อาคม เติมพิทยาไพสิฐ ชี้แจงความจำเป็นในการออกพระราชกำหนดฟื้นฟูเศรษฐกิจจากผลกระทบของโควิด-19 โดยเสนอมาตรการเร่งด่วนทั้งการสนับสนุนสินเชื่อ พักทรัพย์พักหนี้ และการค้ำประกันจากภาครัฐ ด้วยวงเงินรวม 350,000 ล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่อง ป้องกันการล้มละลายของผู้ประกอบการ และรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ขอกราบเรียนว่าเมื่อวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๖๔ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้มีการตราพระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือและ ฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ พ.ศ. ๒๕๖๔ หรือเรียกสั้น ๆ ว่า พ.ร.ก. ฟื้นฟู ซึ่งต่อมานายกรัฐมนตรีได้นำกฎหมาย ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา มีผลใช้บังคับ เมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๖๔ ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ โดยที่บทบัญญัติ มาตรา ๑๗๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ได้กำหนดให้ การตราพระราชกำหนดให้กระทำได้เฉพาะเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นว่าเป็นกรณีฉุกเฉินที่มี ความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ และในการประชุมรัฐสภาคราวต่อไป ให้คณะรัฐมนตรีเสนอพระราชกำหนดนั้นต่อรัฐสภาเพื่อพิจารณาโดยไม่ชักช้า โอกาสนี้รัฐบาล จึงขอกราบเรียนต่อสภาผู้แทนราษฎรถึงเหตุผลและความจำเป็น ตลอดจนสาระสำคัญของ พ.ร.ก. ฟื้นฟูโดยสรุปดังนี้
เหตุผลและความจำเป็น โดยที่การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona) หรือโควิด-๑๙ (COVID-19) ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างและยาวนานกว่าที่ คาดการณ์ไว้เดิม ส่งผลให้ความเสี่ยงด้านเครดิตในระบบการเงินของประเทศปรับสูงขึ้นมาก แม้ในช่วงที่ผ่านมาภาครัฐจะดำเนินมาตรการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ในด้านต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น แต่ผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ จำนวนมากจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาในการฟื้นตัวและต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม เพื่อให้สามารถกลับมาประกอบธุรกิจได้ จึงจำเป็นต้องมีมาตรการทางการเงินเพื่อสร้าง สภาพคล่องเพิ่มเติมแก่ผู้ประกอบธุรกิจให้สอดคล้องกับวัฏจักรการฟื้นตัวของระบบ เศรษฐกิจโลก รวมถึงมีมาตรการลดภาระหนี้ของผู้ประกอบธุรกิจ โดยเปิดโอกาส ให้ผู้ประกอบธุรกิจโอนทรัพย์สินชำระหนี้แก่สถาบันการเงิน โดยมีเงื่อนไขซื้อคืนในราคา ที่โอนไป และมีสิทธิเช่าทรัพย์สินนั้นกลับไปใช้ประกอบธุรกิจ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสภาวะ ขาดสภาพคล่องหรือผิดนัดชำระหนี้อันจะส่งผลต่อฐานะทางการเงินของสถาบันการเงินและ ต่อเสถียรภาพทางการเงิน และความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างรุนแรง การดำเนินมาตรการดังกล่าวจึงต้องกระทำโดยเร่งด่วนเพื่อป้องกันมิให้ปัญหาลุกลาม บานปลาย จึงเข้าลักษณะเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ เพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ จึงจำเป็นต้องตรา พระราชกำหนดนี้
ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผมขออนุญาตสรุปสาระสำคัญ ของ พ.ร.ก. ฟื้นฟูซึ่งจะประกอบด้วย ๒ มาตรการ ได้แก่ ๑. มาตรการสนับสนุนการให้สินเชื่อ แก่ผู้ประกอบธุรกิจหรือสินเชื่อฟื้นฟู และ ๒. มาตรการสนับสนุนการรับโอนทรัพย์สิน หลักประกันเพื่อชำระหนี้ หรือเรียกว่า มาตรการพักทรัพย์พักหนี้ โดยมีวงเงินให้ความ ช่วยเหลือรวม ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท และมีรายละเอียดดังนี้ มาตรการสินเชื่อฟื้นฟู
