สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๐ · ๘ กรกฎาคม ๒๕๖๔

นิกร จำนง พูดถึงการบริหารจัดการสถานการณ์โรคโควิด-19 โดยระบุว่าประเทศไทยกำลังเผชิญกับภาวะระส่ำระสายและไม่มีทิศทางในการแก้ไขปัญหา นิกร จำนง เสนอแนวทางแก้ไขโดยการย้อนกลับไปจุดเดิม รัฐต้องทำความเข้าใจกับประชาชนโดยตรงและเปลี่ยนแปลงการสื่อสารใหม่

นายนิกร จำนง แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นิกร จำนง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคชาติไทยพัฒนา ท่านประธานครับ ผมขออภิปรายแนวทางการจัดการปัญหาโควิด-๑๙ (COVID-19) นี้ครับ นี่เป็นครั้งแรกที่ผม อภิปราย แต่ดูเหตุการณ์มาตลอด ด้วยความเป็นห่วงก็อยากจะเสนอความเห็นซึ่งคิดว่าบางที อาจจะเป็นประโยชน์บ้าง ท่านประธาน ผมขอเสนออย่างนี้ครับ ขอเสนอให้คนไทยหันมา พิจารณาปัญหาโควิด (COVID) ครั้งนี้ร่วมกันก่อนที่ชาติและประชาชนจะเสียหายไปมากมาย กว่านี้ ขอให้คนไทยทั้งหมดนะครับ เพราะขณะนี้ประเทศไทยของเรากำลังอยู่ในภาวะ ระส่ำระสาย สูญเสียทิศทางในการเผชิญกับปัญหาโรคระบาดโควิด (COVID) ครั้งใหญ่นี้ จำเป็นจะต้องหันหน้าเข้าหากันเพื่อหาทางออกร่วมกันและอยู่ให้รอด สถานการณ์รุนแรง สาหัสนี้ให้ได้ไปด้วยกัน ท่านประธานครับ ทบทวนสภาพแห่งปัญหาและผลที่ตามมา คือปัญหาโรคระบาดครั้งนี้เป็นลักษณะเป็นพิเศษ โรคระบาดของโควิด (COVID) มีความ เปลี่ยนแปลง คือเป็นโรคระบาดที่โรคอื่นที่เคยมีมา ไม่ว่าฝีดาษหรือไข้ทรพิษในอดีตมันคงที่ แต่โควิด (COVID) มีความเปลี่ยนแปลงเร็วมาก และเพิ่มความรุนแรงและเปลี่ยนแปลง อยู่ตลอดเวลา เราจะเห็นว่ามีการพัฒนา มีการกลายพันธุ์จากเชื้อหนึ่งไปสู่รูปแบบหนึ่ง และยังไม่หยุด อันส่งผลทำให้การป้องกันและการรักษาโรคต้องเปลี่ยนแปลงไปตามอาการ ของเชื้อนะครับ วัคซีนที่เคยใช้ได้ผล วิธีการรักษาที่เคยปฏิบัติ ยาที่เคยใช้ ตลอดจนบุคลากรทางการแพทย์ก็ต้องเปลี่ยนแปลงตามไป ทำให้การดำเนินการ ที่ผ่านมาเหมือนมีความผิดพลาดล้มเหลวไป ท่านประธานครับ ลองทบทวนดูว่าสถานการณ์นี้ ในการเปลี่ยนแปลงของโลกและทำให้การบริหารจัดการมีปัญหานี้ส่งผลให้กระทบต่อภาพ การจัดการของผู้รับผิดชอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งของประเทศไทย ศบค. และรัฐบาล ทำให้ ดูเหมือนว่าการวินิจฉัยสั่งการที่ผ่านมานั้นผิดพลาดไปหมดโดยสิ้นเชิง ทั้งเรื่องวัคซีนและ เรื่องใด ๆ ก็ตาม กรณีการตัดสินใจเรื่องวัคซีนนั้นเรามาดูกันนิดหนึ่งว่าจริง ๆ แล้วในตอนนั้น ท่านประธานถ้าจำได้ การตัดสินใจมีความเหมาะสมในขณะนั้น ในระยะที่ ๑ เราติดเชื้อวันละ ๒ คน ๓ คน เป็นเลขตัวเดียวอยู่ระยะหนึ่ง เราได้รับการชื่นชมนะครับ เราก็เลยดำเนินการ อย่างหนึ่งนะครับ ก็คือสั่งวัคซีนไปตามสถานการณ์ ณ ขณะนั้น ต่อมาในรอบ ๒ มันรุกแรง ขึ้นมา พอรุกแรงขึ้นมา วัคซีนที่สั่งไว้แล้วซึ่งเราคิดว่าเราทำได้ผล เรามีโรงงานผลิตในประเทศ ตอนนั้นเราคิดถูก แต่พอมาสถานการณ์เปลี่ยน ตอนนั้นไม่รู้จะคว้าอะไร ก็คว้าซิโนแวค (Sinovac) มา ก็ยังดีที่ยังมี ก็มีการมาบริหารจัดการ ต่อมามีการระบาดรอบ ๓ อีก ต่อจากนี้ ตอนนั้นเชื้อเริ่มกลายพันธุ์เป็นเดลตา (Delta) ขึ้นมา อะไรขึ้นมา อาจจะเอาอยู่ เอาไม่อยู่ เรายังไม่รู้ ก็เลยกลายเป็นว่าปัญหาที่ผ่านมามันเกิดจากตรงนี้ แต่ว่าสิ่งที่มีปัญหา ตอนนั้นในการบริหารคือเราไม่อธิบายกับประชาชนว่า