางใจมอบหมายให้ดิฉันไปทำหน้าที่กรรมาธิการพิจารณา งบประมาณ ปี ๒๕๖๕ ดิฉันก็ตระหนักดีว่าภายใต้สถานการณ์วิกฤติ ทั้งสาธารณสุขที่มี โรคโควิด-๑๙ (COVID-19) ระบาดอยู่ทั่วประเทศ แล้วก็วิกฤติการเงินการคลังที่ประเทศของ เรานั้นมีงบประมาณจำกัด เพราะว่ามีการจัดเก็บรายได้ได้น้อย แล้วรัฐบาลต้องกู้เงินมา ดังนั้นตลอดการทำหน้าที่กรรมาธิการ ดิฉันก็ทำหน้าที่ด้วยความสำนึกว่าจะต้องทำอย่างไร ให้เงินงบประมาณแผ่นดินในปี ๒๕๖๕ นี้ เป็นกลไกเครื่องมือในการขับเคลื่อนประเทศ แล้วก็ไปแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนแล้วก็ประเทศชาติ โดยยึดหลักในพระราชบัญญัติ วิธีการงบประมาณ ๒ มาตรา ก็คือ มาตรา ๗ ที่บอกว่าให้หน่วยรับงบประมาณต้องใช้จ่าย งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน เป็นสำคัญ แล้วก็ในมาตรา ๘ ที่กำหนดว่าให้รัฐมนตรีมีหน้าที่กำกับควบคุมกิจการของหน่วย รับงบประมาณให้ใช้จ่ายอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ แล้วก็มีการประเมินผลสัมฤทธิ์ของการใช้เงิน ดังนั้นในทุกหน่วยงานที่เข้ามาชี้แจงตั้งแต่ วันเริ่มต้นทั้งหมดประมาณ ๗๓๔ หน่วยงาน ดิฉันก็จะมีหลักของดิฉันจะดูว่าหน่วยงานนั้น ขอเงินงบประมาณทั้งผลงานที่ผ่านมาแล้วก็ที่จะขอใช้ไป ใช้เงินมีประสิทธิภาพหรือไม่ มีความโปร่งใสหรือไม่ มีความเป็นธรรมในการจัดสรรหรือเปล่า แล้วก็เป็นประโยชน์ ตอบโจทย์ประเทศชาติและประชาชนมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะสอดคล้องกับสถานการณ์ ของประเทศเราที่กำลังเผชิญทั้งเรื่องโควิด-๑๙ (COVID-19) ร่วมกันกันทั้งโลก แล้วก็แนวโน้ม ที่จะเอาไปใช้ในปี ๒๕๖๕ ไม่ทราบว่าการคาดการณ์นั้นจะเป็นอย่างไร เพราะว่าเงินที่ขอ จะต้องสอด มันจะเริ่มใช้ตั้งแต่เดือนตุลาคมไปตลอดปีนะคะ ดังนั้นดิฉัน ก็พบว่าหลายหน่วยงานก็ทำได้ดี มีการปรับตัว แต่อาจจะเนื่องจากว่าในช่วงที่ทำงบประมาณ ปี ๒๕๖๕ นี้ทำในช่วงปลายปีที่แล้ว แล้วก็เริ่มมาจนปีนี้ ปี ๒๕๖๔ ตอนที่เริ่มต้น คิดงบประมาณก็อาจจะคาดการณ์ว่าสถานการณ์ประเทศเราน่าจะดีขึ้นแล้ว ดังนั้นจึงมี หลายหน่วยงานก็ยังทำโครงการที่เป็นประเทศอยู่ในภาวะปกติ แต่หลายหน่วยงานก็มี การปรับเปลี่ยน อย่างไรก็ตามดิฉันก็ค้นพบว่ายังมีอีกหลายส่วนที่ยังมีการใช้จ่าย มีคำถาม เรื่องประสิทธิภาพว่าขอเงินไปแล้วใช้คุ้มกับเงินที่ได้รับไปหรือไม่ ใช้ทันหรือเปล่า ดิฉัน ค้นพบว่ามีงบค้างท่ออยู่จำนวนมากที่ขอไปแล้วก็ทั้งถูกพับไปแล้วก็ต้องเสนอกลับมาใหม่ รวมทั้งขอไปเกินกำลังใช้ไม่หมด ดังนั้นในปีนี้ถ้าหากว่าหน่วยงานใดที่ยังเข้าข่ายดูผลงาน ที่ผ่านมาแล้วไม่ดี ดิฉันก็ยังคิดว่าอาจจะถูกปรับลดได้ ยกเว้นว่าจะมีเหตุผลว่าสามารถทำได้ ทันอย่างนี้ ก็จะพบว่ามีหลายหน่วยงาน ดิฉันไม่มีเวลาที่จะลงในรายละเอียด ขอกราบเรียน ยกเป็นตัวอย่างว่ามีทั้งกระทรวงกลาโหม กระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย มีทุกหน่วยงานที่มีงบค้างท่อเหล่านี้จะต้องไปปรับปรุงนะคะ นอกจากนั้นแล้วดิฉันพบว่า บางโครงการก็ไม่พร้อม เช่น ยังไม่ได้ผ่านการทำประชาพิจารณ์ หรือว่ายังไม่ได้ประเมินผล กระทบสิ่งแวดล้อม หรือว่ามีประชาชนคัดค้าน ยกตัวอย่างเช่น โครงการของปีที่แล้วของ กรมควบคุมมลพิษ เช่น โครงการเรื่องของการแก้ไขปัญหาสารพิษที่ห้วยคลิตี้ ปีนี้ไม่ได้ขอ แต่พอย้อนไปดูของงบปีที่แล้วที่ได้งบไปเฟส ๒ (Phase 2) ก็ยังไม่ได้ใช้เลย เพราะว่า ไม่สามารถเดินหน้าโครงการต่อได้ เป็นต้น
