ศิริกัญญา ชี้งบขาดดุลจากจ่ายเกินรายได้ หนุนปรับโครงสร้างเร่งด่วน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๑ · ๑๘ สิงหาคม ๒๕๖๔

ศิริกัญญา ตันสกุล แสดงความกังวลต่อปัญหาขาดดุลจากรายจ่ายที่สูงกว่ารายได้และเพดานการกู้เงิน พร้อมเรียกร้องให้มีการปรับโครงสร้างงบประมาณอย่างเร่งด่วน โดยตั้งข้อสังเกตถึงสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรที่เพิ่มสูงขึ้นถึงร้อยละ 40 ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี และเสนอให้ทบทวนการบริหารกำลังคนภาครัฐ การยกเลิกหรือปรับลดหน่วยงานที่ไม่จำเป็น รวมถึงการกระจายอำนาจจากหน่วยงานกลางไปสู่องค์กรท้องถิ่น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งบประมาณและรองรับวิกฤตเศรษฐกิจในระยะยาว

นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ศิริกัญญา ตันสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล ในฐานะกรรมาธิการ ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉันขอสงวนความเห็นที่จะปรับลดงบประมาณในมาตรา ๔ ลงอีก ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ให้เหลือ ๓ ล้านล้านบาทค่ะ แน่นอนดิฉันเห็นว่าปัญหาที่งบประมาณในปีนี้ต้องถูกปรับลดลงเป็นปัญหาจริง แต่เมื่อเรา ผ่านขั้นตอนในการพิจารณามาแล้วเราก็คงไม่มีสิทธิที่จะบอกว่าเราควรจะเพิ่มงบประมาณ ได้แล้ว เพราะว่านั่นจะผิดรัฐธรรมนูญ ดิฉันจึงต้องขอปรับลดเพื่อที่จะให้สอดคล้อง กับสิ่งที่หัวหน้าพรรคของดิฉัน ท่านพิธาได้พูดไปแล้วว่าจริง ๆ แล้วไขมันยังรีดได้อยู่ และโครงสร้างงบประมาณยังคงต้องปรับอยู่ ดิฉันขอแสดงตัวเลขสักเล็กน้อยว่างบประมาณ เราจะมีปัญหาจริง ๆ ไม่ใช่แค่เฉพาะปี ๒๕๖๕ ถ้าท่านดูแท่งสีเทา คือรายจ่าย แท่งสีส้ม คือรายได้ของปี ๒๕๖๓ ปี ๒๕๖๔ น่าจะเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงแล้ว ส่วนแท่ง สีเหลือง คือเพดานเงินกู้ ท่านจะเห็นว่าด้วยวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นถึงแม้ว่าเราจะเก็บรายได้ ได้มากเท่าไร แล้วก็กู้จนเต็มเพดานแล้วก็ยังมีงบประมาณไม่เพียงพอที่จะใช้จ่ายให้เต็มวงเงิน จำเป็นที่จะต้องใช้เงินคงคลังส่วนหนึ่งออกมาโปะในส่วนที่ยังขาดอยู่ ปี ๒๕๖๕ ที่เรากำลัง พิจารณากันอยู่ทุกวันนี้ก็ออกแบบงบประมาณมาให้กู้จนเต็มเพดานแล้ว แต่เมื่อเราเผชิญ กับวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบันนี้ก็ไม่แน่ใจแล้วว่ารายได้ที่คาดว่าจะจัดเก็บได้ ๒.๔ ล้านล้านบาทจะยังคงเดิมอยู่หรือไม่ และปัญหานี้ก็จะยังคงดำเนินต่อไปในปีงบประมาณ ๒๕๖๖ และปี ๒๕๖๗ ที่เราจะสามารถจัดเก็บรายได้ได้น้อยลงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ทุก ๆ ปี ทำให้งบประมาณรายจ่ายแต่ละปีก็จะขยายตัวได้อย่างไม่เต็มที่ อย่างปี ๒๕๖๖ ก็ยังตั้ง งบประมาณได้แค่ ๓.๒ ล้านล้านบาทตามแผนการการคลังระยะปานกลาง ซึ่งหลายท่านก็มา พูดกับดิฉันว่าเอาเข้าจริงก็ดูท่าทางว่าน่าจะสูงเกินไปด้วยซ ้า ปี ๒๕๖๗ จะตั้งได้แค่ ๓.๓๑ ล้านล้านบาทเท่านั้น ซึ่งก็ยังคงใกล้เคียงกับในปี ๒๕๖๔ เท่านั้นเอง ทีนี้ปัญหามันเป็น คนปัญหาที่แน่นอนว่าเรารีดไขมันในระยะสั้นอย่างที่ท่านพิธาพูดก็ได้ เราก็จะสับ ๆ หั่น ๆ งบอบรมสัมมนา ตัดงบดูงานต่างประเทศไปเรื่อย ๆ ก็คงทำได้ แต่ทำไปอย่างนี้ต่อไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีการปรับโครงสร้างไม่ได้ อีกไม่นานดิฉันคิดว่าสำนักงบประมาณคงอาจจะต้องเสนอ ให้มีการปรับลดเงินเดือนบุคลากรก็เป็นได้ถ้างบประมาณรายจ่ายกับรายได้ยังคงเป็นหน้าตา แบบนี้ต่อไป ดังนั้นปีนี้จึงจะเป็นปีที่สำคัญที่เราควรที่จะต้องรื้อ ปรับโครงสร้างงบประมาณ ให้มีการตอบสนองกับวิกฤติแล้วก็จะทำให้ประเทศสามารถออกจากวิกฤตินี้ไปได้

