ศุภชัย ชี้ปัญหาพระราชกำหนดปรับดอกเบี้ย กระทบซินดิเคด-การลงทุน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๖๔

ศุภชัย ใจสมุทร หารือประเด็นการใช้พระราชกำหนดแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยตั้งข้อสังเกตว่าเป็นเรื่องที่มีการดำเนินการมาก่อนแล้ว จึงควรอยู่ภายใต้การพิจารณาของสภาฯ ไม่ใช่ตัดสินใจโดยฝ่ายบริหารเพียงฝ่ายเดียว พร้อมแสดงความกังวลต่อผลของกฎหมายมาตรา 224/1 โดยเฉพาะการคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่อาจส่งผลกระทบต่อสัญญาเงินกู้ร่วมและต่อการลงทุนขนาดใหญ่ รวมถึงสถาบันการเงินทั้งในและต่างประเทศ จึงเรียกร้องให้มีการทบทวนเพื่อทำให้กฎหมายมีความชัดเจนและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น

นายศุภชัย ใจสมุทร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระบบบัญชีรายชื่อ พรรค ภูมิใจไทย ผมอยากจะขออนุญาตกราบเรียนต่อท่านประธานว่า ผมเชื่อว่าท่านประธานเอง เรียนจบกฎหมายมาไม่น้อยกว่า ๖๐ ปีแล้ว ผมเองก็จบมา ๔๐ ปี สิ่งที่เราเองยึดมั่นโดยตลอด ว่ากฎหมายไทยพอมีกฎหมายแม่บทที่เป็นหลัก ก็คือประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประมวลกฎหมายอาญา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งเป็นลักษณะประมวลกฎหมาย มีความศักดิ์สิทธิ์ยิ่งกว่าความเป็น พระราชบัญญัติ ประมวลกฎหมาย หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกโค้ด (Code) เรามีความรู้สึกว่า ทรงศักดิ์สิทธิ์ มีความศักดิ์สิทธิ์ยิ่งกว่าแอกต์ (Act) แต่วันนี้ผมตกใจมากที่รัฐบาลได้เสนอ พระราชกำหนดที่เรียกว่า พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผมมีความรู้สึกว่าฝ่ายบริหารกล้าหาญมากในการที่จะใช้อำนาจซึ่งควรจะเป็นอำนาจของ สภานิติบัญญัติแห่งนี้ แต่วันนี้ท่านกลับใช้อำนาจของท่านตามรัฐธรรมนูญ โดยท่านอ้างว่าการ ดำเนินการสิ่งที่ท่านทำนั้นเป็นความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ เพื่อเป็นประโยชน์ ในการรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งผมคิดว่ากรณีที่เกิดขึ้นนี้ ถ้าฟังดูผิวเผินตามเหตุผลที่ท่านบอกว่ามันมีความจำเป็นอย่างไร ตามลายลักษณ์อักษร ผมก็คิดว่ามันอาจจะเป็นไปได้ แต่แท้จริงแล้วผมได้พบความจริงว่าเรื่องที่ท่านได้เสนอเข้ามานี้ มันไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มันเป็นเรื่องที่ประเทศนี้เขาคิดกันเรื่องนี้อยู่ก่อนแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็คือ อยากจะกราบเรียนต่อท่านประธานที่เคารพว่าธนาคารแห่งประเทศไทยก็ได้ดำริ ที่จะคิดเรื่องนี้ในการที่จะปรับปรุงแนวทางในการคิดดอกเบี้ยที่ผิดนัดชำระหนี้และลำดับ การตัดชำระหนี้ ก็เพื่อที่จะส่งเสริมความเชื่อมั่นของผู้ใช้บริการทางการเงินในระบบการเงินไทย และสนับสนุนให้ผู้ใช้บริการทางการเงินจะได้ดำเนินธุรกิจไปอย่างยั่งยืน เพราะฉะนั้นธนาคาร แห่งประเทศไทยคิดเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี ๒๕๖๓ แล้วครับ ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่ท่าน