นิยม เวชกามา แสดงความเห็นด้วยต่อการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยให้เหลือร้อยละ 3 ต่อปี แต่ตั้งข้อสังเกตว่าบางมาตราในพระราชกำหนดยังเอื้อประโยชน์แก่เจ้าหนี้และควรมีการปรับปรุงให้เป็นธรรมต่อลูกหนี้มากกว่าเดิม โดยเฉพาะมาตรา 224 ที่ยังอนุญาตให้คิดดอกเบี้ยเพิ่มเติมในช่วงผิดนัดได้
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมต้องขอชมเชย ผมเห็นด้วยกฎหมายฉบับนี้ แล้วก็เห็น ด้วยว่ายังมาช้าไปด้วยซ้ำไป เพราะมันควรแก้ไขตั้งนานแล้ว กฎหมายมันโบราณ เมื่อสักครู่ ผมฟังจากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ท่านอาคม บอกว่า ๙๕ ปี ผมไม่รู้ว่ากี่ปี แต่ผมเกิดมาก็เห็นกฎหมายฉบับนี้ใช้อยู่ เพราะฉะนั้นถ้าคิดวันนี้ท่านแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ ผมเห็นด้วย เพียงแต่ผมต้องติติงบางประเด็นซึ่งมันยังไม่สะเด็ดน้ำ ในบางข้อยังเป็นประโยชน์ ยังมีการเอาเปรียบลูกหนี้อยู่เยอะ ท่านประธานครับ ผมต้องกราบเรียนอย่างนี้ว่าเจ้าหนี้ คิดเอาเปรียบลูกหนี้โดยส่วนใหญ่อยู่แล้ว ส่วนลูกหนี้ที่จะเอาเปรียบเจ้าหนี้มีน้อย นี่คือข้อเท็จจริงท่านประธานครับ ที่ผมต้องลุกขึ้นมาอภิปรายพระราชกำหนดฉบับนี้ ความจริงผมก็อยากจะให้แก้ไขเป็นพระราชบัญญัติเลยทีเดียว นี่ผมข้องใจอยู่ว่าทำไมต้องเป็น พระราชกำหนดให้เป็นพระราชบัญญัติเลย เพราะว่ากฎหมายฉบับนี้มันใช้มานานเป็น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผมไปเรียน สมัยเรียนกฎหมายก็ท่องมาแบบนี้ละครับ ๗.๕ ร้อยละ ๑๕ อะไรนี้ ก็ใช้มาแบบนี้ เพราะฉะนั้นมันเป็นเรื่องที่พี่น้องเสียเปรียบ ที่ผมต้อง พูดแบบนี้เพราะว่าพี่น้องบ้านผมส่วนใหญ่ ๙๙ เปอร์เซ็นต์เป็นลูกหนี้ โดยเฉพาะลูกหนี้ สถาบันการเงิน เอาเลยคือ ธ.ก.ส. ๙๙ เปอร์เซ็นต์เป็นลูกหนี้ ธ.ก.ส. แล้วก็หนี้ทบต้นทบดอก อะไรนี้เป็นมาตลอด ซึ่งยุคนี้ท่านประธานครับ ลูกหนี้ ธ.ก.ส. ยิ่งขยายการกู้ให้พี่น้อง ประชาชนเข้าถึงมากขึ้น แต่ในขณะที่เข้าถึงมันก็เป็นการเอาเปรียบพี่น้องประชาชนอยู่ในตัว ทำเหมือนเศรษฐีใจบุญ แต่บางครั้งมันเป็นเพชฌฆาตอยู่ข้างหลังในบางครั้ง ผมถึงกราบเรียน ท่านประธานว่าผมยังไม่ลงในรายละเอียด ผมนั่งฟังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ท่านอาคมพูดผมก็ดีใจที่ท่านแก้ ในหลายมาตราแก้เหลือ ๓ เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะดอกเบี้ย ๓ เปอร์เซ็นต์ มันเป็นเรื่อง