พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แสดงความเห็นต่อร่างงบประมาณรายจ่ายปี 2565 โดยเสนอให้ปรับลด 100,000 ล้านบาท เพื่อลดการใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือย โดยเฉพาะในส่วนความมั่นคงและโครงสร้างพื้นฐานที่เน้นสิ่งก่อสร้างมากเกินไป พร้อมเรียกร้องการปฏิรูปรัฐอย่างเร่งด่วน ทั้งการทบทวนโครงสร้างองค์กรภาครัฐที่มีความซ้ำซ้อน เช่น หน่วยงานในกระทรวงกลาโหมและคมนาคม รวมถึงการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ การพาณิชย์ และอุตสาหกรรมให้บูรณาการกันอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับการฟื้นตัวหลังโควิดและลดภาระประชาชนอย่างยั่งยืน
กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะกรรมาธิการ สำหรับมาตรา ๔ งบประมาณรายจ่ายภาพรวมผมได้สงวนความเห็น เพื่อขอปรับลดงบประมาณรายจ่ายปี พ.ศ. ๒๕๖๕ ลง ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท คงเหลือ ๓ ล้านล้านบาทครับท่านประธาน สำหรับกระบวนการร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ ก็มาถึงสภาครบ ๓ เดือนแล้วครับ เราก็ถกเถียงกันมา ทั้งในสภาใหญ่ ทั้งในกรรมาธิการ ทั้งในชั้นอนุกรรมาธิการว่าจะปรับลดงบประมาณอะไรบ้าง ที่มันฟุ่มเฟือย แล้วก็ลำบากภาษีของพี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะเป็นโครงการก่อสร้าง อาวุธยุทโธปกรณ์ไปถึงโต๊ะ ตู้ เตียง รถยนต์ ไปถึงผ้าม่าน ถ้าเป็นสุภาษิตไทยก็คงต้องพูดกัน ว่าตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ จนสามารถที่จะรีดไขมันมาได้ประมาณ ๑.๖ หมื่นล้านบาท แต่ตัวผมเองก็คิดว่ายังไม่เพียงพอ ยังไม่ใช่ทางออกของประเทศไทย ทางออกของประเทศไทย น่าจะเป็นเรื่องของการรื้อโครงสร้างรัฐเพื่อศักยภาพของประเทศใน ๒ ระดับครับ ท่านประธาน ขอสไลด์ (Slide) ขึ้นด้วยครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
ทางออกของประเทศไทย ผมคิดว่าในเรื่องของกระบวนการของงบประมาณนี้ผมว่าเราต้องดูใน ๒ ระดับ ทั้งในระยะสั้น แล้วก็ในระยะยาว ทั้งในระดับจุลภาคแล้วก็ในระดับมหภาคด้วย ในระดับจุลภาคนี้ผมคิดว่า ถึงแม้ว่าเราจะรีดไขมันมาได้ ๑.๖ หมื่นล้านบาท ยังสามารถที่จะรีดไขมันเพิ่มได้อีกครับ ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ว่ามีไขมันอยู่ในงบประมาณของเราที่ยังหลงเหลืออยู่ทั้งหมด ๓ ประเภท ไขมันประเภทที่ ๑ คือไขมันที่ไม่ตอบโจทย์ต่อความสำคัญหรือวิกฤติที่ประเทศ กำลังพบเจออยู่ เป็นไขมันที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงในขณะที่ประเทศต้องการความมั่นคง ทางสุขภาพ ประชาชนต้องการวัคซีนไม่ใช่ต้องการกระสุน แต่ก็ยังมีงบประมาณอย่างงบ กระทรวงกลาโหมที่จริง ๆ แล้วมียุทโธปกรณ์ มีอาวุธขนาดใหญ่ที่ผมคิดว่าคงจะไม่ใช้ในเร็ว ๆ วันนี้ จริง ๆ แล้วสามารถตัดได้ถึง ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่กรรมาธิการของเรา ก็สามารถตัดไปได้แค่เพียง ๓,๐๐๐ ล้านบาท แค่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ยังเหลืออีก ๙๐ เปอร์เซ็นต์ที่เป็นไขมัน หรือจะเป็นเรื่องของงบความมั่นคง ไม่ว่าจะเป็นปืนตำรวจ ไม่ว่าจะเป็นปืนกระทรวงมหาดไทย ไม่ว่าจะเป็นบิ๊ก ดาต้า (Big Data) ข้อมูลของ กอ.