อัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ เห็นชอบการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เหลือ 3% แต่เรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในระบบธนาคารพาณิชย์ที่อ้างอิงจาก MLR/MRR ลงมา เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างดอกเบี้ยเงินฝากต่ำกับดอกเบี้ยเงินกู้สูงที่ทำให้ผู้บริโภคถูกเอาเปรียบ พร้อมเสนอให้พิจารณาออกพระราชบัญญัติแทนพระราชกำหนดโดยอ้างว่ากฎหมายปัจจุบันไม่คุ้มครองลูกหนี้ กยศ. อย่างทั่วถึง และเรียกร้องให้รัฐมนตรีชี้แจงเรื่องอำนาจในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยผิดนัดตามมาตรา ๗ วรรคสอง
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผมนายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต ๔ อำเภอบ้านโป่ง พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ กระผมขอ อนุญาตท่านประธานได้อภิปรายเกี่ยวกับพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ที่ทางกระทรวงการคลังได้เสนอเข้ามายังสภาผู้แทนราษฎร หัวใจสำคัญ ก็คงจะอยู่แค่เพียง มาตรา ๗ ที่มีการปรับลดดอกเบี้ย โดยปกตินั้นถ้าไม่มีการระบุในสัญญา หรือนิติกรรมใด ๆ ก็จะมีการคิดเบี้ยปรับหรือดอกเบี้ยอยู่ที่ ๗.๕ เปอร์เซ็นต์ต่อปี ซึ่งก็ถือว่าสูง ครับ การที่รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังได้เสนอให้มีการปรับลดลงมาเหลืออยู่ที่ ๓ เปอร์เซ็นต์ต่อปี ก็เข้ากับสถานการณ์ดอกเบี้ยที่มีอยู่ ณ ปัจจุบัน ซึ่งดอกเบี้ยที่มีอยู่ ณ ปัจจุบัน ก็คือดอกเบี้ยเงินฝากที่ต่ำเหลือเกิน ปัจจุบันนี้อย่างที่เพื่อนสมาชิกบอกก็อยู่ที่ ๐.๒๕ เปอร์เซ็นต์ ถึง ๐.๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำมากระหว่างดอกเบี้ยเงินฝากออม ทรัพย์แล้วก็เงินฝากประจำ อันนี้คือสิ่งที่ผมเห็นด้วยที่จะมีการปรับลดดอกเบี้ยลงมา แต่ประเด็นมันจะอยู่ตรงนี้ครับท่านประธาน คือในกรณีที่เป็นการกู้ยืมเงินมันมีการระบุอยู่ใน นิติกรรมในสัญญาอยู่แล้ว กฎหมายตรงนี้ไม่ได้ครอบคลุม อันไหนที่มีกฎหมายรองรับอยู่แล้ว อย่างเช่นกรณี พ.ร.บ. ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมีการผิดนัดชำระก็มีการคิดดอกเบี้ย อันนั้น ก็ระบุกันไว้ กฎหมายอันนี้ก็ไม่ครอบคลุม ก็ถือว่าเป็นที่ยกเว้นตามมาตรา ๗ ก็คือในกรณี ที่มีนิติกรรมระบุไว้แล้วหรือโดยกฎหมายอันชัดแจ้งก็ให้ใช้ดอกเบี้ยเดิมอยู่ที่ ๗.๕ เปอร์เซ็นต์ ลงมา ๓ เปอร์เซ็นต์ ทีนี้ที่จะมีการบังคับใช้จริง ๆ มันก็จะเป็นการฟ้องการละเมิดทางแพ่ง ซึ่งการฟ้องละเมิดทางแพ่งครับท่านประธาน ที่ผ่านมาการฟ้องละเมิดมันก็จะมีทั้งชั้นต้น อุทธรณ์ แล้วก็ฎีกาที่จะบังคับหนี้ที่จะต้องชำระให้แก่เจ้าหนี้ ถ้ามัน ๗.๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วดอกเบี้ยเงินกู้ปัจจุบันนี้อยู่ที่เอ็มแอลอาร์ (MLR) บวก ๑ บวก ๒ ถ้าเอ็มแอลอาร์ (MLR) เอ็มอาร์อาร์ (MRR) อยู่ที่ ๖.๕ บวก ๑ ก็จะเป็น ๗.๕ ฉะนั้นการที่จะจูงใจให้ลูกหนี้ชำระหนี้ก็มีครับ เพราะว่าถือว่าดอกเบี้ยที่ ๗.