นิรมิต สุจารี หารือเรื่องการแก้ไขพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๖๔ โดยเน้นย้ำถึงประโยชน์ต่อประชาชน และสนับสนุนให้ประกาศใช้เป็นพระราชบัญญัติ โดยมีเหตุผลหลัก คือ การปรับปรุงอัตราดอกเบี้ยให้สอดคล้องกับสถานะทางเศรษฐกิจของประเทศ และการชดเชยเจ้าหนี้ในอัตราที่เหมาะสม
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายนิรมิต สุจารี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย ขอกราบเรียนต่อท่านประธานในเรื่องพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๖๔ ซึ่งโดยส่วนตัวของผมนั้นผมมีเหตุผลที่จะสนับสนุนพระราชกำหนด ฉบับนี้อยู่ ๓ ประการครับ
ประการแรก ผมมองดูว่ากฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของเราที่ใช้เป็นแม่บท ในการบังคับใช้เป็นกฎหมายเก่า เพราะบัญญัติไว้ตั้งแต่ปี ๒๔๖๘ เพราะฉะนั้นก็มี ความจำเป็นที่จะต้องมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะมาตรา ๗ และมาตรา ๒๒๔ ดังนั้น เมื่อเวลาผ่านมาจนถึงวันนี้เกือบ ๑๐๐ ปี ก็เห็นสมควรที่จะต้องมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลง
ประการที่ ๒ ความเป็นธรรมที่จะเกิดขึ้นตลอดระยะเวลา ๑๐๐ ปีที่ผ่านมา ที่ประกาศใช้ประกาศใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฉบับเดิมนะครับ เห็นว่าการคิด อัตราดอกเบี้ยในช่วงเดิมนั้นสูงถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ร้อยละ ๑๕ ร้อยละ ๑๖ ก็ยังถึงได้ แล้วอัตราผิดนัดก็ประมาณ ๗.๕ เปอร์เซ็นต์ ต่อปี ถือว่าให้ความเป็นธรรม แต่พอมาวันนี้ อัตราเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ที่ประชาชนไปฝากอยู่ในอัตราที่ไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ ร้อยละ ๑ หรือมากกว่า ๑ นี่แสดงว่าเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไป จึงเป็นการสมควรที่จะมีการ ปรับปรุงในเรื่องของอัตราดอกเบี้ยแล้วก็อัตราการผิดนัด สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนก็คือว่า เมื่อกฎหมายให้โอกาสชดเชยแก่เจ้าหนี้ ในอัตราที่สูง ๗.๕ เปอร์เซ็นต์ วันนี้ได้มีการปรับลงมา โดยมาปรากฏอยู่ในมาตรา ๗ ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ โดยนิติกรรมหรือโดยบทบัญญัติกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละ ๓ ต่อปี อันนี้เป็น ประโยชน์แก่ลูกหนี้ทำให้เจ้าหนี้ไม่ได้เสียเปรียบ แล้วก็ทำให้ลูกหนี้ได้มีโอกาสที่จะได้ชำระ ในอัตราที่ต่ำในกรณีนี้และ
ประการที่ ๓ สิ่งที่เห็นสมควรที่จะต้องมีการประกาศใช้พระราชกำหนด ฉบับนี้ก็คือว่าในต่างประเทศที่เขามีความเจริญ ไม่ว่าจะเป็นประเทศญี่ปุ่น ประเทศเยอรมัน เขาได้มีการปรับอัตราดอกเบี้ยกันใหม่ โดยมีลักษณะคล้าย ๆ กับของไทยที่เรากำลังเสนอขึ้นมานะครับ ก็หมายความว่าเขาปรับ ลงมาใช้อัตราร้อยละ ๓ ต่อปี แล้วก็อัตราตามวรรคหนึ่งอาจปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้น เพื่อสอดคล้องกับสถานะทางเศรษฐกิจของประเทศโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา โดยปกติ ให้กระทรวงการคลังพิจารณาทบทวนทุก ๓ ปี ตรงนี้ประเทศญี่ปุ่นเขาได้มีการพัฒนา เปิดโอกาสให้รัฐสามารถที่จะทบทวนอัตราดอกเบี้ยได้ตลอด ของเมืองไทยเราได้มีการ พัฒนาขึ้นมาบัญญัติไว้ในมาตรา ๗ ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งครับ เพราะว่าจะเกิดประโยชน์ ต่อประชาชนคนทั่วไปได้ครับแล้วก็
ประการที่ ๔ การแก้ไขเปลี่ยนแปลงดอกเบี้ยตามประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ เป็นอัตราดอกเบี้ยที่แก้ไขขึ้นมาแล้วมันจะเกิดประโยชน์ต่อประชาชน โดยเฉพาะในมาตรา ๒๒๔/๑ ถ้าลูกหนี้มีหน้าที่ผ่อนชำระหนี้เงินเป็นงวด และลูกหนี้ผิดนัด ไม่ชำระหนี้ในงวดใด เจ้าหนี้อาจเรียกดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดได้ เฉพาะจากต้นเงิน ของงวดที่ลูกหนี้ผิดนัดนั้น อันนี้ผมได้มองดูว่าเกิดประโยชน์ต่อประชาชนเพราะการคิด ดอกเบี้ยถ้าคิดเป็นงวด ลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ในงวดใดก็คิดงวดนั้นก็ตรงไปตรงมา ประชาชน หรือลูกหนี้ก็จะได้ประโยชน์ และที่สำคัญ ในมาตรา ๖ บัญญัติ ตามมาตรา ๗ แห่งประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้ให้ใช้แก่การคิดดอกเบี้ย ที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้บังคับใช้ การบังคับใช้จะเริ่มเมื่อ ประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ก็คือ ประกาศใช้แล้วก็จะมีผลบังคับ ประชาชนหลายคนกำลังรอ รอว่าสภาพบังคับตรงนี้ก็จะมีผล ให้เขาเปลี่ยนฐานะ วันนี้ภาวะสถานการณ์ทางโควิด (COVID) ทำให้คนที่ไม่ติดเชื้อโควิด (COVID) ต้องอยู่กับบ้าน ไม่ได้มีโอกาสไปทำงาน เมื่อไม่มีโอกาสไปทำงานก็ไม่มีรายได้ที่จะไป ใช้หนี้ เพราะฉะนั้นการที่ประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้จึงเห็นเป็นการสมควร ที่จะสอดคล้องต่อสถานการณ์แก้ไขปัญหาสถานการณ์โควิด (COVID) สภาพการณ์ ทางเศรษฐกิจต่าง ๆ แล้วก็ทำให้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของเราจะทำให้ผู้ ประกอบวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และประชาชนทั่วไปจะสามารถชำระหนี้ได้ตามแนว ความของพระราชกำหนดฉบับนี้ กระผมจึงมีความเห็นว่าเห็นสมควรสนับสนุนให้พระราช กำหนดฉบับนี้ได้ประกาศใช้เป็นพระราชบัญญัติกันต่อไป ขอกราบขอบพระคุณท่านประธาน ที่เคารพครับ