๑. กำหนดให้ธนาคารแห่งประเทศไทยสามารถปล่อยสินเชื่อให้แก่สถาบัน การเงินในอัตราร้อยละ ๐.๐๑ ต่อปี วงเงินทั้งหมด ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ระยะเวลากู้ยืม ๕ ปี และธนาคารแห่งประเทศไทยสามารถขยายระยะเวลาสินเชื่อดังกล่าวได้ ทั้งนี้สถาบันการเงิน ต้องนำเงินดังกล่าวไปปล่อยสินเชื่อแก่ผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่มีวงเงินสินเชื่อกับสถาบันการเงิน หรือมีวงเงินสินเชื่อกับสถาบันการเงินที่จะให้กู้ยืมไม่เกิน ๕๐๐ ล้านบาท ณ วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด
๒. ในการให้กู้ยืมแก่ผู้ประกอบธุรกิจ สถาบันการเงินต้องคิดอัตราดอกเบี้ย ในช่วงระยะเวลา ๒ ปีแรกของสัญญาได้ไม่เกินร้อยละ ๒ ต่อปี และโดยเฉลี่ยตลอดอายุ สัญญาตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด แต่ต้องไม่เกินร้อยละ ๕ ต่อปี
๓. สถาบันการเงินต้องยื่นคำขอกู้ยืมต่อธนาคารแห่งประเทศไทยภายใน ๒ ปี นับแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ แต่ในกรณีที่ยังมีวงเงินเหลืออยู่และมีความจำเป็นต้อง ให้ความช่วยเหลือต่อไป หรือจะยุติการดำเนินมาตรการสินเชื่อฟื้นฟูธนาคารแห่งประเทศไทย โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี จะขยายระยะเวลายื่นคำขอกู้ยืมเงินดังกล่าวออกไปอีก ไม่เกิน ๑ ปี หรือจะยุติการดำเนินมาตรการนี้ก่อนกำหนดก็ได้
๔. รัฐบาลรับภาระดอกเบี้ยแทนผู้ประกอบธุรกิจในช่วง ๖ เดือนแรกของ สัญญาเพื่อลดภาระของผู้ประกอบธุรกิจ โดยรัฐบาลจะชดเชยดอกเบี้ยดังกล่าวให้ธนาคาร แห่งประเทศไทยเพื่อชดเชยให้สถาบันการเงินต่อไป
๕. ให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม หรือ บสย. มีวัตถุประสงค์หน้าที่และอำนาจในการค้ำประกันสินเชื่อแก่ผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับสินเชื่อ จากสถาบันการเงินตามพระราชกำหนดนี้ โดยให้ บสย. รับภาระไม่เกินร้อยละ ๔๐ ของ วงเงินสินเชื่อของสถาบันการเงินแต่ละแห่งได้รับการค้ำประกันจาก บสย. โดย กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศ และ บสย. มีหน้าที่ร่วมกันกำหนดหลักเกณฑ์และ เงื่อนไขการค้ำประกันทั้งนี้ให้ บสย. เรียกเก็บค่าธรรมเนียมการค้ำประกันสินเชื่อได้ไม่เกินร้อย ละ ๑.๗๕ ต่อปีของวงเงินค้ำประกันสินเชื่อ และให้กระทรวงการคลังจ่ายเงินชดเชย ค่าธรรมเนียมการค้ำประกันสินเชื่อแทนผู้ประกอบธุรกิจไม่เกินร้อยละ ๓.๕ ของวงเงินค้ำ ประกันสินเชื่อเมื่อ บสย. ชำระหนี้ให้แก่สถาบันการเงิน ให้ บสย. เป็นผู้รับช่วงสิทธิของ สถาบันการเงินที่มีต่อผู้ประกอบธุรกิจ และสามารถบริหารจัดการหนี้ที่ได้รับช่วงสิทธิตาม หลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศกำหนด โดยรายได้ ที่ได้จากการบริหารหนี้หักด้วยค่าใช้จ่ายดำเนินการให้นำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน
๖. ให้กระทรวงการคลังมีหน้าที่และอำนาจในการให้ความช่วยเหลือ บสย. ตามสมควร ในกรณีที่ บสย. ขาดสภาพคล่องจากการดำเนินการตามพระราชกำหนดนี้ เพื่อให้ บสย. สามารถดำเนินการค้ำประกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และหาก บสย. มีภาระ ต้องชำระหนี้จากการค้ำประกันสินเชื่อนี้ และกระทบต่อฐานะทางการเงินของ บสย ให้กระทรวงการคลังชดเชยภาระดังกล่าวให้ บสย. โดยให้สำนักงบประมาณตั้งงบประมาณ ชดใช้เป็นรายปีให้แล้วเสร็จภายใน ๕ ปีนับแต่วันที่ทราบจำนวนเงินที่ขาดทุน
มาตรการพักทรัพย์พักหนี้
๑. ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจให้กู้ยืมเงินแก่สถาบันการเงิน อัตราร้อยละ ๐.๐๑ ต่อปี วงเงินทั้งหมด ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ระยะเวลากู้ยืม ๕ ปี และ ธนาคารแห่งประเทศไทยสามารถขยายระยะเวลาสินเชื่อดังกล่าวได้ เพื่อใช้ในการดำเนินการ ตามมาตรการพักทรัพย์พักหนี้
