จองชัย จี้ปรับลดดอกเบี้ย 7.5% เป็น 3% แก้หนี้สินไวรัส COVID-19

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๖๔

จองชัย วงศ์ทรายทอง อภิปรายเกี่ยวกับพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินจากไวรัส COVID-19 โดยเสนอให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยจาก ๗.๕% เป็น ๓% และกำหนดอัตราดอกเบี้ยผิดนัดใหม่เพื่อสร้างความเป็นธรรมแก่ลูกหนี้ เนื่องจากเห็นว่ากฎหมายเดิมไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน

ร้อยเอก จองชัย วงศ์ทรายทอง ชลบุรี

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม ร้อยเอก จองชัย วงศ์ทรายทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี จะขออภิปรายเกี่ยวกับพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พุทธศักราช ๒๕๖๔ การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-๑๙ (Virus COVID-19) นั้นส่งผลกระทบ ต่อเศรษฐกิจไทยเป็นอย่างมากนะครับ ประชาชนจำนวนมากมีภาระหนี้สินที่เพิ่มขึ้น อัตราดอกเบี้ยไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน ก่อให้เกิดภาระอย่างมากต่อลูกหนี้ กฎหมายฉบับนี้จะช่วยแก้ไขปัญหาความทุกข์ร้อนของพี่น้องประชาชนที่เป็นลูกหนี้ที่จะต้อง เสียดอกเบี้ยในอัตราที่สูงให้ได้รับความเป็นธรรมยิ่งขึ้น เป็นการคลายความเดือดร้อนที่สำคัญ อีกทางหนึ่งครับ ผมอยากจะกล่าวถึงประเด็นสำคัญ ๆ ถึงข้อดีของกฎหมายและสิ่งที่จะเป็น ประโยชน์แก่ประชาชนผู้เป็นลูกหนี้ดังนี้นะครับ

ประการที่ ๑ การแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗ และ มาตรา ๒๒๔ ในมาตรา ๗ ที่แก้ไขใหม่นี้กฎหมายกำหนดว่า อัตราดอกเบี้ยที่ไม่ได้กำหนด ไว้ก่อนหรือไม่ได้มีกฎหมายกำหนด ปรับลดจากอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีเป็นอัตราร้อยละ ๓ ต่อปี ซึ่งกระทรวงการคลังจะทบทวนทุก ๓ ปีให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและ มาตรา ๒๒๔ ที่แก้ไขใหม่มีหลักการสำคัญในการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยผิดนัด ตามที่กำหนดในวรรคหนึ่ง โดยกำหนดอัตราดอกเบี้ยผิดนัดจากอัตราดอกเบี้ย ตามมาตรา ๗ คือร้อยละ ๓ นั้นให้บวกด้วยอัตราเพิ่ม ร้อยละ ๒ ต่อปี ดังนั้นอัตราดอกเบี้ยผิดนัดในปัจจุบัน จึงเท่ากับอัตราร้อยละ ๕ ต่อปี แต่หากภายหลังมีการออกพระราชกฤษฎีกาปรับเปลี่ยน อัตราดอกเบี้ยตามมาตรา ๗ ให้เพิ่มขึ้นหรือลดลง อัตราดอกเบี้ยผิดนัดตามมาตรา ๒๒๔ นี้ ก็ต้องปรับเปลี่ยนตามไปด้วย กระผมเห็นว่าตัวบทกฎหมาย บรรพ ๒ ตั้งแต่มาตรา ๑๙๔ เป็นต้นมา มีการบังคับใช้ตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๔๖๘ นั้น ซึ่งเกือบ ๑๐๐ ปีแล้ว แทบทุก มาตราไม่เคยได้รับการแก้ไขเปลี่ยนแปลงเลย โดยเฉพาะมาตรา ๗ และมาตรา ๒๒๔ ดังนั้น เมื่อผ่านมาเกือบ ๑๐๐ ปีแล้ว สิ่งต่าง ๆ มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากครับ ดังนั้นต้องมีการ ทบทวนกันใหม่ครับ โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ หากย้อนไปเมื่อ ๒๐-๓๐ ปีที่แล้ว อัตราดอกเบี้ยเงินฝากเคยสูงถึงร้อยละ ๑๐ ร้อยละ ๑๕ ถึงร้อยละ ๑๖ ก็มีนะครับ อัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปีจึงเป็นอัตราที่กลาง ๆ ซึ่งสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ เมื่อ ๒๐ ปีที่แล้ว แต่ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารต่ำลงไปมากครับ เหลือแค่อัตรา ดอกเบี้ยไม่ถึงร้อยละ ๑ หรือ ๑ กว่า ๆ นะครับ ดังนั้นมาตรา ๗ เป็นการสันนิษฐานว่าเจ้าหนี้ เสียโอกาสหรือเสียหายที่ไม่ได้นำเงินไปฝากธนาคาร จึงไม่สอดคล้องต่อความเป็นจริง ที่หากเจ้าหนี้นำเงินดังกล่าวไปฝากธนาคารโดยทั่วไปจะได้รับดอกเบี้ยเพียงร้อยละ ๑ ดังนั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ย่อมเปิดโอกาสให้เจ้าหนี้มักจะปล่อยให้ลูกหนี้ผิดนัดชำระต่อไปเพื่อให้ได้ ดอกเบี้ยผิดนัด ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่สูงครับ ความเสียหายที่เจ้าหนี้ได้รับจริง ๆ นั้น มีน้อยกว่า ที่กฎหมายให้มากครับ โดยหลักของการชดเชยค่าเสียหายมีหลักการที่เป็นสากลก็คือว่า เจ้าหนี้ไม่ควรได้รับการชดเชยกว่าจำนวนความเสียหายที่แท้จริง ดังนั้นกฎหมายเก่าจึงเป็น การทำให้เจ้าหนี้รวยขึ้น ได้รับมากกว่าส่วนที่เขาควรจะได้รับ หากพิจารณากฎหมายของนานาประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่เป็นต้นแบบของประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เช่น ประเทศญี่ปุ่น ประเทศญี่ปุ่นมีการแก้กฎหมายเมื่อประมาณ ๔-๕ ปีก่อนมีการแก้ไขอัตราดอกเบี้ยผิดนัดลงมาเหลือร้อยละ ๓ ต่อปี โดยกฎหมายกำหนด ไว้ว่าให้มีการทบทวนทุก ๆ ๓ ปีเช่นกัน

