สมบัติ ชี้ทวงหนี้ไม่เป็นธรรม ขอแบงก์กลางตั้งมาตรฐานค่าทวงชัดเจน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๖๔

สมบัติ ศรีสุรินทร์ ชื่นชมรัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทยที่ปรับปรุงกฎหมายเรื่องหนี้ให้เป็นธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะการจำกัดอัตราดอกเบี้ยและการคิดค่าปรับผิดนัด แต่ยังคงห่วงเรื่องการทวงหนี้ที่อาจเกินความเหมาะสม จึงเรียกร้องให้มีการกำหนดมาตรฐานค่าทวงหนี้ชัดเจน พร้อมเสนอให้ปรับโครงสร้างหนี้อย่างยืดหยุ่นและไม่ถือเป็นประวัติเสียในเครดิตบูโร เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอก รวมถึงผลักดันให้มีการประชาสัมพันธ์และสนับสนุนการเจรจาปรับสัญญาหนี้ให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจจริง

นายสมบัติ ศรีสุรินทร์ สุรินทร์

ได้ครับท่านประธาน ก็ยินดีปฏิบัติตามที่ ท่านประธานได้กำหนดนะครับ ทำให้ขลุกขลักอยู่บ้าง แต่ไม่เป็นอะไรครับ ซึ่งวันนี้ ตามพระราชกำหนดที่เสนอเข้ามามีเนื้อหาใจความอยู่ ที่เป็นหลัก ๆ อยู่ก็คือการแก้ไข เกี่ยวกับหนี้สินที่ไม่ได้มีกำหนดไว้ในกฎหมาย ซึ่งต้องขอแสดงความเห็นว่าขอชื่นชม ธนาคารแห่งประเทศไทยที่ท่านได้กล้าแก้ไขกฎหมายอันสำคัญ ซึ่งไม่ได้มีการแก้ไขมา ก็ชั่วอายุคนแล้ว ซึ่งจากเดิมนั้นมันก็ไม่สามารถที่จะเป็นหลักการได้ว่าหนี้ที่ไม่ได้มีข้อกฎหมาย กำหนดนั้นอาจจะคิดตาม ๗.๕ เปอร์เซ็นต์ หรืออาจจะคิดตามใจเจ้าหนี้ที่อยากจะคิด แต่ตอนนี้ก็มีการแก้ไขมาให้เป็นไม่เกิน ๓ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งอันนี้ต้องขอชื่นชมจริง ๆ ครับ เพราะว่าคนส่วนใหญ่ในประเทศนี้เราเป็นหนี้มากกว่าเราจะเป็นเจ้าหนี้ ดังนั้นการดำเนินการ ครั้งนี้ถือว่าธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลัง ตลอดจนคณะรัฐมนตรีได้เอาใจ คนส่วนใหญ่ของประเทศซึ่งเป็นลูกหนี้ แล้วก็มีกติกาที่ชัดเจนขึ้นว่าให้เป็นไปตามภาวะ ของเศรษฐกิจและดอกเบี้ยที่ไม่มีข้อผูกมัดไว้นั้นก็ควรจะไม่เกิน ๓ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งอันนี้ ก็ขอชื่นชมครับ ส่วนที่ ๒ ที่เป็นส่วนที่ดี ก็คือว่านอกจากจะแก้ไขโดยการแก้ไขมาตรานี้แล้ว ยังมีการปรับหลักการในการคิดในการปรับดอกเบี้ยที่ผิดนัด ซึ่งแต่ก่อนนั้นดอกเบี้ยที่ผิดนัด มักจะรวมเอาหลาย ๆ เรื่องเข้าไป มีการรวมเรื่องของการประเมินหนี้ มีการรวมเรื่องของ ค่าใช้จ่ายในการทวงหนี้ มีการคิดดอกเบี้ยผิดนัดซึ่งสูง เมื่อคิดสูงแล้ว นอกจากจะคิดสูงแล้ว ยังมีการคิด โดยคิดจากยอดหนี้ที่ค้างอยู่ หรือจะคิดจากยอดวงหนี้ ซึ่งทำให้หนี้เอ็นพีแอล (NPL) ทั้งหลายที่เกิดขึ้นในประเทศในเวลาหลายปีที่ผ่านมานี้ มันเกิดขึ้นจากค่าปรับ ค่าผิดนัด ค่าต่าง ๆ ซึ่งบางครั้งลูกค้าที่ดี ๆ มีปัญหาเกี่ยวกับธุรกิจไม่มาก มีปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ก็กลายเป็นหนี้เสียได้ เพราะว่าค่าปรับที่คิดทบทวนกันนั้นมันสูงมาก สูงเกือบจะ ไปเท่ากับเงินต้นทีเดียวครับ ฉะนั้นเท่าที่ผมสดับตรับฟังมาหลังจากที่ได้อ่านการทำ พระราชกำหนดฉบับนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยได้แจ้งไปยังธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ ซึ่งก็ได้รับการปฏิบัติ ทำให้ภาระของลูกหนี้ต่าง ๆ ที่มีอยู่ในระบบนั้น ที่จะต้องเสียค่าดอกเบี้ย ผิดนัด หรือเสียค่าปรับชำระเงินล่าช้านั้น ทำให้เขาได้ทุ่นเงินลงไปเยอะ ทำให้สามารถ จะดำเนินธุรกิจต่อไปได้ แต่ขณะเดียวกันธนาคารก็เสียประโยชน์จากในเรื่องนี้ไปจำนวนมาก แต่ธนาคารต่าง ๆ ก็ได้ทราบว่าเขาปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้กำหนด ก็ต้องถือว่าเป็นผลงานที่ดีของรัฐบาล ของธนาคารแห่งประเทศไทยนะครับ