๒. สถาบันการเงินจะขอกู้ยืมเงินจากธนาคารแห่งประเทศตามมาตรการนี้ได้ ก็ต่อเมื่อสถาบันการเงินได้รับโอนทรัพย์สินอันเป็นหลักประกัน การชำระหนี้ของผู้ประกอบ ธุรกิจที่เป็นลูกหนี้กับสถาบันการเงินแห่งนั้นก่อนวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๖๔ ในราคาที่สถาบัน การเงินและผู้ประกอบธุรกิจตกลงกัน และมีเงื่อนไขให้มีสิทธิซื้อทรัพย์สินอันเป็นหลักประกัน คืนได้ภายในระยะเวลาที่ตกลงกัน ซึ่งต้องไม่เกิน ๕ ปีนับแต่วันที่โอนทรัพย์สินอันเป็น หลักประกัน หรือภายในระยะเวลาที่ยาวกว่านั้น ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด และ ให้ผู้ประกอบธุรกิจมีสิทธิเช่าทรัพย์สินนั้นไปประกอบธุรกิจได้ตามอัตราค่าเช่าที่จะตกลงกัน
๓. ราคาทรัพย์สินที่สถาบันการเงินจะขายคืนให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจหรือ เจ้าของทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันต้องไม่สูงกว่าราคาที่รับโอนไว้รวมกับค่าใช้จ่าย ในการดูแลรักษาและค่าใช้จ่ายอื่นใดที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด และในกรณี ที่ผู้ประกอบธุรกิจเช่าทรัพย์สินนั้น ระหว่างมาตรการให้นำค่าเช่ามาหักออกจากราคา ดังกล่าวด้วย
๔. เมื่อสถาบันการเงินทำสัญญารับโอนทรัพย์ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ที่กำหนดแล้ว สถาบันการเงินมีสิทธิกู้ยืมเงินจากธนาคารแห่งประเทศไทยได้ไม่เกินจำนวน เงินที่เป็นราคารับโอนทรัพย์สินตามมาตรการนี้ภายใน ๒ ปีนับแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ ใช้บังคับ นอกจากนี้ภาครัฐได้ยกเว้นภาษีอากรและค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับการทำ ธุรกรรมภายใต้ทั้ง ๒ มาตรการ
ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผมขออธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ความจำเป็น รวมทั้งแนวคิดในการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับ ผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) หรือโควิด-๑๙ (COVID-19) ดังนี้ ตลอดช่วงระยะเวลา ๑ ปีที่ผ่านมาภาครัฐได้เร่ง ออกมาตรการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบวิสาหกิจ ขนาดกลางและขนาดย่อมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) ผ่านมาตรการเสริมสภาพคล่องและลดต้นทุนทางการเงินอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สามารถดำเนิน ธุรกิจต่อไปได้ แต่สถานการณ์การระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) ทั้งในประเทศและ ต่างประเทศที่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูงส่งผลกระทบเป็นวงกว้างและยืดเยื้อยาวนานกว่าที่ คาดการณ์ไว้ทำให้ภาคธุรกิจมีความเสี่ยงด้านเครดิตเพิ่มขึ้นและส่งผลกระทบต่อ ความสามารถของผู้ประกอบธุรกิจในการเข้าถึงสภาพคล่องและแหล่งทุน ในขณะเดียวกัน ความรุนแรงของผลกระทบและความสามารถในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในภาคส่วนต่าง ๆ แตกต่างกันออกไปตามโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศและสถานการณ์การระบาดของ โควิด-๑๙ (COVID-19) โดยผู้ประกอบธุรกิจในบางอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบค่อนข้าง รุนแรงและคาดว่าอาจต้องใช้ระยะเวลายาวนานในการฟื้นตัว เช่น กรณีผู้ประกอบธุรกิจ ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ เป็นต้น เนื่องจากผู้ประกอบธุรกิจกลุ่มดังกล่าว ยังไม่สามารถกลับมาประกอบธุรกิจได้อย่างเต็มศักยภาพ อย่างไรก็ดีผู้ประกอบการ กลุ่มดังกล่าวยังคงมีภาระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยจำนวนมาก ดังนั้นการให้ความช่วยเหลือ ผ่านมาตรการสินเชื่อเพิ่มเติมเพียงอย่างเดียวอาจไม่ได้บรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประกอบ ธุรกิจกลุ่มนี้ได้อย่างตรงจุดและเพียงพอ ภาครัฐจึงต้องมีเครื่องมือเพิ่มเติมในการช่วยเหลือ ฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ประกอบธุรกิจกลุ่มดังกล่าวเปลี่ยนสถานะเป็นลูกหนี้ ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือเอ็นพีแอล (NPL) หรือเลิกกิจการถาวร ขายทรัพย์สินที่เป็น