แล้วก็แค่บอกว่าการตัดสินใจตรงนั้น ตัดสินใจตามสถานการณ์นั้น ณ เวลานั้น พอมีการเปลี่ยนแปลงก็เปลี่ยนแปลงตามไป มีการสั่งวัคซีนอื่นเข้ามา แต่ไม่ได้พูด พอไม่ได้พูดท่านประธานครับ มันก็เกิดปัญหาทำให้ ประชาชนเข้าใจไปอีกอย่างหนึ่ง เข้าใจว่างำไว้บ้าง อะไรไว้บ้าง มีการเข้าใจกันสับสน อลหม่านไปหมด ในสื่อโซเชียล (Social) ก็มีการขยายผลไปนะครับ เหตุแห่งความไม่ไว้ใจ ตรงนั้นพัฒนาไปสู่การไม่ยอมรับ ในมาตรการแก้ปัญหาต่าง ๆ ของภาครัฐตามมา เมื่อถูกความกังวลเป็นตัวเร่งประชาชนทำให้เกิดความหวาดกลัว ไปสู่ความไม่พอใจ ในหมู่ประชาชนขยายวงกว้างออกไป มาตรการนำร่องยกตัวอย่างครับ ท่านประธาน เพื่อเปิดเกาะภูเก็ต อย่างภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ (Phuket Sandbox) นี้ ที่จริงแล้วเรามีปัญหา เรื่องการท่องเที่ยว ตรงนั้นการตั้งรับที่ดีคือการรุก เพราะฉะนั้นการตั้งใจฉีดวัคซีนเพี่อจะ เปิดเกาะ จริง ๆ แล้วมันเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องทำ ไม่อย่างนั้นต้องตั้งรับ ก็รุกไป แต่ปัญหาก็มี ความกังวลมากขึ้นมันจะเกิดแพร่เชื้อไหม อะไรไหม ก็กลายเป็นลบไป มีการประกาศจะเปิด ประเทศใน ๑๒๐ วัน ก็เป็นการรุกอย่างหนึ่งนะครับ ถ้าไม่ได้ก็ค่อยถอย ก็ค่อยว่ากัน แต่กลายเป็นทุกอย่างที่ทำผิดไปหมด เกิดจากความไม่ไว้วางใจตั้งแต่ต้น เกิดจากการไม่คุยกัน ของรัฐบาลกับประชาชนเอง ผมเห็นตรงนี้เป็นปัญหาที่เป็นโดมิโน (Domino) ตัวแรก และกระทบต่อเนื่องมา ขณะนี้รัฐบาลเองหรือฝ่ายที่บริหารจัดการเองตกอยู่ในระหว่างเขาควาย ท่านประธานครับ สภาวะอยู่ระหว่างเขาควาย ก็คือว่าจะปิดล็อกพื้นที่ก็มีปัญหา จะเปิดก็มี ปัญหา คือไปทางซ้ายก็โดน ไปทางขวาก็โดน ทำอะไรก็โดนหมด เป็นภาวะที่น่าเป็นห่วงมาก ผมเสนอแนวทางแก้ไขครับท่านประธานว่าต้องย้อนกลับไปจุดเดิม รัฐต้องทำความเข้าใจกับ ประชาชนแบบตรงไปตรงมาถึงสถานการณ์ที่ผ่านมาโดยตัวผู้นำเอง และการบริหารจัดการ ในการสื่อสารใหม่ทั้งหมดมีการเปลี่ยนแปลง ตรงไหนมีความผิดพลาดก็ต้องยอมรับความจริง ด้วยเหตุด้วยผลว่า ณ ขณะนั้น สถานการณ์นั้นตัดสินใจอย่างนั้น แล้วผมเชื่อว่าจะดึง ความเข้าใจของพี่น้องประชาชนกลับมาได้ แล้วก็เสนอให้ย้อนกลับไปพัฒนาระบบ สาธารณสุขท้องถิ่นของไทย ท่านประธานคงจำได้ เพราะเมื่อก่อนออกไปที่จังหวัดตรังก็ดี จังหวัดสงขลา ที่ไหน ๆ เรามีโรงพยาบาลท้องถิ่น แล้วก็รับผู้ป่วยได้เยอะ ระบบ อสม. ก็ดี ระบบกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ชุมชนที่ดูนี้รับภาระ คือแบนปัญหาให้บางลงไปได้ เราต้องเอาตรงนี้ กลับมา ท่านประธานครับ แต่ว่าต้องมีการปรับปรุงนะครับ ผมขอชื่นชมหลายจังหวัดที่ประกาศว่า พี่น้องประชาชนที่มีอาการป่วยขอให้กลับไปที่บ้าน เราจะดูแลท่านเองอะไรแบบนี้ นี่เป็นการผ่อนคลายปัญหาเมืองหลวงให้บางลง แต่ว่าจะต้อง มีการช่วยสนับสนุนให้ดี ก็คือว่ามีการเติมโน่นนี่นั่นให้ครบ และผมไม่เห็นด้วยกับการยุบ ศบค. เพราะว่าเป็นหน่วยหลักในการบริหารแบบซิงเกิลคอมมานด์ (Single Command) ถ้ายุบไปเราจะเอาอะไรมาใช้ ไม่ใช่เป็นการเปลี่ยนม้ากลางศึก แต่เป็นการฆ่าม้ากลางศึก จะทำให้เราแพ้ได้ ดังนั้นผมเสนอว่ารัฐบาลนั่งลงพูดคุยกับประชาชน เริ่มต้นกันใหม่ด้วยความ จริงใจ เราจะผ่านเรื่องนี้ไปได้ครับท่านประธาน กราบขอบพระคุณครับ