นอกจากนั้นแล้วดิฉันก็จะดูว่าโครงการที่ขอมามีความซ ้าซ้อนไหม เพราะว่า แต่ละหน่วยงานมีภารกิจใกล้เคียงกัน บางหน่วยตั้งขึ้นมาเป็นหน่วยบูรณาการ เช่น หน่วยงานที่เรียกว่า ศรชล หรือศูนย์ที่ดูแลเรื่องทรัพยากรชายฝั่งทะเลที่เกี่ยวข้อง ทั้งกองทัพเรือ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง หรือว่าเรื่องของกรมสรรพสามิตที่ดูแล เรื่องทางชายฝั่งทะเล เรื่องของสินค้าหนีภาษี ดิฉันก็เห็นว่ายังมีการของบประมาณแบบที่ยัง ไม่บูรณาการในเรื่องการทำงาน อันนี้รายละเอียดก็ไม่มีเวลาจะลงไป นอกจากนั้นแล้วก็จะดูว่า การของบประมาณถูกที่ถูกเวลาไหม เช่น หน่วยงานไหนเป็นคนใช้เงินควรจะเป็นผู้ตั้ง งบประมาณ ไม่ใช่ว่าตั้งงบประมาณไว้ที่หน่วยงานหนึ่ง แต่ว่าอีกหน่วยงานหนึ่งเป็นผู้ใช้ อันนี้ ก็อาจจะเป็นเรื่องของนโยบาย
อีกประเด็นหนึ่งที่ดูเรื่องประสิทธิภาพก็ดูว่าใช้จ่ายประหยัดเงินของแผ่นดิน หรือไม่ ยกตัวอย่างเช่นบางโครงการที่รัฐบาลต้องตั้งงบประมาณเพื่อไปชดเชยเงินกู้ที่เป็น ดอกเบี้ย เราก็ดูว่าหน่วยงานมีความพยายามไหมว่าจะไปใช้จากแหล่งทุนที่ดอกเบี้ยต ่าเพื่อจะ ได้ใช้เงินงบประมาณลดลง ยกตัวอย่างเช่น สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติในประเทศเพื่อนบ้านมีการใช้แหล่งทุนจากแต่ละแหล่ง บางแห่งก็แพง บางแห่งก็ถูก ดิฉันก็ยังตั้งคำถามว่าทำไมไม่เลือก ถ้าเป็นเราก็จะกู้จากแหล่งที่ถูก อันนี้พูดถึงเรื่องของใช้ จ่ายประหยัดนะคะ นอกจากนั้นก็จะมีเรื่องของความเป็นธรรมที่ดิฉันอยากจะ กราบเรียนยังพบว่ามีหลายหน่วยงานที่มีการใช้จ่ายงบประมาณ การจัดสรรไม่เป็นธรรม มีการกระจุกตัว ไม่ว่าจะเป็นทั้งในสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่โรงเรียน ก็อาจจะมีกระจุกอยู่บางจังหวัด หรือแม้แต่เรื่องถนน แหล่งน ้า อะไรอย่างนี้เป็นต้น รวมทั้ง แม้แต่วัคซีนกรรมาธิการก็ตรวจสอบตลอด ทำอย่างไรจะให้การใช้จ่ายงบประมาณหรือ การจัดสรรเป็นไปอย่างเป็นธรรม นอกจากนั้นแล้วก็จะดูเรื่องของความเป็นประโยชน์ ไม่ว่าคุณจะใช้งบประมาณ หน่วยงานไหนใช้เงินอะไรก็ตาม สุดท้ายจะต้องไปตอบโจทย์ว่า มันเกิดประโยชน์ สร้างรายได้ พัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับพี่น้องประชาชนแล้วก็ประเทศชาติ จะพัฒนาอย่างไร ที่ผ่านมาการตั้งงบประมาณจะใช้ฐานงบประมาณเดิมเป็นหลัก เช่น กระทรวงใด หน่วยงานใด ได้รับงบประมาณ แล้วปีถัดไปก็จะได้เพิ่มหรือว่าลดเป็นเปอร์เซ็นต์ แต่ดิฉันคิดว่า ในสถานการณ์ใหม่นี้การใช้นวัตกรรมมาขับเคลื่อนประเทศอยากจะฝากสำนักงบประมาณว่า ควรจะได้ดูด้วยว่าหน่วยงานที่มีศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศ เช่น กระทรวง พาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรมควรจะได้รับงบประมาณเพิ่มเติม ก็ด้วยเวลาจำกัด ก็ขอกราบเรียนว่าในส่วนนี้ดิฉันก็อยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาล แล้วก็สำนักงบประมาณ รวมทั้งผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องว่าปี ๒๕๖๖ หลังจาก พ.ร.บ. ฉบับนี้ ผ่านแล้วนี้จะต้องเอาข้อสังเกต ข้อปรับปรุง ข้อเสนอของกรรมาธิการไปใช้ในการทำ งบประมาณให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ขอกราบขอบพระคุณค่ะ