เพิ่งมาประกาศนี้ แล้วก็สิ่งที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ดำเนินการก็คือได้ออกประกาศ ธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สกศ. ๒๙/๒๕๖๓ เรื่อง การคิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้และ การตัดชำระหนี้ ซึ่งก็มีผลบังคับใช้กับสถาบันการเงินต่าง ๆ ตามกฎหมายว่าด้วยสถาบัน การเงินทุกแห่ง ในฐานะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้กำกับดูแล ท่านเป็นเรกูเลเตอร์ (Regulator) ท่านก็คุมธนาคารทุกธนาคาร สถาบันการเงินต่าง ๆ โดยประกาศนั้น กราบเรียนท่านประธานว่าเป็นการกำหนดในการที่จะกำกับดูแลเรื่องของการคิดดอกเบี้ย สำหรับลูกค้ารายย่อยหรือที่ธนาคารเขาเรียกว่าคอนซูเมอร์ (Consumer) และลูกหนี้ธุรกิจ ขนาดกลาง และขนาดย่อย หรือเอสเอ็มอี (SMEs) คอนซูเมอร์ (Consumer) กับเอสเอ็มอี (SMEs) ซึ่งเรื่องนี้ไม่ได้ครอบคลุมถึงลูกหนี้รายใหญ่ที่เรียกกันว่า คอร์พอเรต (Corporate) สาระสำคัญของประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยนั้นก็คือการคิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้บน ฐานของต้นเงินที่ผิดนัดจริงโดยไม่รวมถึงส่วนของเงินต้นของค่างวดในกรณีที่ยังไม่ถึงกำหนด ชำระ การกำหนดอัตราดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้โดยใช้อัตราดอกเบี้ยตามสัญญาบวกไม่เกิน ร้อยละ ๓ ต่อปี แล้วก็การกำหนดลำดับการตัดชำระหนี้โดยการตัดชำระค่าธรรมเนียม ดอกเบี้ยและเงินต้นตามลำดับของยอดหนี้ที่ค้างชำระนานที่สุดก่อน นี่คือประกาศของ ธนาคารแห่งประเทศไทย ก็อยากจะกราบเรียนต่อท่านประธานว่า ขอย้ำว่าประกาศนั้นไม่ได้ กำหนดให้บังคับลูกหนี้ธุรกิจขนาดใหญ่หรือคอร์พอเรต (Corporate) ประการใด ในขณะที่ ประกาศนั้นมีการใช้บังคับบรรดาธนาคารต่าง ๆ เมื่อได้รับหนังสือเวียนหรือสื่อสารขอความ ร่วมมือจากธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารในฐานะเป็นสถาบันการเงินตามกฎหมายก็ได้มี การดำเนินการในการที่จะปรับปรุงแก้ไขสัญญาที่เกี่ยวข้องตามประกาศนั้น เกี่ยวกับลูกหนี้ คอนซูเมอร์ (Consumer) แล้วก็เอสเอ็มอี (SMEs) ตามแนวทางที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ประกาศไว้ นอกจากนั้นท่านมาจากคณะกรรมการกฤษฎีกา ในช่วงปี ๒๕๖๔ นี้เอง กฤษฎีกาเมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม ท่านก็ได้ทำรับฟังความคิดเห็นพับลิกเฮียริง (Public Hearing) พับลิกเฮียริง (Public Hearing) ในหัวข้อว่า พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... แก้ไขเพิ่มเติมเรื่องอัตราดอกเบี้ย ในกฎหมาย ซึ่งรายละเอียดท่านก็คงทราบอยู่แล้ว ผมจะไม่เข้ารายละเอียด ก็คือมีการแก้ไข มาตรา ๗ แก้ไขมาตรา ๒๒๔ แล้วก็กำหนดฐานการคำนวณดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งเรื่องนี้ เป็นเรื่องเดียวกับที่ประกาศธนาคาร ท่านได้ทำมาแล้ว และธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ได้ กำหนดครอบคลุมถึงลูกหนี้ที่เป็นลูกหนี้ขนาดใหญ่ ที่เรียกว่าคอร์พอเรต (Corporate) ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่เป็นแนวเดียวกัน เป็นที่รับรู้ ธนาคาร สถาบันการเงินก็ปฏิบัติ แต่ทันใด นั้นเองท่านก็ประกาศพระราชกำหนดฉบับนี้ขึ้นมา เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านไปพับลิกเฮียริง (Public Hearing) ท่านไปรับฟังความคิดเห็นของบรรดาผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหลาย ปรากฏว่า สิ่งเหล่านั้นไม่ได้เป็นประโยชน์เลย และไม่ได้เป็นการดำเนินการไปตามกระบวนการ ตามกฎหมาย ตามรัฐธรรมนูญเลย ถึงเวลาท่านก็ออกพระราชกำหนดฉบับนี้ ซึ่งเรื่องนี้ มันเป็นเรื่องที่ไม่สอดรับกับประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยเกี่ยวกับเรื่องของที่ให้ใช้ บังคับเฉพาะคอนซูเมอร์ (Consumer) กับลูกหนี้เอสเอ็มอี (SMEs) เพราะในที่สุดแล้วพระราชกำหนดที่เรากำลังพิจารณากันอยู่ตอนนี้มันเป็นการครอบคลุม ผูกพันไปถึงลูกหนี้รายใหญ่ที่เป็นคอร์พอเรต (Corporate) ด้วย ตรงนี้มันเป็นผลทำให้สถาบัน การเงินต่าง ๆ ปวดหัวกับสิ่งที่เกิดขึ้น ณ เวลานี้ เพราะว่าในการที่จะต้องดำเนินการปรับปรุง ระบบการคิดคำนวณเรื่องดอกเบี้ยผิดนัด การแก้ไขแบบฟอร์มสัญญาให้สอดรับกับหลักเกณฑ์ ทางกฎหมายต่าง ๆ ต้องดำเนินการนะครับ ซึ่งเรื่องนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยก็คงจะเข้าใจ แต่เมื่อพิจารณาแล้วเขาก็คิดไม่ตกว่าประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ไม่ครอบคลุมถึง คอร์พอเรต (Corporate) กับพระราชกำหนดนี่อันไหนใหญ่กว่า เขาก็ดูแล้วอันนี้คือกฎหมาย ตอนนี้สถาบันการเงินต่าง ๆ ก็มีความเวียนหัวเวียนเกล้าเป็นอย่างยิ่งกับสิ่งที่ท่านกำลัง ประกาศมาบังคับใช้ในขณะนี้อยู่ แล้วก็มาขอให้ทางสภาแห่งนี้รับรอง นี่คือสภาพปัญหาที่จะ เกิด สิ่งที่ต้องขออนุญาตกราบเรียนต่อท่านประธานไปยังทางสำนักงานคณะกรรมการ กฤษฎีกา ท่านรัฐมนตรีด้วยก็คือมันมีเรื่องปัญหาความไม่ชัดเจนของการตีความคำว่า หนี้เงิน เป็นงวด ตามมาตรา ๒๒๔/๑ อันนี้เป็นเรื่องแรกนะครับ

เรื่อง ๒ ก็คือกรณีหนี้เงินที่ลูกหนี้มีหน้าที่ผ่อนชำระเป็นงวดตามประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๒๔/๑ กำหนดให้เจ้าหนี้คิดดอกเบี้ยผิดนัดบนต้นเงินของ งวดที่ลูกหนี้ผิดนัด แต่กฎหมายก็ไม่ได้ระบุว่าเจ้าหนี้จะเริ่มคิดดอกเบี้ยบนยอดเงินต้น ค้างชำระทั้งหมดได้เมื่อใด อันนี้ก็คืออีกเรื่องหนึ่ง

สิ่งที่เป็นห่วงที่สุด ก็คือเรื่องผลกระทบต่อภาคธุรกิจการลงทุนและการให้ สินเชื่อของสถาบันการเงินครับท่านประธาน สิ่งที่ต้องยอมรับก็คือว่าการกู้เงินบางกรณีเป็น การกู้ด้วยยอดเงินจำนวนมากมายมหาศาลเข้ามาในเมกะโพรเจกต์ (Megaproject) ทั้งหลาย ที่เป็นการขอกู้ร่วม เรียกว่า ซินดิเคด โลน (Syndicated Loan) ซึ่งเป็นการให้สินเชื่อร่วมกัน ระหว่างเจ้าหนี้หลายรายโดยมีสถาบันการเงินระหว่างประเทศเข้ามาให้กู้อยู่ด้วยซึ่งเป็นวงเงิน สินเชื่อที่สูงมาก หลักการของการตกลงเรื่องซินดิเคด โลน (Syndicated Loan) นั้นก็จะต้อง มีการเจรจากันมากว่าที่จะยุตินะครับ ดังนั้นหากเป็น ซินดิเคด โลน (Syndicated Loan) ที่มีการเจรจากัน แล้วสัญญามีการทำกันก่อนพระราชกำหนดอย่างนี้มันจะมีผลกระทบ

