เกียรติ ชี้ร่างลดดอกเบี้ยแก้ไม่ถึงราก ห่วงสูงสุดในภูมิภาค

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๖๔

เกียรติ สิทธีอมร อภิปรายการปรับปรุงประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยเห็นด้วยกับเจตนาลดภาระดอกเบี้ยให้ลูกหนี้ แต่ตั้งข้อกังวลถึงความล่าช้าและประสิทธิภาพของมาตรการ ชี้ว่าการแก้ไขเฉพาะกรณีที่ไม่มีอัตราดอกเบี้ยชัดเจนยังไม่ส่งผลต่อระบบสินเชื่อโดยรวม และอาจไม่บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ พร้อมตั้งคำถามถึงความไม่สอดคล้องของอัตราดอกเบี้ยที่ยังสูงทั้งที่เศรษฐกิจฐานรากย่ำแย่ และเรียกร้องให้มีการแก้ไขกฎหมายและประกาศที่เกี่ยวข้องทั้งระบบเพื่อลดภาระหนี้อย่างเป็นธรรมและจริงจัง.

นายเกียรติ สิทธีอมร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์นะครับ ก็ขอร่วม อภิปรายในเรื่องการปรับปรุงประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นะครับ ท่านรัฐมนตรีต้อง ขอบคุณท่านนะครับ ท่านเล่าให้ผมฟัง เล่าให้สภาแห่งนี้ฟัง และประชาชนที่รับฟัง ทางบ้านว่าเหตุผลในการแก้คืออะไร และเป้าหมายคืออะไร ก็เป็นไปตามหนังสือของ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ยื่นเข้า ครม. ครับ ทั้งข้อ ๑ ก็บอกของเหมือนเดิมเก่าแล้ว ๙๕ ปี ต้องแก้ให้มันสะท้อนสถานการณ์ปัจจุบัน ประชาชนเดือดร้อนจากภาระดอกเบี้ยที่สูง เกินกว่าที่ควรจะเป็น ข้อที่ ๒ มันจำเป็นเพราะว่าต้องการลดภาระของลูกหนี้ ข้อ ๒ ก็พูดถึง สินเชื่อทั่วไปนะครับว่าดอกเบี้ยมันสูงเกินไป ข้อ ๓ บอกมันด่วนเพราะมีโควิด (COVID) เอส เอ็มอี (SMEs) ประชาชนมีภาระอยู่มากใช่ไหมครับ ตรงหมดเลยครับ พอมา ข้อ ๔ บอกว่าที่จะแก้ แก้เฉพาะกรณีดอกเบี้ยที่ไม่ได้กำหนด โดยนิติกรรมหรือบทกฎหมาย อันชัดแจ้งเท่านั้น พอมาเจอตรงนี้ ต้องบอกว่าตกใจนิดหนึ่งครับ ตกใจว่ามันจะได้ผลตาม ที่ตั้งใจไว้หรือเปล่า

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)

เชิญสไลด์ที่ ๑ เลยครับ อันนี้ก็ เป็นเหตุผลจำเป็นเร่งด่วนที่ระบุไว้อยู่ในหนังสือที่ทำเข้า ครม. และอยู่แนบท้ายพระราช กำหนดฉบับนี้ ใกล้เคียงกัน อันนี้คือเหตุผลใช่ไหมครับ และท่านรัฐมนตรีเองก็บอกว่า เมื่อ สักครู่คำพูดท่านนะครับ พอดีผมบันทึกไว้ ท่านบอกว่าประชาชนได้รับประโยชน์จากอัตรา ดอกเบี้ยที่ลดลง สะท้อนสภาพการณ์ปัจจุบัน เอสเอ็มอี (SMEs) จะได้ประโยชน์ การฟ้องร้อง เพราะภาระดอกเบี้ยลดลง โดยเฉพาะดอกเบี้ยผิดนัด อันนี้เดี๋ยวมาตามดูนิดหนึ่งนะครับ ว่าท่านโฆษณาเกินจริงหรือเปล่า ผมเป็นกังวลนะครับ ผมสนับสนุนการดำเนินการเรื่องนี้ แต่ไม่สะเด็ดน้ำจริง ๆ ครับ มันยังมีปัญหาอยู่มาก เพราะฉะนั้นประชาชนตั้งความหวังสูง เพราะเห็นข้อความที่ยื่นเข้า ครม. ซึ่งรับทราบนะครับ ก็ต้องบอกว่าคนคาดหวังว่าดอกเบี้ยลง ดอกเบี้ยลงทันทีครับ เพราะมาตรการที่ใช้ออกเป็น พระราชกำหนดก็คือต้องรวดเร็ว เข้มข้น เป็นธรรม และทั่วถึงถ้วนหน้า มันควรจะเป็นอย่าง นั้นใช่ไหมครับ คำถามมีอยู่ว่ามีผลตั้งแต่วันที่ ๑๑ เมษายน จนถึงวันนี้ไม่มีอะไรลงเลยครับ