หลักประกันหรือถูกยึดทรัพย์สินดังกล่าวและขายทอดตลาดในราคาต่ำกว่าสภาพความเป็นจริง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อระดับการจ้างงานและห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ ภาครัฐจึงมี ความจำเป็นเร่งด่วนต้องออกมาตรการช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจเพิ่มเติมเพื่อตอบโจทย์ ความต้องการของผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) มากขึ้น และมีความยืดหยุ่นเพื่อให้ภาครัฐสามารถปรับปรุงเงื่อนไขการช่วยเหลือ ผู้ประกอบธุรกิจได้อย่างทันการณ์ เหมาะสม และเพียงพอกับสภาวะเศรษฐกิจในช่วงที่ การระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) ยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยมาตรการสินเชื่อฟื้นฟู จะช่วยให้ผู้ประกอบธุรกิจสามารถเข้าถึงสภาพคล่องและแหล่งทุนในอัตราดอกเบี้ย ที่เหมาะสม โดยมีการกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของผู้ประกอบธุรกิจที่สามารถขอสินเชื่อ ให้ครอบคลุมและเพียงพอมากขึ้น เช่น ให้ผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่มีวงเงินสินเชื่อกับสถาบัน การเงินสามารถขอสินเชื่อได้ เป็นต้น อีกทั้งกำหนดกลไกการช่วยเหลือที่มีความยืดหยุ่นยิ่งขึ้น เพื่อให้รัฐบาลสามารถปรับปรุงเงื่อนไขการให้ความช่วยเหลือให้สอดรับกับภาวะเศรษฐกิจ ได้ทันการณ์ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบธุรกิจสามารถประคับประคองธุรกิจและรักษา การจ้างงาน รวมทั้งปรับปรุงธุรกิจเพื่อให้สอดรับกับโครงสร้างเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป หลังจากการระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) คลี่คลายลง มาตรการพักทรัพย์ พักหนี้จะช่วยลดภาระต้นทุนทางการเงินชั่วคราวให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจที่ใช้ระยะเวลา ยาวนานในการฟื้นตัวด้วยการตีโอนทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันเพื่อชำระหนี้และมีข้อตกลง ให้สิทธิแก่ผู้ประกอบธุรกิจรายเดิมซื้อทรัพย์สินหลักประกันนั้นกลับคืนเป็นลำดับแรกในราคา ซื้อคืนที่ตกลงกันไว้ก่อนและไม่สูงมากจนเกินไป เพื่อให้ผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจไปได้ หลังจากสถานการณ์คลี่คลายลง ต่อไปได้หลังจากสถานการณ์คลี่คลายลง โดยไม่ต้องขายทรัพย์สินและกิจการให้แก่กลุ่มทุน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ มาตรการสินเชื่อฟื้นฟูและมาตรการพักทรัพย์ผู้ประกอบธุรกิจ โดยการป้องกันมิให้ปัญหาการขาดสภาพคล่องและปัญหาผิดนัดชำระหนี้ของภาคธุรกิจ ลุกลามไปสู่การจ้างงานและระบบเศรษฐกิจ ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ระบบ เศรษฐกิจฟื้นตัวได้อย่างเต็มศักยภาพ นอกจากนี้ยังถือเป็นแนวทางสำคัญในการบรรเทา ความเดือดร้อนและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนควบคู่ไปกับรักษาเสถียรภาพระบบ การเงินและความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) ในช่วง ที่ผ่านมาส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน รวมทั้งผู้ประกอบธุรกิจ ซึ่งเป็นเครื่องจักรทางเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ รัฐบาลจึงมีความจำเป็นในการออก พระราชกำหนดฟื้นฟูเพื่อรักษาศักยภาพของเครื่องจักรทางเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ ไว้ให้สามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ หลังจากที่สถานการณ์การระบาดคลี่คลายดีขึ้น
สุดท้ายนี้กระผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสภาผู้แทนราษฎรจะได้พิจารณาอนุมัติ พระราชกำหนดฟื้นฟูหรือพระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประกอบการ ผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ พ.ศ. ๒๕๖๔ เพื่อช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจอันจะเป็นการรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ของประเทศต่อไป ขอกราบขอบพระคุณครับ