ทวี ชี้หนี้ครัวเรือนพุ่ง วอนรัฐแก้ดอกเบี้ยเอื้อสถาบันการเงิน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๖๔

ทวี สอดส่อง ตั้งข้อสังเกตถึงความไม่เป็นธรรมในระบบดอกเบี้ยเงินกู้ที่สูงถึงร้อยละ 36 ขณะที่ดอกเบี้ยเงินฝากต่ำมาก พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทยทบทวนนโยบายและแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างจริงจัง แทนการใช้พระราชกำหนดเพื่อปิดปัญหาที่แท้จริง

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอาจจะขอตำหนิหรือเชิงกล่าวหาไปยังรัฐบาล ที่ท่านมีความไม่สุจริต แล้วก็ส่อไปที่เอาทุกข์ร้อนของประชาชนไปชิงออกเป็นพระราชกำหนด ฉบับนี้ เราต้องยอมรับว่าปัจจุบันปัญหาความเหลื่อมล้ำ ปัญหาความไม่เป็นธรรม ของสังคมไทย สิ่งหนึ่งก็คือปัญหาหนี้สิน ปัญหาหนี้สินของประเทศไทยวันนี้เรามี ทั้งหนี้สาธารณะที่รัฐบาลชุดนี้คิดว่าไม่มีปัญญาที่จะหาเงินด้วยวิธีอื่น ก็ใช้ความมักง่าย ไปกู้เงินอย่างงบประมาณปี ๒๕๖๕ ประชาชนจะต้องไปใช้หนี้เกือบ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะรัฐบาลได้ไปกู้หนี้เก่า ๆ มา ซึ่งตั้งเป็นการใช้หนี้สาธารณะ ในส่วนที่เป็นหนี้ของ ประชาชนก็คือหนี้ครัวเรือน ผมทราบว่าไตรมาสแรกยังไม่มีการออกมา แต่ก็ทราบว่า มีสถาบันการเงินบางแห่งได้ประมาณว่าเรามีหนี้ครัวเรือนประมาณ ๙๒ เปอร์เซ็นต์ คือเรา มีเงิน ๑๐๐ บาท ๙๒ บาทต้องไปใช้หนี้ อันนี้คือพูดเพื่อให้เข้าใจง่าย ๆ แล้วปัญหาหนี้สิน ส่วนใหญ่รัฐบาลปัจจุบันหรือผู้ที่อยู่รอบรัฐบาลปัจจุบันนี้เวลาพูดถึงคนมีหนี้ก็จะมองว่า เป็นคนที่ไม่มีวินัย เป็นคนไม่ดีต่าง ๆ นานา แต่ในความเป็นจริงปัญหาของหนี้สินรากเหง้า ก็มาจากดอกเบี้ย วันนี้สถาบันการเงินต้องยอมรับเราก็หาผลประโยชน์จากดอกเบี้ย แล้วก็ ดอกเบี้ยที่สำคัญก็คือก่อนที่พระราชกำหนดฉบับนี้จะเกิดเรามีกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เมื่อ ๙๖ ปีที่ผ่านมานั้นสภาพสังคมอยากให้ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังที่นั่งในที่นี้ควรเอาข้อมูลมาด้วย ผมพยายามไปตรวจสอบว่าในสมัยนั้น ดอกเบี้ยเงินฝากประมาณร้อยละ ๗.๕ เราจึงได้กำหนดกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ให้มีดอกเบี้ยเงินกู้ประมาณร้อยละ ๗.๕ เพราะเขาไม่ต้องการให้มีการเอาเปรียบจนเกินไป วันนี้ท่านสมาชิกหลายท่านได้พูดว่าดอกเบี้ยเงินฝาก ถ้าเงินฝากออมทรัพย์เฉลี่ยก็ร้อยละ ๐.๒๕ คือ ๑ สลึง แล้วถ้าเป็นดอกเบี้ยเงินฝากประจำก็ ๕๐ สตางค์ แต่พอเป็นดอกเบี้ยเงินกู้ ปรากฏว่าเราได้กำหนด ซึ่งผมอยากจะให้ดูตัว พ.ร.ก. ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ประเทศไทยเรามีหนี้ประมาณ ๔๑.๕ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ข้อมูล ได้มาจากแบงก์ชาตินะครับ เราเป็นหนี้บัตรเครดิต ประมาณ ๑๗.๑ เปอร์เซ็นต์ เราเป็นหนี้รถ แล้วก็ที่เหลือก็จะเป็นหนี้บ้าน แล้วก็หนี้อื่น ๆ เกษตรกร ประมาณกว่า ๕๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ หรือ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ หนี้ก้อนนี้ท่านทราบหรือไม่ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังทราบ หรือไม่ว่าท่านปล่อยให้สถาบันการเงินคิดดอกเบี้ยรวม ๓๖ เปอร์เซ็นต์ ขณะที่เอาเงินฝาก ของประชาชนมาสลึงเดียว แต่ไปเอากำไรถึง ๓๖ บาท แล้วคนกลุ่มนี้ก็เป็นคนที่มีปัญหาอย่าง ยิ่ง เราจะเห็นว่าสัดส่วนที่ท่านเอื้อกับผู้มีเงิน นายแบงก์หรือนายทุนก็ตาม เราจะเห็นว่าถ้าเรา ไปดูในประเทศสิงคโปร์ เขาจะมีสินเชื่อบัตรเครดิตแค่ ๓ เปอร์เซ็นต์ ของเราเกือบ ๔๑ เปอร์เซ็นต์ แล้วดอกเบี้ยบัตรเครดิตผมมีตัวอย่างถ้าท่านกู้ ๑๐๐,๐๐๐ บาท แล้วก็ใช้ตาม เกณฑ์ของสินเชื่อ คืออาจจะใช้ ๓ เปอร์เซ็นต์ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ขั้นต่ำ ท่านใช้ไป ๒๐ ปี ๑๐๐,๐๐๐ บาท หนี้ก็ยังอยู่ ๒๐ ปี ยังเหลืออีก อันนี้จะยกตัวอย่าง เพราะว่าวันนี้การแก้ของ ท่าน ผมคิดว่าท่านชิงใช้พระราชกำหนดที่เป็นความต้องการจะปิดปากคนในสภา ท่านรู้ว่า วันนี้ปัญหาความทุกข์ยากมีมาก ท่านก็ไปแก้ สิ่งที่ท่านแก้มีเพื่อนสมาชิกพูดว่าในโลกของ ความฝันของท่านว่าดี แต่ในโลกของความเป็นจริงเราจะพบว่าท่านไม่ได้กำหนดเรื่องนิติกรรม ไว้ ร้อยละ ๑๐๐ สัญญา ร้อยละ ๑๐๐ เงินกู้ ผมคิดว่าอย่างนั้นนะ จะมีสัญญาเกินกว่า กฎหมายกำหนด แล้วท่านก็ไปรับรองว่าอันนี้ถูกต้อง แล้วอีกประการหนึ่ง ต้องยอมรับว่า เรื่องนี้มาจากธนาคารแห่งประเทศไทย แล้วธนาคารแห่งประเทศไทยก็รู้สึกเจ็บปวดในการที่ ผลักดันให้ไปถึงจุดที่จะไปถึงตอนนั้น เหตุที่ผมพูดเช่นนี้ เพราะว่าเมื่อวันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๖๓ มีท่านผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยได้มาชี้แจงกรรมาธิการวิสามัญงบประมาณ รายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๓ วาระ ๒ ตัวผมเองได้สอบถามท่านผู้ว่าการแบงก์ ชาติไป ว่าท่านผู้ว่าการทำไมดอกเบี้ยเงินฝากไม่ถึงบาท แต่ดอกเบี้ยเงินกู้จึงปล่อยให้คิดหรือ มาขูดเลือดกับคนจนมาก ท่านผู้ว่าการแบงก์ชาติก็ใช้เวลาชี้แจงเกือบนานมาก ที่จะพยายาม ไปบอก แล้วก็บอกว่าตอนนี้จะผลักดันดอกเบี้ยผิดนัดชำระที่เอาเงินต้นมารวม ทั้งหมดมารวม แล้วมาคิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระ แล้วในกฎหมายไทยเรามีกำ หนดว่า ถ้าเราเป็นหนี้ เวลาเราต้องใช้หนี้เป็นงวด ๆ เขาให้ใช้อะไรก่อนรู้ไหมครับท่านรัฐมนตรี ผมคิดว่าท่านต้องรู้ เวลาเราใช้หนี้กฎหมายบังคับ ๑. ท่านต้องใช้เบี้ยสัญญานั้นก่อน ค่าธรรมเนียม อันที่ ๒ ท่านต้องไปใช้ดอกเบี้ยก่อน แล้วขณะนั้นเมื่อมีการคิดดอกเบี้ย เวลาคนไปใช้หนี้เป็นงวด ๆ จะใช้เงินต้นได้นิดเดียว ประเทศไทยเมื่อมีการศึกษา ท่านผู้ว่า การแบงก์ชาติท่านที่แล้วท่านกรุณาไปเขียนเป็นบทความว่าน่าจะมีประเทศไทยประเทศเดียว ที่เวลาใช้หนี้ให้ไปใช้ดอกเบี้ยก่อน แทนที่จะมาใช้เงินต้นเพื่อจะได้ลด ดังนั้นวันนี้คนไทยจึง เต็มไปด้วยหนี้ แล้วนี่คือทุกข์ร้อนของคนไทยทั้งประเทศ ท่านรัฐมนตรีได้นำกฎหมายฉบับนี้ เข้ามา ผมคิดว่าในโลกของความเป็นจริงนั้น การกู้เงิน ๗๐ เปอร์เซ็นต์จะกู้จากสถาบันการเงิน สถาบันการเงินก็จะทำสัญญาที่ได้เปรียบ ซึ่งก็คงหนีไม่พ้นดอกเบี้ยร้อยละ ๗ กฎหมายฉบับนี้ก็ใช้ได้ไม่ได้ และประการที่ ๒ ก็คือท่านก็ ไปกำหนดให้มีเบี้ยปรับเพิ่มมาอีก ๒ เปอร์เซ็นต์ ก็มาซ้ำเติมเข้ามาอีก พอมา ๒ เปอร์เซ็นต์นี้ ปรากฏว่าถ้ามันมีกฎหมายกำหนดไว้อย่างอื่นท่านก็ยังให้ใช้ได้ เช่น ที่ผ่านมาสมาชิกได้บอก หนี้ของ กยศ. ท่านลองไปดู กู้ ๒๐๐,๐๐๐ ฟ้อง ๖๐๐,๐๐๐ ฟ้อง ๕๐๐,๐๐๐ เป็นการละเมิด สิทธิมนุษยชนอย่างยิ่ง แล้วก็ไปตามเอากับเบี้ยปรับ แล้วก็ไปหากินในกลุ่มของผู้มีตำแหน่ง เล็ก ๆ น้อย ๆ แล้วรวมถึงไปเขียนแก้กฎหมายสมัยท่านประธานออกมานี้ดอกเบี้ยร้อยละ ๑ เป็นดอกเบี้ยร้อยละ ๑.๕ ซึ่งการศึกษาเป็นเรื่องที่รัฐต้องทุ่มเท เพราะถ้ามนุษย์รุ่นใหม่ มีความรู้เราจะต้องให้ฟรี แต่วันนี้ก็ปรากฏว่าหนี้เรื่องการศึกษาก็สูง อาจจะสูงรอง ๆ จาก หนี้บัตรเครดิต เดี๋ยวอาจจะมีท่านสมาชิกในพรรคได้พูด ดังนั้นมาตราต่าง ๆ ที่ท่านออกมานี้ ท่านชิง ถ้าท่านกล้าจริงนี้มันไม่ฉุกเฉิน ท่านต้องเอากฎหมายนี้เข้าสภา แล้วเข้าสภา เช่น เมื่อ ๕๙ ปีที่แล้วดอกเบี้ยเงินฝากกับดอกเบี้ยเงินกู้นี้มันเท่า ๆ กัน มัน ๗.๕ กับ ๗.๕ เหมือนกัน เขาก็ให้แบงก์ไปใช้ฝีมือในการหาปล่อยกู้เท่าไร ก็ขีดเกินมาให้ได้ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ แต่วันนี้ดอกเบี้ยเงินฝากมัน ๑ สลึง แต่ดอกเบี้ยเงินกู้ท่านไปเขียนไว้ ถ้าไม่ทำสัญญา ไม่ทำนิติกรรม ๓ บาท แต่จริง ๆ มันยังมีมาตราที่ยังกำหนดให้ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ท่านก็ไม่แก้ แล้วที่สำคัญก็ยังมีประกาศแบงก์ชาติที่ปล่อยให้สถาบันการเงินหาดอกเบี้ย ที่ผมชี้ให้เห็นว่า คน ๔๐ เปอร์เซ็นต์ คน ๑๗ เปอร์เซ็นต์ ที่ดอกเบี้ยรวม ๆ กันแล้ว ๓๖ เปอร์เซ็นต์ ๒๕ และ บวกค่าปรับบวกอะไรต่าง ๆ นี่คือความทุกข์ของประชาชน วันนี้ประชาชนคนไทยไม่ใช่ตรา หน้าว่าไม่ขยัน ไม่ใช่ถูกตราหน้าว่ายากจน ใครที่ตกเข้าไปในวังวนการเป็นหนี้ คน ๆ นั้น จะต้องอยู่กับหนี้ไปตลอดชีวิต เรื่องหนี้เป็นเรื่องของคดีแพ่ง ไม่ใช่คดีอาญา ในคดีอาญา เมื่อจำเลยตาย เสียชีวิตคดียุติลง แต่ในคดีแพ่งเมื่อจำเลยเสียชีวิตมันไม่จบ มันก็ต้องไปบังคับ กับผู้ค้ำประกัน ยึดทรัพย์สิน ผมได้รับโอกาสได้เคยเป็น ผอ. ดูแลเรื่องหนี้ ความไม่เป็นธรรม ครั้งแรก ผมได้เห็นความไม่เป็นธรรมในเรื่องนี้มากมาย และทุกคนก็พยายามจะแก้ไข มีหลายคดีท่านลองไปค้นดูในกรมบังคับคดีปัจจุบัน เป็นหนี้ ๒๖ ล้านบาท พอถูกบังคับคดี ปรากฏว่าเป็นหนี้ ๘๖ ล้านบาท เอาทรัพย์ไปขายได้ ๓๒ ล้านบาท ที่เหลือยังขาดอยู่ ขาดอยู่ พอไม่มีเงินใช้จะให้ลูกสาวเป็นหมอ จะให้ครอบครัวเป็นข้าราชการเป็นคนล้มละลาย ชีวิตต้องวนเวียนอย่างนี้ ทั้งที่คนจริง ๆ แล้วรากเหง้าอันนี้ผมคิดว่าถ้ารัฐบาลกล้าหาญหน่อย วันนี้วิกฤติตอนนี้มีความสำคัญมากถ้าเอาเรื่องพระราชกำหนดมาเป็นพระราชบัญญัติ ผมเชื่อว่าเราจะพูดกันด้วยเหตุผล ที่สำคัญอย่างยิ่งคือท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานธนาคาร ธ.ก.ส. วันนี้หนี้เกษตรกร หนี้สหกรณ์ที่อยู่กับ ธ.ก.ส. ประมาณ ๔ ล้านครัวเรือน ธ.ก.ส. เอาเงินในอนาคตของพวกเราที่เป็นเงินภาษีอากรไปทำตามนโยบาย วันนี้ตัวเลขกำไร ของ ธ.ก.ส. ท่านนี่ซึ่งเป็นหนี้ที่จะปล่อยให้เช่านากลับมีกำไรมากมายเลย ธ.ก.ส. ของท่าน กำลังมีความมั่นคงบนหลังของชาวนาหรือเปล่า แล้วการแก้หนี้ก็ไม่มีนวัตกรรมที่จะแก้ ผมอยากให้ท่านรัฐมนตรีที่มาชี้แจงครับ พระราชกำหนดฉบับนี้มีจุดอ่อนมากมาย แล้วในทุกจุด ที่สำคัญที่สุดของจุดอ่อนก็คือท่านไปรับรองว่าหนี้ในอดีต เบี้ยปรับในอดีต สัญญาในอดีต ก่อนวันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๖๔ ยังใช้ได้ นี่คือคน ๙๒ เปอร์เซ็นต์จะไม่ได้ประโยชน์ ท่านต้อง กล้าคิดสักนิดหนึ่งว่าถ้ามาในสภานี้เราทราบว่ากฎหมายไม่มีผลย้อนหลัง แต่เป็นไปได้ไหมใน หนี้ที่คุณยังไม่บังคับคดี วันนี้มีที่ดินที่จะต้องถูกยึดจำนวนมาก หนี้ที่ศาลยังไม่ติดสินก็มาให้ใช้ อานิสงส์อันนี้ คืออย่างน้อยเบี้ยปรับให้คิดเป็นงวด คำว่า คิดเป็นงวด ก็คือว่าถ้างวดนั้นเราไม่ ส่ง สมมุติเราส่งเป็นงวด ๒๐,๐๐๐ บาท เป็นเงินต้น อีก ๑๐,๐๐๐ บาท เป็นดอกเบี้ย เขาให้ คิดเงินต้นงวดนั้นคืองวด ๑๐,๐๐๐ บาท ซึ่งตรงนี้เราก็มีการคิดกันอยู่ ดังนั้นผมจึงคิดว่า พระราชกำหนดฉบับนี้เป็นความไม่สุจริต ส่อไปในทางทุจริตของรัฐบาล และที่สำคัญคือ จะทำร้ายประชาชนที่เป็นหนี้สิน ขอบพระคุณมากครับ