๒. ก็คือสิ่งที่จะต้องบอกก็คือว่า ซินดิเคด โลน (Syndicated Loan) ผู้ที่ให้กู้ ส่วนหนึ่งก็เป็นสถาบันการเงินระหว่างประเทศ มันจะมีผลกระทบกับเงื่อนไขอันนี้ซึ่งเป็น เงื่อนไขใหม่

เรื่องต่อมา ก็คือการที่พระราชกำหนดฉบับนี้ผลใช้บังคับทันทีหลังจาก วันที่ ๑๑ ใช่ไหมครับ มันมีผลทันทีก็ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจธนาคาร เนื่องจากความ ไม่ชัดเจนของตัวบทกฎหมาย ตลอดจนปัญหาการตีความต่าง ๆ เป็นอุปสรรคในการปรับปรุง ระบบอะไรต่าง ๆ กันมากมาย วันนี้สถาบันการเงินเขามีความวุ่นวายในเรื่องนี้มาก มันมีเรื่อง ที่จะต้องขึ้นไปสู่ศาลว่าสัญญามันเป็นโมฆะหรือไม่เป็นโมฆะหรือไม่ วันนี้เขารออย่างเดียว ครับ เขารอว่าจะมีคดีขึ้นไปสู่ศาลฎีกาเมื่อไรเขาจะได้เอาเป็นบรรทัดฐาน สิ่งที่เรียนตรงนี้ ก็เพื่อต้องการให้เห็นว่าในที่สุดการออกกฎหมายครั้งนี้เป็นการใช้ออกกฎหมายที่ไม่ได้ มีประโยชน์เลย ผมไม่อยากจะว่าว่าความจริงสิ่งที่ท่านทำนี้นะครับ วันนี้เรื่องสำคัญที่สุด ที่อยากจะบอกก็คือว่า ลูกหนี้คอร์พอเรต (Corporate) เป็นลูกหนี้ที่มีอำนาจต่อรองกับ สถาบันการเงินสูง ไม่เหมือนคอนซูเมอร์ (Consumer) แล้วก็เอสเอ็มอี (SMEs) ไม่ว่าจะเป็น ในแง่ของขนาดขององค์กร อำนาจต่อรองกับสถาบันการเงิน เพราะฉะนั้นการปรับวิธีการคิด ดอกเบี้ยผิดนัดอย่างนี้มันเหมือนกับว่าจะช่วยให้ลูกหนี้ขนาดใหญ่หรือคอร์พอเรต (Corporate) มีอำนาจต่อรองมากขึ้น เป็นเหมือนว่ามันจะทำให้มีผลกระทบต่อประเทศ ในเรื่องของการที่เขามีสิทธิ มีเงิน ดอกเบี้ยก็คิดกับเขาน้อย แล้วเขามาผิดนัดแล้วสถาบัน การเงินก็ทำอะไรเขาไม่ได้มันจะมีผลกระทบต่อภาพรวมทางเศรษฐกิจ ผมไม่อยากจะ บอกว่ากฎหมายฉบับนี้จริง ๆ แล้วประชาชนทั่วไปได้ประโยชน์ขนาดไหน หลักการมันดี แต่ไป ๆ มา ถ้าจะคิดกล่าวหากันแบบที่เขาชอบใช้กัน ผมก็มีความรู้สึกว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่ได้เอื้อให้กับนายแบงก์นะครับ แต่เป็นการเอื้อให้บรรดา นายทุนผู้เป็นลูกหนี้ของแบงก์ เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับนายทุนผู้กู้เงินธนาคารด้วยความที่ ตัวเองเป็นคอร์พอเรต (Corporate) มีเงินเยอะ แล้วเขาได้ประโยชน์ยิ่งกว่าประชาชน เพราะ ในที่สุดเหมือนที่ว่านะครับ ตกลงกันต่าง ๆ นานา มันเป็นประโยชน์ ลดดอกเบี้ยจาก ๗.๕ เหลือ ๓ มันก็เป็นประโยชน์อยู่แล้ว แต่ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์มาก ๆ ผมกลับมองว่าคือบรรดา คอร์พอเรต (Corporate) เหล่านั้นละครับ เพราะฉะนั้นก็ต้องฝากท่านรัฐมนตรี มีอะไรที่คลุมเครือ ครอบคลุมคอร์พอเรต (Corporate) หรือไม่อย่างไร ฝากประเด็นกลับไป ยังท่านว่าถ้าจำเป็นที่จะต้องประกาศเป็นพระราชกำหนดอีกฉบับหนึ่งที่มันไม่เคลียร์ (Clear) ยังคลุมเครือ ให้มันชัดเจนก็น่าจะเป็นประโยชน์ยิ่งกว่าที่จะส่งสิ่งที่มันไม่ชัดเจนมาให้พวกผม รับรองให้ ก็ต้องขออนุญาตกราบเรียนต่อท่านประธานตามเวลาที่กำหนดไว้เพียงเท่านี้ครับ กราบขอบพระคุณครับ