เรื่องแรกก็คือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับบุคลากร ท่านประธานทราบไหมคะว่าปีนี้ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับบุคลากรที่รวมเงินเดือน รวมค่าตอบแทน รวมเบี้ยหวัด บำเหน็จบำนาญ ค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลต่าง ๆ ของข้าราชการคิดเป็นสูงถึง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณ รายจ่ายประจำปีแล้ว เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว ๓๗ เปอร์เซ็นต์ ปีนี้ด้วยความที่งบประมาณลดลง ทำให้สัดส่วนนี้เพิ่มขึ้นไปอีก ถามว่าตอนนี้รัฐบาลมีแผนอะไรบ้างหรือยัง ที่ผ่านมามีมาตรการ บริหารกำลังคนภาครัฐที่ออกมาตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๕๖๒ กำลังจะครบกำหนดการใช้ มาตรการนี้ในปี ๒๕๖๕ บอกว่าจะพยายามลดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับบุคลากรภาครัฐลง โดยการทดแทนข้าราชการเกษียณอายุด้วยพนักงานราชการ ซึ่งดิฉันไม่ทราบว่า ปี ๒๕๖๒ ปี ๒๕๖๓ ปี ๒๕๖๔ ทำไปถึงไหนแล้ว ทำไมสัดส่วนของค่าใช้จ่ายบุคลากรยังคงเพิ่มขึ้น เรื่อย ๆ ก็เป็น ๑ เรื่องที่อาจจะต้องมาปรับปรุง แล้วก็พิจารณาเป้าหมายกันอีกครั้งหนึ่ง เพื่อทำให้ยอดของค่าใช้จ่ายบุคลากรในปีนี้สามารถที่จะลดลงอีก

ประเด็นต่อมาที่จะต้องมีการปรับโครงสร้างว่าควรจะต้องพิจารณาชะลอ การเพิ่มหน่วยงานใหม่ในแต่ละปีหรือไม่ แม้แต่ในปีนี้ก็ยังมีการเพิ่มหน่วยงานใหม่เกิดขึ้น เพียงเพราะว่ากฎหมายกำหนดให้เราตั้ง ก็คือ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงแค่การโยกย้ายเปลี่ยนแปลงงบประมาณ ถ้าท่านดูในเล่มสีฟ้าเล่มนี้ แต่ในปีต่อ ๆ ไปรับรองว่าจะต้องมีการใช้งานเพิ่มขึ้นแน่นอน จะเป็นสิ่งที่ตามมากับการเพิ่ม หน่วยงานใหม่

ประเด็นต่อมาที่เราจะต้องปรับโครงสร้างที่ท่านพิธาได้แตะไปบ้างแล้ว ก็คือสำนักงานส่วนภูมิภาค ท่านทราบว่าใน ๑ จังหวัดถ้าเราเข้าไปในศาลากลางหรือว่า ถ้าเราเปิดดูว่ามีสำนักงานที่ลงท้ายด้วยจังหวัดกี่สำนักงาน ดิฉันนั่งนับดูแล้วมีไม่ต ่ากว่า ๓๗ สำนักงานส่วนภูมิภาคที่ลงท้ายด้วยจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นพลังงานจังหวัด โยธาจังหวัด พัฒนาชุมชนจังหวัด ยังไม่นับว่าจะต้องมีในระดับ อำเภออีก ถ้าเราเชื่อในเรื่องของการกระจายอำนาจจริงเราจะไม่แผ่ขยายสำนักงานใน ส่วนภูมิภาคไปมากมายขนาดนี้ และที่สำคัญเราได้มีการทบทวนหรือเปล่าว่าภารกิจของ หน่วยงานระดับจังหวัดเหล่านั้นยังคงยังจำเป็นอยู่หรือไม่ เรายังคงจำเป็นต้องมีสำนักงาน พลังงานจังหวัดอยู่ทุกจังหวัดอยู่อีกหรือไม่ ยังจำเป็นจะต้องมีโยธาจังหวัดอยู่อีกหรือไม่ เฉพาะกระทรวงแรงงานกระทรวงเดียวมีหน่วยงานระดับจังหวัดที่ไปอยู่เป็นส่วนภูมิภาคนี้ถึง ๔ หน่วยงานด้วยกัน