ส่วนต่างดอกเบี้ยท่านบอกว่า ๓ เปอร์เซ็นต์นี้ คือส่วนต่างดอกเบี้ยที่ธนาคาร แห่งประเทศไทยแนะนำ ท่านประธานครับ ในชาร์ต (Chart) นี้ แสดงให้เห็น อันนี้ผมเพิ่งเช็ก (Check) ตัวเลขเมื่อ ๒ วันที่แล้วนี้ วันอังคารนี้ส่วนต่างดอกเบี้ยประเทศไทย ๕.๒ เปอร์เซ็นต์ ทุกประเทศในภูมิภาคนี้มีตั้งแต่ ๑ เปอร์เซ็นต์ ไปจนถึงอย่างสูงสุด ๔.๖ เปอร์เซ็นต์ ประเทศ ไทย ๕.๒ เปอร์เซ็นต์ประเทศเดียว เอเชียแปซิฟิกเราแชมป์ (Champ) ครับ แต่แชมป์ (Champ) ที่เป็นภาระกับประชาชน แล้วส่วนต่างดอกเบี้ย ผมเรียนท่านประธานไปถึงท่าน รัฐมนตรีนะครับ ท่านอย่าหลงใช้ค่าเฉลี่ย ค่าเฉลี่ยไม่สะท้อนปัญหาคนจนเลยครับ คนมีน้อย ได้ดอกเบี้ยเงินฝากน้อย จ่ายดอกเบี้ยเงินกู้สูง คนมีมากได้ดอกเบี้ยเงินฝากสูง จ่ายดอกเบี้ย เงินกู้น้อยกว่า เพราะฉะนั้นท่านต้องไม่หลงเอาค่าเฉลี่ยมาใช้เป็นเกณฑ์ในการออกแบบ นโยบายหรือมาตรการของรัฐ ไม่ลงเลยนะครับท่านประธานส่วนต่างดอกเบี้ยไม่ลง ต้องถาม ว่าทำไม ต่อไปครับ อัตราดอกเบี้ยการให้สินเชื่อของสถาบันการเงิน อันนี้อยู่ในเว็บไซต์ (Website) ผมไม่ได้ไปทำตัวเลขอะไรมาเองเลยนะครับ ท่านเปิดกดเว็บกดกูเกิล (Google) จะมีตัวนี้อยู่ ท่านก็เห็นว่าเอ็มโออาร์ (MOR) เอ็มแอลอาร์ (MLR) เอ็มอาร์อาร์ (MRR) นี้ ตั้งแต่ ๕.๙ เปอร์เซ็นต์ ๕.๘ เปอร์เซ็นต์ ไปจนถึง ๖ เปอร์เซ็นต์ก็มีครับ สูงสุด ๑๘ เปอร์เซ็นต์ ๒๘ เปอร์เซ็นต์ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ผิดนัด ๒๘ เปอร์เซ็นต์ ๒๙ เปอร์เซ็นต์ บัตรเครดิต ๑๖ เปอร์เซ็นต์ ก็ต้องถามว่ามันเกิดอะไรขึ้น ตรงนี้ก็ไม่ลง ทั้ง ๆ ที่ชาวบ้าน เมื่อสักครู่พี่นิยม ขออภัยที่เอ่ยนามท่าน ท่านก็บอกว่าชาวบ้านเข้าใจว่าดอกเบี้ยมันจะลง ทำไมมันไม่ลงเลย ครับ

ผมก็ไล่ไปดูว่าโครงสร้างสินเชื่อของประเทศไทยนี้มันมีอะไรบ้าง ทั้งหมด ๑๗ ล้านล้านบาทนะครับท่านประธาน ใน ๑๗ ล้านล้านบาทเป็นของประชาชนและ บริษัทอย่างต่ำที่สุด ๑๒-๑๓ ล้านล้านบาท ที่เหลือเป็นของรัฐบาล รัฐวิสาหกิจทุกกรณี ใน ๑๗ ล้านล้านบาทมีสัญญาชัดเจนทั้งสิ้น พอดีท่านไปยกเว้นว่า กรณีที่ไม่มีสัญญาเท่านั้น ที่จะได้ประโยชน์จากตรงนี้ ก็เจ๊งเลยครับ ไม่ได้ประโยชน์จริง ๆนะครับ ใน ๑๗ ล้านล้านบาท เหล่านี้มีสัญญาแล้วทั้งสิ้น ทำไมดอกเบี้ยไม่ลดลง