อีกส่วนหนึ่งที่ผมเห็นว่ามันเป็นส่วนที่ดีก็คือว่า นอกจากมีการปรับวิธีการคิด แล้ว ดอกเบี้ยค่าปรับก็กำหนดเอาไว้ชัดเจนด้วย ทำให้ดอกเบี้ยค่าปรับนั้นไม่สูงเกินไป แต่ว่า ทั้งหมดที่ว่าดี ๆ นี่นะครับ มันก็ยังมีข้อท้วงติงอยู่เหมือนกัน เป็นต้นว่าอย่างขณะนี้ ผมทราบว่าในการทวงหนี้นั้นมีการตั้งคณะกรรมการกำกับการทวงหนี้ขึ้น มีการตั้งระเบียบ เพื่อควบคุมไม่ให้มีการทวงหนี้ที่รุนแรงแล้วก็เกินกว่าเหตุ แต่ขณะนั้นก็ตามจนบัดนี้ผมก็ เชื่อว่ายังไม่มีประกาศกลางของธนาคารแห่งประเทศไทยที่จะใช้เป็นมาตรฐานกลาง ค่าทวงหนี้ ซึ่งขณะนี้ผมทราบว่ายังไม่มี ถ้ามีแล้วก็ขออภัย แต่ผมทราบว่ายังไม่มี ซึ่งทำให้ เจ้าหนี้นั้นอาจจะสามารถคิดอย่างอื่นไปบวกเข้าไปเป็นค่าทวงหนี้ก็ได้ เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะเท่าที่เราเห็นกันอยู่นี้ ลูกหนี้กับเจ้าหนี้มันไม่ค่อยเจอหน้ากัน เพราะว่าเวลาทวงหนี้นั้น มันทวงแล้วก็ทำให้ลูกหนี้ปฏิเสธยาก ก็ไม่อยากจะเจอเจ้าหนี้ ฉะนั้นถ้าหากว่ามีราคากลาง มีกำหนดกลาง ทุกคนก็จะสามารถคุยกันได้นะครับ

อีกอันหนึ่งที่ผมเห็นว่าดี ก็คือว่า นอกจากจะมีการออกพระราชกำหนดฉบับนี้ ผมทราบว่าธนาคารแห่งประเทศไทยมีการทำเอ็มโอยู (MOU) กับธนาคารต่าง ๆ ที่จะ พยายามไกล่เกลี่ยให้มีการเจรจากันก่อนฟ้อง ให้มีการเจรจากันเพื่อทำให้หนี้สินต่าง ๆ นั้น มันไม่เข้าไปสู่การฟ้องร้องในศาล แล้วก็หลีกเลี่ยงการที่จะมีหนี้เอ็นพีแอล (NPL) มากขึ้น อันนี้เป็นส่วนดีที่ผมคิดว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้ได้ทำขึ้น แล้วก็เป็นความคิดที่ดี แต่ขณะเดียวกัน ยังมีส่วนที่ผมอยากจะขอฝากเอาไว้ เช่น มีการไกล่เกลี่ยกันก็จริง แต่ว่าที่พบอยู่บ่อย ๆ ครั้ง ก็คือว่า ถึงแม้จะมีการไกล่เกลี่ย มีการปรับโครงสร้างหนี้ จะมีการตกลงยืดระยะเวลา ชำระหนี้ลดดอกเบี้ย หรือแม้กระทั่งปรับให้เป็นเงินกู้ระยะยาวขึ้นก็ตาม แต่การไกล่เกลี่ย การ ปรับโครงสร้างหนี้กันกลับกลายเป็นทำให้ลูกค้าหรือลูกหนี้กลายเป็นคนประวัติเสีย เพราะหลายธนาคาร และแม้แต่เครดิตบูโร (Credit Bureau) เองมักจะทึกทักเอาว่าการปรับ โครงสร้างหนี้นั้นเปรียบเสมือนกับเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ เป็นหนี้ที่เหมือนกับเป็นหนี้ เอ็นพีแอล (NPL) ฉะนั้นเมื่อมีการปรับโครงสร้างหนี้แล้ว ถึงแม้ว่าจะเป็นการปรับโครงสร้าง หนี้เพราะยินยอมพร้อมใจด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย เพื่อเห็นแก่เศรษฐกิจของประเทศ แต่ถ้าจะมี ผลกระทบทำให้ประวัติของลูกค้าเสียหายไปด้วย อันนี้ผมอยากจะขอฝากเอาไว้เลยนะครับว่า ขอให้ทางธนาคารแห่งประเทศไทย ขอให้ทางธนาคารและขอให้ทุกฝ่ายได้รับรู้กันไปว่า การปรับโครงสร้างหนี้ด้วยการเจรจากันเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้อันเกิดจากปัญหาเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจในเรื่องโควิด (COVID) หรือปัญหาเศรษฐกิจอะไรที่มันเหนือเกินกว่า แรงที่ไม่ใช่เป็นเรื่องอันผิดจากการปฏิบัติในการทำธุรกิจนี้ แล้วก็ตกลงยินยอมกัน ยืดระยะเวลาหนี้ปรับดอกเบี้ย ย้ายให้เป็นเงินฝากระยะยาว ให้เป็นเงินกู้ระยะยาวบ้าง ไม่น่าจะต้องถูกถือให้เป็นประวัติที่เสียหาย อันนี้ก็ขอฝากครับ