๕ เปอร์เซ็นต์ สูงอยู่ ถ้าเทียบกับดอกเบี้ยเงินกู้ แต่ทีนี้ทางกระทรวงการคลังเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมาย ตรงลงมา ลงมาเหลือ ๓ เปอร์เซ็นต์ ผมเห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิกหลายท่านนะท่านประธาน ว่าดอกเบี้ยเงินกู้ท่านไม่ได้ปรับลดครับ เรียนท่านประธานไปถึงท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง พอดอกเบี้ยเงินกู้ท่านไม่ได้ปรับลง ท่านก็ยังสูงอยู่ เวลาฟ้องกันอยู่ ในกรณีละเมิดทางแพ่งไม่มีลูกหนี้คนไหนหรอกครับที่จะมาชำระเจ้าหนี้ก่อน เพราะว่า ต้องไปกู้หนี้จากสถาบันการเงินมา แล้วก็มาชำระให้กับเจ้าหนี้ ฉะนั้นทุกคนก็จะดึงคดี ไปจากชั้นต้นไปอุทธรณ์ ตีไปชั้นต้นกว่าจะตัดสินก็ ๒ ปี อุทธรณ์ก็อีก ๒ ปี ฎีกาอีกเกิน ๓ ปี ๗ ปีก็เสียดอกเบี้ยที่ ๓ เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าไปกู้มาชำระให้เจ้าหนี้ก็เสียดอกเบี้ยที่สูงปัจจุบันนี้ อยู่ ๗.๕ เปอร์เซ็นต์บ้าง ๘.๕ เปอร์เซ็นต์บ้าง บวก ๒ บวก ๓ ก็มีครับท่านรัฐมนตรี ประเด็นที่ ผมอยากจะอภิปรายแล้วก็อยากจะให้ท่านรัฐมนตรีได้ทราบผ่านท่านประธาน คือท่านแก้ กฎหมายตรงนี้ลงมาถูกต้องแล้วครับเหลือ ๓ เปอร์เซ็นต์ แต่ท่านต้องแก้กฎหมายที่ระบุ ดอกเบี้ยเอ็มแอลอาร์ (MLR) เอ็มอาร์อาร์ (MRR) ลงมาด้วยครับ ท่านต้องแก้ลงมาเหลือ ๓ เปอร์เซ็นต์ ๔ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๒ เปอร์เซ็นต์ เหมือนกับที่เพื่อนสมาชิกบอกว่าวันนี้ ส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยเงินฝากกับดอกเบี้ยเงินกู้มันห่างกันมาก จนเป็นการเอาเปรียบ ผู้บริโภค ดอกเบี้ยเงินฝากต่ำก็เอาเปรียบผู้ฝากเงินที่มีเงินฝากบางท่านลูกหลานก็รอดอกเบี้ย มาดูแลผู้สูงอายุที่จะฝากเงิน ท่านก็ให้ดอกเบี้ยต่ำมาก สถาบันการเงินก็เอาเปรียบผู้ฝากเงิน พอมาฝั่งผู้กู้เงินท่านก็คิดดอกเบี้ยแพงมาก เอ็มแอลอาร์ (MLR) เอ็มอาร์อาร์ (MRR) บวกไป อีกในสัญญาบวก ๑ บวก ๒ บวก ๓ เป็น ๘.๕-๙.๕-๑๐.๕ เปอร์เซ็นต์ต่อปี ท่านเห็นไหมครับ ว่าดอกเบี้ยมันต่างกันมาก อย่างที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านอภิปราย ท่านแก้กฎหมายตรงนี้ ลงมา ๓ เปอร์เซ็นต์ผมเห็นด้วยครับ เห็นด้วยกับรัฐบาลอย่างยิ่งท่านประธานครับ แต่ท่านรัฐมนตรีท่านต้องแก้กฎหมายเงินกู้ในระบบธุรกิจลงมาด้วยครับ เพราะไม่อย่างนั้น เวลาฟ้องละเมิดทางแพ่งจะไม่มีลูกหนี้คนไหนหรอกครับที่จะเอาเงินมาชำระหนี้ตั้งแต่ ศาลชั้นต้น ทุกคนก็จะดึงไปอุทธรณ์ไปฎีกาหมด คดีมันก็จะค้างอยู่ที่ศาลครับ เพราะท่าน แก้ขาเดียวท่านไม่ได้แก้อีกขาหนึ่ง ฉะนั้นผมเรียนท่านประธานครับว่าการที่ท่านแก้ดอกเบี้ย ลงมา ๓ เปอร์เซ็นต์ ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งครับ แต่ขอให้ท่านแก้กฎหมายดอกเบี้ยเงินกู้ ในระบบธนาคารพาณิชย์ด้วย ซึ่งปัจจุบันนี้สถาบันการเงินเอาเปรียบผู้บริโภคมาก มันต่างกันเยอะครับ เงินฝากต่ำมาก ๐.๒๕ เปอร์เซ็นต์ ๐.