ชาร์ต (Chart) ต่อไปนะครับ ท่านเห็นไหมครับว่าทุกกรณีสถาบันการเงิน อันนี้ความจริงผมมีลิสต์ (List) ๒๐ กว่ารายการ ยกตัวอย่างมาให้เฉพาะ ๖ รายการ เท่านั้นเอง ยกเว้นหมดเลยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตราที่เกี่ยวข้องจริง ๆ ก็คือมาตรา ๖๕๔ นั่นคือมาตราที่กำหนดเพดานสูงสุด ท่านไม่พูดถึง ท่านไม่ได้แก้ แถมไม่ได้แก้ยกเว้นอีก ด้วยกฎหมายเฉพาะเพราะฉะนั้นวันนี้ตอนแรกผมนึกว่าท่านลืมแก้ หรือเปล่า ลืมแก้มาตรา ๖๕๔ หรือเปล่าแล้วถ้าท่านแก้มันจะช่วยไหม ท่านแก้ก็ไม่ช่วยครับ เพราะมีประกาศอย่างต่ำที่สุด ท่านเห็นไหมใน ๖ รายนี้ประกาศกระทรวงการคลังเองที่ท่าน รัฐมนตรีดูแลอยู่ ๔ ฉบับ ยกเว้นเพดานเงินกู้ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นแก้ประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ ลดลงก็ไม่มีประโยชน์เพราะยกเว้นหมดเลย ตรงนี้ท่านต้องช่วยอธิบาย นิดหนึ่ง การคำนวณดอกเบี้ยเกินจริงเมื่อสักครู่นี้บางท่านได้พูดไปแล้ว กรณีคิดดอกเบี้ย ทบต้น บอกประชาชนว่าคิดดอกเบี้ยแค่ ๑ เปอร์เซ็นต์ ๒ เปอร์เซ็นต์ แต่มันทบต้นครับ คำนวณ เน็ต พรีเซนต์ แวลู (Net Present Value) คือราคามูลค่าปัจจุบัน ดอกเบี้ย ๑๐ กว่า เปอร์เซ็นต์ทั้งนั้น ตรงนี้อยู่ในประกาศที่ท่านกำกับดูแลได้นะครับ เพราะฉะนั้น ณ วันนี้เอง ถามว่าประโยชน์จากพระราชกำหนด พอผมอ้างอิงมาตรา ๖๕๔ อันนี้เป็นมาตราที่กำหนด เพดานดอกเบี้ยสูงสุด แต่อย่างที่ผมเรียนท่านประธาน ยกเว้นหมดทุกกรณีเลยครับ กฎหมายเฉพาะ มีประกาศยกเว้นหมดเลย แก้ตัวนี้ก็ยังไม่มีประโยชน์อีก ถามว่าจริง ๆ แล้ว การออกพระราชกำหนดครั้งนี้ใครได้ประโยชน์บ้าง กรณีไม่มีสัญญาหรือมีสัญญาแล้วไม่ระบุ แล้วก็กรณีละเมิดทางแพ่ง แล้วก็กรณีดอกเบี้ยผิดนัด ผมก็พยายามจะดูว่ากรณีเช่นนี้มันมีสัก กี่ราย สักกี่เปอร์เซ็นต์ของระบบสินเชื่อของประเทศไทยไม่มีในสารบบเลยครับ เพราะมัน น้อยมากจนไม่มีใครเก็บสถิติไว้เลย ผมก็ไปถามทนายที่ว่าความนะครับ ว่าในชีวิตเขาเขา เจอกรณีที่พิพาทกันเพราะมีเงินกู้แต่ไม่มีการระบุเงื่อนไขในเงินกู้ไว้ มีกี่ราย ท่านประธานครับ ทนายคนนี้ทำงานมา ๒๐ ปี ว่าความอย่างเดียวครับทำคดีมา ๒,๐๐๐ คดี เคยเจอกรณีที่ไม่ ระบุเพียง ๒ กรณีใน ๒๐ ปี ๐.๑ เปอร์เซ็นต์ครับ เพราะฉะนั้นปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้คนหวังว่ามันจะทำให้ดอกเบี้ยลงมันไม่ลงครับ แล้วมันแก้ปัญหาสินเชื่อในระบบได้ เพียงแค่ ๐.๑ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น เหนื่อยเลยนะครับ เพราะเป็นอย่างนี้ปั๊บก็ต้องกลับมาถาม ว่าท่านบอกเร่งด่วน ออกเป็นพระราชกำหนด หลักคิดผมเห็นด้วยหมดเลยละครับ หลักคิดที่ ท่านบอกว่าต้องอิงส่วนต่างดอกเบี้ยเห็นด้วยครับ หลักคิดที่ว่าไม่ให้คิดดอกเบี้ยจากเงินต้นที่ มากกว่าที่ผิดนัดชำระ เห็นด้วยหมดเลยครับ มันไปตายตรงที่ท่านบอกว่า ถ้ามีสัญญามาก่อน ให้ทำตามสัญญาไป และถ้าไม่มีระบุในสัญญาถึงจะใช้ตรงนี้ มันก็เหลือแค่ไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ ครับท่านประธาน ต้องอธิบายเลยนะครับว่าเร่งด่วนขนาดไหน แก้ปัญหาได้ไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์