รมน. ก็มีบิ๊ก ดาต้า (Big Data) ของตำรวจก็ยังมีบิ๊ก ดาต้า (Big Data) ของกระทรวงกลาโหม ก็ยังมีอยู่ ท่านประธานทราบไหมครับว่าปืนตำรวจมีการสะสมอาวุธปืนมากขึ้น ๖๐๐ เท่า ภายใน ๑๐ ปีที่ผ่านมา ผมเลยจึงไม่เห็นความจำเป็นว่าปีนี้ ปี ๒๕๖๕ ยังจะต้องมีงบประมาณ ในการซื้อปืนตำรวจเหล่านี้ไปอีกทำไม
ไขมันประเภทที่ ๒ คือไขมันที่เน้นลงทุนในสิ่งก่อสร้างมากกว่าลงทุน ในชีวิตของคน งบที่เน้นลงทุนในสิ่งก่อสร้างพวกนี้ก็คืองบก่อสร้างอาคารสำนักงานจังหวัด งบบ้านพักข้าราชการ การขยายอาคารสำนักงานจังหวัด งบก่อสร้างเหล่านี้มีประมาณ ๑.๗ แสนล้านบาท ตัดไปได้แค่ ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาทครับ ในขณะที่เป็นงบของสวัสดิการ ประชาชน อย่างบัตรสวัสดิการคนจนโดนตัด ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท งบประมาณประกันสังคม โดนตัด ๑.๙ หมื่นล้านบาท เห็นชัดเลยว่าประเทศนี้กำลังให้คุณค่ากับสิ่งปลูกสร้างมากกว่า คุณค่าของชีวิตคน นี่คือไขมันประเภทที่ ๒ ที่จะต้องตัดออก
ไขมันประเภทที่ ๓ ก็คือไขมันที่เป็นงบที่มีพิรุธ ราคาสูงกว่าท้องตลาด หรือใบเสนอราคาไม่สมบูรณ์ ซึ่งตรงนี้จะมีสมาชิกของพรรคก้าวไกลมาอภิปรายเป็นข้อ ๆ ไปในของแต่ละกระทรวง ถ้าเรารีด ๓ ไขมันประเภทนี้ ผมคิดว่า ๑.๖ หมื่นล้านบาทที่ตัดได้ อีกแล้วจะตัดได้อีกหลายหมื่นล้านบาทครับ อาจจะไม่ถึงแสนล้านบาท ณ ตรงนี้ แต่ผมคิดว่า ไปได้ไกลอีกเยอะพอสมควร แล้วสามารถที่จะประหยัดความฟุ่มเฟือยของประเทศนี้ลงไปได้ อันนี้คือในระดับจุลภาค ในระดับระยะสั้นที่จริง ๆ แล้วเราควรที่จะทำได้ ในระยะยาว ในระดับมหภาคจัดรีดไขมันไม่พอครับ ต้องปรับโครงสร้างจัดกระดูก จัดกระดูกรัฐราชการ ไทยใหม่ ซึ่งโครงสร้างที่มันเป็นปัญหาทำให้เกิดความฟุ่มเฟือยแล้วก็เป็นต้นเหตุ ไม่ว่าเราจะ รีดภาษีได้เยอะแค่ไหน ไม่ว่าข้าราชการจะทำงบประหยัดโครงการมาอย่างไร แต่ถ้าเกิด โครงสร้างยังมีปัญหาอยู่ ก็ไม่สามารถที่จะทำให้ประเทศไทยเดินหน้าไปสู่อนาคตได้ ซึ่งโครงสร้างแบบนี้มีอยู่ ๒ ประเภทครับท่านประธาน
โครงสร้างประเภทที่ ๑ ก็คือโครงสร้างงบที่มีความซ ้าซ้อน มีความกระจัด กระจาย มีความลักหลั่นแล้วก็ไม่ชัดเจน อย่างเช่นกระทรวงกลาโหมที่ผมได้อภิปราย ในชั้นกรรมาธิการ เป็นต้น กระทรวงกลาโหมมีทั้งสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม แล้วก็มี กองบัญชาการกองทัพไทย สำนักงานปลัดมีกรมพระธรรมนูญ ทางกองบัญชาการกองทัพไทย มีสำนักงานพระธรรมนูญทหาร ทั้ง ๒ หน่วยนี้ดูแลเรื่องกฎหมายให้กับทหารทั้งนั้น กรมการเงิน กลาโหมกับกรมการเงินทหารก็ดูแลเรื่องการเงินให้กับทหารทั้งนั้น เพียงแต่แยกกันอยู่ เท่านั้นเอง ตรงนี้คือบุคลากรเพิ่ม