ประเด็นต่อมา คือสำนักงานในต่างประเทศรวมถึงผู้ช่วยทูตต่าง ๆ ปีที่แล้ว มีท่านสมาชิกพูดไปแล้วเกี่ยวกับผู้ช่วยทูตทหาร ที่กระทรวงกลาโหมมาชี้แจงว่ามีอยู่ใน ๕๐ ประเทศ ใช้งบประมาณเกือบ ๖๐๐ ล้านบาท ในปีงบประมาณปี ๒๕๖๕ ผู้ช่วยทูตเกษตรมี ๑๑ คน และมี ๖ สำนักงานที่ปรึกษาในต่างประเทศ ผู้ช่วยทูตวิทยาศาสตร์ อีก ๓ ประเทศ ทูตพาณิชย์มีสำนักงานส่งเสริมอีก ๕๘ ประเทศ บีโอไอ (BOI) มีสำนักงานส่งเสริมในต่างประเทศอีก ๑๖ แห่ง มันถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะต้องมาทบทวน กันอีกครั้งหนึ่งว่าภารกิจในต่างประเทศเหล่านี้ยังมีความจำเป็นเหมือนเดิม เหมือนที่ผ่าน ๆ มาหรือไม่ ประเทศคู่ค้าที่สำคัญของเราหน้าตาเปลี่ยนแปลงไปบ้างหรือเปล่าในตลอด ๑๐ ปี ๒๐ ปีที่ผ่านมา ควรจะต้องมีการยุบเลิกอะไรหรือไม่ ที่แน่ ๆ ก็คือ ตำแหน่งผู้แทนการค้าไทย ซึ่งไม่ได้มีการแต่งตั้งมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ แต่ทุกวันนี้ก็ยังสงวนอัตราและสงวนงบประมาณ เอาไว้ปีละประมาณ ๕ ล้านบาท ก็ควรที่จะต้องยกเลิกงบประมาณในส่วนนี้ไปด้วย

ประเด็นสุดท้าย คือเรื่องของการกระจายอำนาจ ที่ผ่านมาหน่วยงาน ส่วนกลางของรัฐ ทั้งส่วนกลางแล้วก็ส่วนภูมิภาค หวงอำนาจ หวงงบประมาณของตัวเองไว้ ไม่ยอมที่จะกระจายภารกิจออกไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ทำหน้าที่ของตนเอง ดิฉันขอยกตัวอย่างโครงการแก้มลิง ซึ่งแต่ละแห่งมีความจุต ่ากว่า ๑ ล้านลูกบาศก์เมตร ด้วยซ ้าไป แต่กรมชลประทานก็ยังที่จะหวงของ แล้วก็ขอเอาไว้ทำเองเป็น ๑๐๐ กว่าโครงการ แทนที่จะโอนภารกิจนี้ไปให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทำให้ส่วนกลางก็จะยิ่งเติบโต และขยายใหญ่ไปเรื่อย ๆ ไม่ใช่แค่เฉพาะแก้มลิงนะคะ ทั้งถนนที่กรมทางหลวงชนบทก็ยัง จะคงตัดถนนต่อไปเรื่อย ๆ แม้แต่งานเก็บผักตบชวา ท่านยังไม่ยอมปล่อยมือให้กลายไปเป็น ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ยังจะโฮลด์ (Hold) ไว้กับกรมต่าง ๆ ถึง ๖ กรม เพื่อที่จะ ทำงานเก็บผักตบชวา แน่นอนว่ามันต้องเก็บทุกปี มันตั้งงบใหม่ได้ทุกปีนะคะ

สุดท้ายค่ะ ก็คือต้องพิจารณาเรื่องยุบเลิกควบรวมหน่วยงานต่าง ๆ แล้วก็จัด ประเภทองค์กรภาครัฐใหม่ อันนี้ท่านพิธาได้พูดไปบ้างแล้ว แล้วก็มีรัฐวิสาหกิจอีกหลายแห่ง ที่ไม่ได้ทำบริการสาธารณะที่จำเป็นก็ควรที่จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบองค์กร เพราะว่าทุกวันนี้ หลายแห่งไม่ได้มีรายได้แล้ว แต่ยังคงอยากที่จะเป็นรัฐวิสาหกิจอยู่ เนื่องจากว่าเป็นองค์กรรัฐ ประเภทเดียวที่ได้รับโบนัส ขอบคุณค่ะ