ส่วนเรื่องหนึ่งที่ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่สำคัญก็คือว่าวันนี้เมื่อมีการแก้ไขด้วยการ ให้มีการคิดดอกเบี้ย ๓ เปอร์เซ็นต์สำหรับหนี้ที่ไม่มีตามกฎหมาย แล้วก็มีการแก้ไขในเรื่อง ของการคิดดอกเบี้ยค่าปรับชำระหนี้หรือวิธีการทวงถาม คิดค่าดอกเบี้ยอะไรต่าง ๆ แล้ว แล้วก็มีกระบวนการไกล่เกลี่ยแล้วก็ตาม อีกสิ่งหนึ่งซึ่งอยากจะฝากและอยากจะขอ ให้ดำเนินการก็คือว่ามันเป็นมาตรฐานเช่นนี้แล้ว สมควรที่จะต้องให้มีการหารือกัน แล้วก็ขอให้มีการประชาสัมพันธ์ว่าเดี๋ยวนี้มันมีเศรษฐกิจที่ทรุดโทรมลงทั้งประเทศ บางประเทศนั้นดอกเบี้ยธนาคารกลางเท่ากับ ๐.๒๕ บางแห่งแทบจะเท่ากับ ๐ ของประเทศ เราเท่ากับ ๐.๕ ซึ่งก็เป็นดอกเบี้ยที่ต่ำมากแล้ว ฉะนั้นเมื่อดอกเบี้ยที่ต่ำอย่างนี้สัญญาต่าง ๆ อะไรก็ตามที่ผูกพันกันไว้ในราคาดอกเบี้ยที่สูง ในเงื่อนไขที่สูง มันน่าจะนำไปสู่การเจรจา จะเจรจากันด้วยการที่ลูกหนี้หันไปเจรจากับเจ้าหนี้เอง หรือจะมีตัวแทนซึ่งเป็นธนาคาร แห่งประเทศไทยโดยมีฝ่ายกำกับช่วยผลักดันให้มีการเจรจาทำให้สัญญาต่าง ๆ ซึ่งมีภาระ ดอกเบี้ยที่สูง มีเงื่อนไขที่ปรับรุนแรง ซึ่งอยู่ในข้อกฎหมายที่ข้อสัญญานั้นมันอาจจะเป็น อุปสรรคได้ ฉะนั้นถ้าจะให้พระราชกำหนดฉบับนี้มีความสมบูรณ์ขึ้น ซึ่งเจตนาก็ดีอยู่แล้ว ถ้าจะมีการทำให้สมบูรณ์ขึ้นผมขอฝากไปด้วยนะครับ ขอให้ดำเนินการแก้ไขในเรื่องของการ ทวงหนี้ให้ชัดเจน แล้วก็อย่าให้ประวัติของลูกหนี้ที่เข้าสู่การเจรจานี้กลายเป็นประวัติเสีย และ ถ้าจะให้ดีก็ควรจะต้องผลักดันหรือมีองค์กรที่ช่วยผลักดัน หรือแม้กระทั่งที่ผมพูดวันนี้ ถ้าหากว่าเจ้าหนี้หรือลูกหนี้ได้ยินก็น่าจะเข้าไปหากันคุยกันว่าเดี๋ยวนี้กติกาที่ออกโดยธนาคาร แห่งประเทศไทย โดยพระราชกำหนดฉบับนี้มันจะเกิดความเป็นธรรม ฉะนั้นเราไม่ต้องรอ ให้ใครมาไกล่เกลี่ยเราให้เกิดความเป็นธรรม เจ้าหนี้ ลูกหนี้ ก็น่าจะหันมาปรับสัญญาที่มีอยู่ ต่อกันแล้วทำให้ชัดเจนยิ่งขึ้นก็น่าจะเป็นประโยชน์ ผมขอขอบคุณท่านประธานครับ