จุลพันธ์ สนับสนุนแก้กฎหมายแพ่ง แต่ชี้ยังไม่ครอบคลุม-ถามทั้งระบบ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๖๔

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ แสดงความเห็นสนับสนุนร่างพระราชกำหนดแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่ตั้งข้อสังเกตถึงความไม่ครอบคลุมของการแก้ไข โดยเฉพาะประเด็นอัตราดอกเบี้ยและเจตนารมณ์ที่อ้างแก้ปัญหาผลกระทบจากโควิด-19 ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอนาคตหากสถานการณ์คลี่คลาย พร้อมกังวลว่ารัฐบาลอาจให้ประโยชน์กับสถาบันการเงินมากกว่าประชาชน

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เชียงใหม่

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทยครับ ต่อร่างพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พุทธศักราช ๒๕๖๔ นี้ ในเบื้องต้นก่อนเลยนะครับท่านประธาน ผมเปิดตัวชัด ๆ เลยว่าผมเองก็ให้การสนับสนุน เป็นการแก้ไขที่เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน แต่ก็ยังมีเรื่องที่ต้องติติงอยู่หลายเรื่อง นะครับ ในประเด็นแรกเลย พ.ร.ก. แพ่งและพาณิชย์นี้ เป็นอีกหนึ่งในกฎหมาย ๑๐๐ ปีครับ กฎหมาย ที่ในสภาเราก็พูดถึงเรื่องของการแก้ไขกันมาโดยตลอดมีอายุมาเกือบ ๑๐๐ ปี ขาดอยู่ไม่กี่ปี เท่านั้น ไปดูเนื้อความในกฎหมายนี้ก็ยังมีอีกหลายจุดหลายสิ่งหลายอย่างที่มีความจำเป็นที่ จะต้องแก้ การออกเป็นพระราชกำหนดนั้นผมอาจจะมีความคิดเห็นต่างจากเพื่อนสมาชิกบาง ท่าน ผมไม่ได้โทษรัฐบาลนะครับ อันนี้ผมเข้าใจว่าการออกพระราชกำหนดนี้ บางครั้งในเรื่อง ของเศรษฐกิจ ในเรื่องของดอกเบี้ย ในเรื่องของภาษี หลายเรื่องมันมีความจำเป็นที่ต้อง ออกเป็นพระราชกำหนด เพราะว่าถ้าเราใช้เวลาในการทำเป็นพระราชบัญญัตินี้ ระยะเวลาที่ มันเนิ่นช้ามันจะเกิดการสเปกคูเลต (Speculate) ในตลาด มันอาจจะเกิดการเก็งกำไรกันขึ้น มันอาจจะเกิดการคาดหวังว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคตอันใกล้ ก็มีความจำเป็นเพื่อความ มั่นคงทางเศรษฐกิจที่ จะต้องออกเป็นพระราชกำหนด อันนี้ไม่ว่ากัน แต่อย่างไรก็ตามท่านประธานครับ การแก้ไขแต่ละครั้งเรื่องของกฎหมายเหล่านี้ มันไม่ครอบคลุม โดยเฉพาะครั้งนี้อีกแล้ว มีการแก้ไขในเรื่องของการไม่ให้มีการคิดดอกเบี้ย ตั้งแต่ต้นจนจบ ให้คิดเป็นรายงวดหรืออะไรต่าง ๆ ตรงนี้ดีครับเป็นข้อดี แต่หลายสิ่งหลาย อย่างเรามีการพูดในสภา เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เราพูดในสภาหลายครั้ง ผมเองเคยพูดกับ ท่านรัฐมนตรีอาคมด้วยซ้ำตอนที่ท่านอยู่สภาพัฒน์ เพื่อนสมาชิกอภิปรายในสภาอีกนับครั้ง ไม่ถ้วน ผมก็ฟังมาโดยตลอด เรื่องการแก้ไขปัญหา อย่างเช่นเรื่องของแกป (Gap) ของอัตรา ดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝาก เรื่องการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของบัตรเครดิตอันนี้ได้ยินว่า ท่านออกเป็น พ.ร.ก. อีกฉบับหนึ่งมาแล้ว ก็เป็นประโยชน์ครับ หลายสิ่งหลายอย่าง ซึ่งมันควรจะต้องแก้ไขไปในคราวเดียวกัน แต่ไม่ได้รับการแก้ไข ที่สำคัญที่สุดประเด็นที่ผม อยากจะสอบถามผ่านท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีแล้วก็ผู้มาชี้แจง อันนี้เป็นประเด็น สำคัญที่สุดนั่นก็คือเจตนารมณ์ของการออกร่างพระราชกำหนดฉบับนี้ ถ้าฟังท่านรัฐมนตรี ได้ชี้แจงในตอนต้น คำแรกที่พูดออกมาในเรื่องเกี่ยวกับการออกพระราชกำหนดนี้ ก็เป็น เพราะภาวะปัจจุบัน ภาวะปัจจุบันหมายความว่าเรื่องของไวรัสโคโรนา (Virus Corona) ซึ่งมีการระบาดอยู่จนกระทั่งเกิดภาระกับพี่น้องประชาชน จนกระทั่งพี่น้องประชาชน เริ่มมีสถานการณ์ที่เรียกว่าหนี้เสียมากขึ้น การผ่อนชำระ การชำระงวดสินค้า การเงิน การลงทุนต่าง ๆ มันเริ่มมีปัญหาเราก็ออกกฎหมายฉบับนี้มา เพื่อที่จะมาแก้ไขปัญหาให้เขา แต่ถ้าเจตนารมณ์หลักอยู่ที่การแก้ไขปัญหาเรื่องของวิกฤติจากไวรัส อันนี้เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วง เพราะอะไรครับท่านประธาน สิ่งที่เราพูดกันในสภามาโดยตลอด โดยเฉพาะประเด็นซึ่งเรา แก้ไขในร่างพระราชกำหนดฉบับนี้ เป็นประเด็นซึ่งทุกคนในสภา และผมเชื่อว่าพี่น้อง ประชาชนในประเทศข้างนอกที่อยู่ในระบบการเงิน มีการกู้เงิน มีการยืมเงิน เขามองครับว่า มันเป็นสิ่งซึ่งขาดความเป็นธรรม มันไม่ยุติธรรม แต่กระทรวงการคลังเองที่ผ่านมาเป็น ๑๐ ปี ๒๐ ปีหลายสิบปี ไม่เคยขยับเพื่อที่จะแก้ไขปัญหานี้ให้พี่น้องประชาชนเลย วันนี้ มีการปรับแก้แต่ถ้าธงหลักของการปรับแก้คือแก้ไขปัญหาวิกฤตโคโรนาไวรัส (Corona Virus) ปีหน้าเกิดสถานการณ์คลี่คลาย อีก ๒ ปี สถานการณ์เริ่มเป็นปกติ หมายความว่าอะไร หมายความว่าสุดท้ายทางกระทรวงการคลังก็ยังจะยึดประโยชน์ของสถาบันการเงินเป็นหลัก แล้วก็จะไปปรับตัวอัตราดอกเบี้ยนี้ขึ้นใช่หรือไม่ เพราะอะไร มาดูในตัวอย่างนะครับ อย่างเช่นมาตรา ๓ ซึ่งเป็นการแก้ไขมาตรา ๗ ก็มีการเติมวรรคสองเข้าไปว่าอัตราตามวรรค หนึ่งอาจปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นเพื่อสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ โดยตราเป็น พระราชกฤษฎีกา โดยปกติกระทรวงการคลังจะพิจารณาทบทวนทุก ๓ ปี ให้ใกล้เคียงกับ อัตราเฉลี่ยระหว่างดอกเบี้ยเงินฝากกับดอกเบี้ยเงินกู้ หมายความว่าอีก ๓ ปี ข้างหน้าอย่างไร ก็ต้องมีการทบทวนโดยคณะกรรมการชุดหนึ่งขึ้นมา เพื่อที่จะทบทวนว่าสุดท้ายตัวเลข ที่เหมาะสมคืออะไร ท่านประธานครับเราเห็นมาเยอะครับ ถ้าภาคเอกชนคนที่เคยทำงาน ธุรกิจเอกชนมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเขาก็จะมองประโยชน์ของการลดอัตรา เหล่านี้ เพื่อให้เศรษฐกิจมันสามารถเดินหน้าได้ เพื่อให้เกิดหมุนเวียน พอเราเจอนายแบงก์ มาทำหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หลายครั้งเราก็เห็นว่าเขาเน้นความมั่นคง ของสถาบันการเงินเป็นหลัก นี่คือมายด์เซต (Mindset) นี่คือชุดความคิดของคนที่เข้ามา ดำรงตำแหน่ง สุดท้ายการผลักดันให้เกิดการพัฒนา การแก้ไขตัวเลขเหล่านี้มันก็เป็นไปตามยุคตามสมัย แต่ประโยชน์ของประชาชนควรจะต้องเป็นที่ตั้ง เพราะฉะนั้นในประเด็นนี้อยากจะถาม ท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีให้ชัดว่า ท่านมองว่าตัวเลขที่กำหนดมา ๓ เป็นตัวเลข ชั่วคราวหรือเปล่า หรือท่านมองว่าตัวเลขเก่า ๗.๕ เปอร์เซ็นต์ มันเกิดความไม่เป็นธรรม วันนี้เราถึงได้เอาเข้าสู่สภา ประกาศเป็นราชกิจจานุเบกษาแล้วเอาเข้าสู่สภาเพื่อพิจารณา ปรับให้มันเหลือ ๓ เปอร์เซ็นต์ถ้าเจตนารมณ์คือปรับให้ ๓ เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้เกิดความ เป็นธรรม อันนี้ผมรับได้ครับ แต่ถ้าบอกว่าเป็นเหตุการณ์โคโรนาไวรัส (Coronavirus) ก็กลับมาที่ ๓ แปลว่าในอนาคตอันใกล้ วันนี้ตามการแก้ไขตามพระราชกำหนดฉบับนี้ ตอนนี้เราปรับอัตราเขาเรียกเป็นโฟล์ต (Float) คือเป็นลอย หมายความว่าการพิจารณา ขึ้นกับคณะกรรมการที่ว่านี้ อีก ๓ ปีข้างหน้าเขามาพิจารณาใหม่มารีไวส์ (Revise) ใหม่ เขาจะยกไป ๘ เปอร์เซ็นต์ เขาจะยกไป ๙ เปอร์เซ็นต์ ก็ทำได้นะครับ ถ้าเกิดเขามองว่า มันเป็นความเหมาะสม เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เลยจะเรียนสอบถามผ่านท่านประธานไปยัง รัฐมนตรีครับ