ในประการที่ ๒ การแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๒๔/๑ กฎหมายที่แก้ไขใหม่นั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การคำนวณดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ เงินที่ลูกหนี้ มีหน้าที่ผ่อนผันเป็นงวดมีความชัดเจนและมีความเป็นธรรมต่อลูกหนี้ยิ่งขึ้น โดยกำหนด เมื่อลูกหนี้ผิดนัดชำระ ไม่ชำระในงวดใดก็ให้คิดดอกเบี้ยผิดนัดได้เฉพาะต้นเงินของงวดที่ ลูกหนี้ผิดนัดเท่านั้น หากเจ้าหนี้มีข้อตกลงที่แตกต่างจากที่กล่าวมาข้อตกลงดังกล่าว จะเป็นโมฆะกรณีดังกล่าวเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็น การผ่อนบ้านผ่อนรถยนต์ รถจักรยานยนต์ หรือผ่อนอย่างอื่นที่มีลักษณะเป็นงวด ๆ ตัวอย่าง สมมุติว่านาย ก เป็นหนี้ไฟแนนซ์ (Finance) ตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์อยู่ ๓๐๐,๐๐๐ บาท โดยตกลงผ่อนชำระงวดละ ๑๐,๐๐๐ บาท ต่อไปนี้ถ้าผิดนัดค้างชำระ ชำระงวดสัก ๒ งวด หรือ ๓ งวดกฎหมายใหม่กำหนดให้เจ้าหนี้คิดดอกเบี้ยผิดนัดค้างชำระได้เฉพาะฐานเงินต้น ของค่างวดก็คือ ๑๐,๐๐๐ บาทเท่านั้น จะไปคิดจากฐานเงินต้นที่ค้างชำระทั้งหมดคือ ๓๐๐,๐๐๐ บาทไม่ได้แล้ว กล่าวโดยสรุปก็คือว่าการเพิ่มเติมกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในการปรับเปลี่ยนวิธีคิดดอกเบี้ย ตามมาตรา ๒๒๔/๑ และการแก้ไขอัตราดอกเบี้ย ตามมาตรา ๗ และมาตรา ๒๒๔ นั้นจะสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในปัจจุบันและสร้าง ความเป็นธรรมแก่พี่น้องประชาชนผู้เป็นลูกหนี้ผู้ได้รับความเดือดร้อนจากภาระดอกเบี้ย ที่คิดเกินสมควรเป็นอย่างมาก ผมเห็นว่าสภาวะรีดเลือดกับปูจะไม่ควรมีเกิดขึ้นอีกต่อไป ในสังคมไทย ผมจึงสนับสนุนพระราชกำหนดฉบับนี้ ขอบพระคุณครับ