๕๐ เปอร์เซ็นต์ เงินกู้ปาไป ๘ เปอร์เซ็นต์ บวก ลบ ท่านไปเช็ก (Check) ดูได้ครับ ไม่มีใครหรอกครับไปกู้เงินตอนนี้ ของแบงก์จะเป็นเอ็มแอลอาร์ (MLR) โดนเอ็มแอลอาร์ ( MLR) บวกหมดครับ บวก ๑ บวก ๒ บวก ๓ ครับ ท่านรัฐมนตรีครับ ฉะนั้นท่านต้องแก้ตรงนี้ลงมาด้วยเพื่อไม่ให้เอาเปรียบ ผู้บริโภค แล้วก็เอาเปรียบลูกหนี้ ทีนี้พอท่านแก้ลงมาแล้ว สิ่งที่ผมเห็นด้วยกับกฎหมายตรงนี้ ก็คือเรื่องของเบี้ยปรับ เดิมเบี้ยปรับคำนวณมาตั้งแต่เงินต้นมาจนถึงงวดที่ผิดนัดชำระ ก็คิดปรับหมดเลย แต่กฎหมายตรงนี้ท่านให้คิดเบี้ยปรับเฉพาะงวดที่ผิดนัดชำระ อันนี้ถือว่า เป็นสิ่งที่ยุติธรรมกับลูกหนี้ ในข้อนี้ผมเห็นด้วย ก็เรียนท่านประธานครับว่าอยากให้ทาง ท่านรัฐมนตรีรับไปแก้ไขว่าตอนนี้พี่น้องประชาชน โดยเฉพาะช่วงนี้เป็นวิกฤติไวรัสโควิด-๑๙ (Virus COVID-19) เศรษฐกิจไม่ดีพี่น้องประชาชนก็ต้องไม่เคยเป็นหนี้ก็ต้องไปกู้แบงก์ เดี๋ยวพรุ่งนี้ พ.ร.ก ซอฟต์โลน (Soft Loan) ก็เข้าก็ต้องกู้แบงก์ เรื่องของอัตราดอกเบี้ยเป็นสิ่ง ที่สำคัญมาก การที่ท่านแก้ตรงนี้ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งนะครับ แต่ขอให้ท่านแก้กฎหมาย ดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ลงมาให้สอดคล้องกับตรงนี้ด้วยไม่ใช่แก้ขาเดียว ไม่อย่างนั้นคดีก็จะค้างศาลไปตลอดครับ ไม่ว่าจะเป็นศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา จะไม่มีมาชำระตั้งแต่ศาลชั้นต้นหรอกครับ กฎหมายที่จะออกเป็นพระราชกำหนดได้แล้วนี้เรายึดถือมาตลอดฝ่ายนิติบัญญัติสภาของเรา หากมีการแก้ไขกฎหมายเราก็พิจารณามาเกือบ ๒ ปี ก็ยึดหลักเกณฑ์ตาม มาตรา ๗๗ ว่ากฎหมายที่ไม่มีความจำเป็น กฎหมายที่มันมีผลกระทบต่ออุปสรรคต่อการดำรงชีวิต หรือการประกอบอาชีพโดยไม่ชักช้าเพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ประชาชนจะต้องมีการแก้ไข กฎหมายให้เข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา ๗๗ อีกมาตราหนึ่ง ทีนี้ถามรัฐมนตรีที่มาชี้แจงนะครับ ว่า ๑ เปอร์เซ็นต์ของประชาชนที่ได้รับประโยชน์จากกฎหมาย ฉบับนี้มันเข้าองค์ประกอบ ตามมาตรา ๗๗ อย่างไร เพราะว่าผมอ่านรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๗ องค์ประกอบในการที่จะ แก้ไขกฎหมายเข้าสู่สภาแล้ว ผมเข้าใจว่าต้องเป็นความเดือดร้อนของประชาชนส่วนใหญ่ ไม่ใช่เป็นเรื่องของความเดือดร้อนในอนาคต ต้องเป็นความเดือดร้อนของการดำเนินชีวิตของ ประชาชนในปัจจุบันและที่จะมีขึ้นต่อไปในอนาคต รวมตลอดถึงเป็นอุปสรรคในการประกอบ อาชีพ สิ่งที่ผมพูดได้เต็มปากเพราะว่ามาตรา ๗ ของท่าน ท่านได้บัญญัติในตอนท้ายว่าอัตรา ดอกเบี้ยผิดนัดที่กำหนดร้อยละ ๓ จะต้องเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ไม่ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายอันชัดแจ้ง นั่นหมายความว่าลูกหนี้ที่ไปทำสัญญากับแบงก์ ประชาชนที่ไปผ่อนรถไม่ได้ประโยชน์จากเรื่องเหล่านี้เลย มันเป็นเรื่องที่จะมีขึ้นในอนาคตกับ หนี้นอกระบบที่ไม่ได้มีการทำสัญญา หากกรณีมีการทำสัญญาผมเชื่อว่าเจ้าหนี้จะต้องมีการ กำหนดอัตราดอกเบี้ยตามที่กฎหมายกำหนด โดยเฉพาะสถาบันการเงินไม่ได้รับผลกระทบ ประชาชนลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-๑๙ (COVID-19) ในปัจจุบันก็ไม่ได้รับประโยชน์ จากการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้เลย แล้วมันจะไปเข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา ๑๗๒ ในเรื่องของ ออกเป็นพระราชกำหนดได้อย่างไร
ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมจะสะท้อนอีกประเด็นหนึ่งก็คือว่าถ้าจะให้ดี คณะรัฐบาลหรือคณะรัฐมนตรีถ้าจะออกเป็นพระราชกำหนดโดยให้สภาเรารับรองจะต้อง พิจารณาอย่างถี่ถ้วนในเรื่องของมาตรา ๑๗๒ และถ้าเป็นไปได้พระราชกำหนดฉบับนี้ เพราะผมเชื่อว่าอย่างไรก็แล้วแต่ในวันนี้จะต้องผ่านสภา ให้ออกเป็นพระราชบัญญัติ ให้ฝ่ายนิติบัญญัติเราได้ทำหน้าที่อีกครั้งหนึ่ง เพราะผมเชื่อว่าหากได้ออกเป็นพระราชบัญญัติ ให้สภาเราทำหน้าที่ตั้งกรรมาธิการในการพิจารณาผ่านระเบียบวาระ ๑ วาระ ๒ วาระ ๓ น่าจะแก้ไขกฎหมายตรงตามมาตรา ๗๗ มากกว่านี้ ผมยกตัวอย่าง ผมมีข้อมูล ผมเชื่อว่า ลูกหนี้ กยศ. ในปัจจุบันมีจำนวนมากกว่าลูกหนี้ตามความหมายของมาตรา ๗ ที่ไม่ได้มี การทำสัญญา ผมมีข้อมูลของลูกหนี้ กยศ. ณ วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๓ ตอนนี้ผิดนัด ชำระหนี้ ๔๕ เปอร์เซ็นต์ของลูกหนี้ทั้งหมด ประมาณ ๒,๒๐๐,๐๐๐ กว่าคน โดยเฉพาะ ในสถานการณ์โควิด (COVID) ขณะนี้ได้รับผลกระทบมาก เพราะอะไรครับ กฎหมายที่ ออกเป็นพระราชกำหนดที่ท่านออกวันนี้คนเหล่านี้ไม่ได้รับประโยชน์ ไม่ได้อยู่ในความหมาย ของประชาชนตามมาตรา ๗๗ ที่ผ่านมาลูกหนี้เหล่านี้เวลาจ่ายเงินชำระหนี้ให้กับ กยศ. แทนที่จะไปตัดต้นเงิน ปรากฏว่าลำดับแรกชำระเบี้ยปรับ ตัดเบี้ยปรับไปก่อน ตัดดอกเบี้ย ไปก่อน อันดับที่ ๓ ตัดเงินต้นค้าง แล้วก็เงินต้นที่แท้จริงก็จะไปตัดในลำดับสุดท้าย ตรงนี้ ต่างหากคือที่ท่านต้องกลับไปพิจารณาหาทางช่วยเหลือออกกฎหมายเพื่อให้ประชาชนได้รับ การแก้ไขความเดือดร้อนตรงกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนะครับ ท่านประธานครับ ผมฝากคำถามนิดหนึ่งไปยังท่านรัฐมนตรีที่มาชี้แจงในเรื่องของมาตรา ๗ วรรคสอง เพราะดูแล้วสุดท้ายพระราชกำหนดฉบับนี้ ในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยผิดนัด ท่านก็ไปให้อำนาจท่านเอง กระทรวงการคลัง เพราะว่าในมาตรา ๗ วรรคสอง บอกว่า หลังจากนี้ไปเมื่อมีการประกาศกฎหมายแล้ว อัตราดอกเบี้ยผิดนัดร้อยละ ๓ มันก็ยังดิ้นได้อยู่ ยังไม่ตายตัว ขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก กับอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของธนาคาร พาณิชย์ นั่นหมายความว่าในอนาคตหากเงินฝากสูงขึ้น อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมของธนาคาร พาณิชย์สูงขึ้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็ใช้อำนาจในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยผิด นัดมากกว่าร้อยละ ๓ ใช่หรือไม่อย่างไร ขอขอบคุณครับ