ทรัพยากรเพิ่ม ภาษาอังกฤษใช้คำว่า ซินเนอร์ยี (Synergy) ๑ บวก ๑ ต้องเท่ากับ ๓ ไม่เกิดขึ้น หรือแม้จะเป็นกระทรวงคมนาคมมีทั้งกรมท่าอากาศยาน มีทั้งบริษัทท่าอากาศยานไทย มีทั้งกรมทางหลวง มีทั้งกรมทางหลวงพิเศษแห่งประเทศไทย ซึ่งจริง ๆ แล้วภารกิจคล้ายคลึงกันครับ ต่างกันแค่สนามบินก้อนนี้หน่วยงานนี้ดูแล สนามบิน ก้อนนี้หน่วยงานนี้ดูแล ไม่ได้มีการประสานงานกัน ต่างคนต่างทำงานกันในไซโล (Silo) ไม่สามารถที่จะบูรณาการได้ อันนี้ผมคิดว่าถ้ามีโอกาสได้เข้าไปเป็นรัฐบาลต้องมีการบริหาร จัดการและจัดกระดูกตรงนี้ออกให้หมด อะไรที่มันซ ้าซ้อน อะไรที่มันไม่ชัดเจนต้องจัดออกมา ให้เท่ากันเพื่อที่จะได้ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย ไม่ใช่แค่รีดไขมัน แต่ว่าจัดเรื่องของ กระดูกไปด้วยในตัวนะครับ
สำหรับโครงสร้างประเภทที่ ๒ ผมคิดว่าเราต้องปรับรัฐไทยเพื่อที่จะให้ ตอบโจทย์กับวิสัยทัศน์ใหม่กับความปกติใหม่ของโลกที่ประเทศไทยกำลังจะต้องเจอหลัง โควิด (COVID) ยกตัวอย่างในเรื่องของนโยบายการค้า การพาณิชย์ การลงทุน ในฐานะที่ผม เป็นอดีตข้าราชการกระทรวงพาณิชย์มา ๑๖-๑๗ ปีที่ผ่านมานี้เห็นภาพเลยครับว่าการค้า ก็เรื่องหนึ่ง การพาณิชย์ก็เรื่องหนึ่ง การลงทุนก็เรื่องหนึ่ง ผมไปดูที่ญี่ปุ่นวิธีการจัดกระดูกของ ข้าราชการเขา ญี่ปุ่นก็คือกระทรวงเมติ (METI) เมติ (METI) ก็คือมินิสตรี ออฟ อิโคโนมี เทรด แอนด์ อินดัสตรี (Ministry Of Economy Tread and Industry) ซึ่งก็คือพาณิชย์ อุตสาหกรรม แล้วก็เจโทร (JETRO) เจโทร (JETRO) ก็คือบีโอไอ (BOI) ของเขารวมกันอยู่ใน ที่ที่เดียว เพราะฉะนั้นตรงนี้จะเห็นตั้งแต่ต้นน ้าจนถึงปลายน ้า เห็นทั้งแวลูเชน (Value Chain) ของเศรษฐกิจโลกนะครับ สิงคโปร์ก็คล้าย ๆ กันเอ็มทีไอ (MTI) เอ็มทีไอ (MTI) ก็คือ พาณิชย์อุตสาหกรรมและอีดีบี (EDB) ก็คืออิโคโนมิก ดีเวลลอปเมนต์ บอร์ด (Economic Development Board) ของสิงคโปร์รวมกันอยู่ในที่เดียวกัน แต่ประเทศไทยก็คือกระทรวง พาณิชย์อยู่อีกหนึ่ง กระทรวงอุตสาหกรรมก็อยู่อีกที่หนึ่ง บีโอไอ (BOI) ก็อยู่อีกที่หนึ่ง ไปที่ญี่ปุ่นทูตบีโอไอ (BOI) ก็อยู่ที่โอซากา ทูตพาณิชย์ก็อยู่ที่โตเกียว มี ๒ หน่วยงาน อยู่ด้วยกันไม่มีโอกาสที่จะได้ทำงานร่วมกันอย่างที่ควร
สุดท้ายแล้วครับท่านประธาน อีกประเด็นหนึ่ง อย่างเช่นที่ผมเห็นในฐานะ กรรมาธิการนะครับ ราคาสินค้าเกษตร กระทรวงพาณิชย์ดูแลราคาข้าว ดูราคาปาล์ม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดูราคายางพารา กระทรวงอุตสาหกรรมดูราคาอ้อย ด้วยตรรกะ อะไรครับ ผมคิดว่าจริง ๆ แล้วถ้าจะให้ครบวงจรให้เป็นการดูแลให้รอบด้านทุกด้านนี้มันต้อง สามารถมารวมอยู่ด้วยกันที่จะทำงานให้ได้อย่างมีเอกภาพสามารถที่จะบูรณาการได้ มีประสิทธิภาพ แล้วก็ลดภาระต่อการรีดภาษี ลดภาระต่อพี่น้องประชาชนที่จะต้องลำบาก ยากเข็ญในช่วงวิกฤติโควิด (COVID) ในช่วง ๑ ปีกับอีก ๒ ปีข้างหน้าครับ วันนี้ผมมีเท่านี้ครับ ท่านประธาน ขอบคุณครับ