ผมก็เลยสรุปอย่างนี้ครับ หลักคิดในการที่ไปบอกว่า ยกเว้นเฉพาะกรณีที่ไม่มี สัญญาให้เป็น ๓ เปอร์เซ็นต์ ทำไมครับ ถ้ามีสัญญาที่มันเกิน ๓ เปอร์เซ็นต์แล้วมันเป็นธรรม ที่จะใช้สัญญานั้นต่อไป ทั้ง ๆ ที่ท่านคิดว่าและเชื่อว่าดอกเบี้ยมันสูงเกินกว่าที่ควรจะเป็น หลายคนจากที่เคยดีใจ พอลงไปในรายละเอียดนี่ต้องบอกเลยครับ งงครับ ผิดหวังกัน พอสมควรทีเดียวนะครับ ทำไมท่านไม่แก้ทุกมาตราที่ทำให้เกิดผลตามที่เขียนไว้ เป้าหมาย ท่านดีมากเลยครับ ท่านอยากจะลดดอกเบี้ย เพราะมันสูงเกินไป เป็นภาระเกินไป ประเทศ มีวิกฤติ มันแก้ได้หลายมาตราครับ แล้วต้องไปแก้ประกาศกฎหมายเฉพาะด้วย ทำไมท่านไม่ ระบุในพระราชกำหนดว่าบรรดาข้อตกลงที่ได้ทำไว้ก่อนนี้ให้ใช้อัตราดอกเบี้ย ๓ เปอร์เซ็นต์ ก็ระบุได้นี่ครับ ทำไมท่านไม่ทำอย่างนั้น เพราะมันสอดคล้องกับส่วนต่างดอกเบี้ยของ สถาบันการเงินที่แนะนำโดยธนาคารแห่งประเทศไทย ทีนี้ผมเสนออย่างนี้ได้ไหมครับ ท่านประธานท่านสามารถออก พ.ร.ก. อีกฉบับได้ ผมสนับสนุนเลยครับ แต่ให้มันครอบคลุม ให้มันทุกกรณีได้ไหมครับ หรือจะให้มีเวลาภายใน ๓ ปีให้ลงมาเหลือ ๓ เปอร์เซ็นต์ ผมก็ไม่ว่า คิดให้ดีครับ เพราะวันนี้มันแก้ได้ไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ของปัญหา ลูกหนี้รายใหม่ ท่านไปดูสิครับบางคนเชื่อว่าออก พ.ร.ก. นี้ลูกหนี้รายใหม่จะได้อานิสงส์ว่าดอกเบี้ยจะลง ไม่ลงครับ เพราะมีการออกประกาศยกเว้นด้วยกฎหมายเฉพาะของสถาบันการเงินทุกฉบับ เลย ทุกแห่งด้วยครับ เพราะฉะนั้นท่านออก พ.ร.ก. อีกฉบับหนึ่งผมยินดีครับ ฉบับนี้ ผมผ่านให้ เพราะอย่างต่ำที่สุดมันก็แก้ปัญหาได้ ๐.๑ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๑ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ ท่านรับปากได้ไหมว่ากระทรวงการคลังเอง ธนาคารแห่งประเทศไทยเอง รัฐบาลเอง จะไปแก้ ประกาศที่ยกเว้นที่เปิดช่องให้เขาใช้เกินมาตรา ๖๕๔ คือเพดานเงินกู้ที่สูงสุด และท่าน รับปากได้ไหมว่าจะแก้เพดานเงินกู้ มาตรา ๖๕๔ ให้มันลดลงด้วยครับ กราบขอบพระคุณ ครับ