ที่ยิ่งใหญ่มากสำหรับพี่น้องประชาชน เขาดีใจครับ ผมดีใจแทนชาวบ้าน ท่านแก้กฎหมาย ฉบับนี้ เพียงแต่ว่าที่ผมต้องพูดคือมันไม่สะเด็ดน้ำเท่าไร ผมดูในบางมาตรา ซึ่งจะกล่าวต่อไป ยังเป็นการให้โอกาสแก่เจ้าหนี้ คือนายทุน ผมจึงไม่ได้ห่วงพี่น้องประชาชนจะเอาเปรียบ โดยเฉพาะท่านบอกว่าที่ต้องเพิ่มอีก ๒ เปอร์เซ็นต์ อีก ๓ เปอร์เซ็นต์ที่ว่านี้เพื่อเป็นการจูงใจ ให้ลูกหนี้ชำระหนี้ ความจริงพี่น้องบ้านผมซึ่งเป็นหนี้ ธ.ก.ส. ส่วนใหญ่ ส่วนสถาบันการเงิน หลักอย่างอื่นก็มีบ้าง แต่น้อยมาก เพราะการเข้าถึงแบบธนาคารภาครัฐเรานี่ละ เอกชนไม่พูด ถึงในส่วนนั้น เพราะว่าส่วนใหญ่พี่น้องบ้านผมเข้าถึงยาก เพราะหลักทรัพย์ติดอยู่ที่ ธ.ก.ส. หมดแล้ว ท่านประธานครับ อันนี้คือเป็นประเด็นที่ผมต้องลุกขึ้นมาพูด เพื่อแสดงความดีใจ กับพี่น้องประชาชนที่ได้รับการปรับดอกเบี้ยให้เหลือ ๓ เปอร์เซ็นต์จาก ๗.๕ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ แต่อันนั้นเป็นประเด็นที่ผมจะต้องพูดต่อไปว่าจากการที่ท่านทำแบบนี้ ผมติงตั้งแต่แรกว่าทำไมต้องเป็น พ.ร.ก. เป็นพระราชบัญญัติทีเดียวเข้ามาแล้วให้แก้ไข เบ็ดเสร็จ แต่เอาละ ไม่อยากพูดว่าได้คืบจะเอาศอก แต่อยากได้ให้มันเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน มากกว่านี้ โดยเฉพาะพระราชกำหนดฉบับนี้เป็นการแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งมีเป็นพันกว่ามาตรา แพ่งและพาณิชย์สมัยเรียนยากมากสำหรับผมท่องเอาเป็นเอาตายก็ ยังสอบตกอยู่ ก็กราบเรียนแบบนี้ว่า ท่านประธาน โดยเฉพาะผมต้องลงรายละเอียดนิดหน่อย เพราะท่านผู้อภิปรายก็พูดไปในประเด็นที่ผมให้ความสนใจบ้างพอสมควร ผมจะใช้เวลา ณ สภาแห่งนี้ให้เกิดประโยชน์แก่พี่น้องประชาชนและติติงในส่วนที่ผมเห็นว่าท่านน่าจะเพิ่มท่าน ทำไมไม่เพิ่ม แล้วมาตรา ๗ ผมก็เห็นด้วยนะ เห็นด้วยเลย ผมไม่ได้ติติงท่าน เห็นด้วยว่าการ ลดอัตราดอกเบี้ยลงเหลือร้อยละ ๓ ต่อปี เพียงแต่ผมได้รับการชี้แจงบ้างก่อนหน้านี้จาก เจ้าหน้าที่ของกระทรวงการคลังในฝ่ายที่เป็นวิป (Whip) ก็ดี ในฝ่ายที่ท่านมาชี้แจงในพรรคก็ ดี ผมก็ยังติดใจในบางประเด็นอยู่ว่าทำไมไม่เปิดให้เขากว้างกว่านี้ ที่พูดนี้ผมไม่ได้ย้ำว่าได้คืบ จะเอาศอกนะ แต่ว่าคล้าย ๆ ยังซ้อนเงื่อนไขไว้อยู่ วันที่ ๑๑ เมษายน คือเป็นกฎหมายฉบับนี้ มีผล แต่ผมไปดูในบางมาตราแล้วท่านยังไม่ให้มีผล ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ บางอันก็ยังกลับไปว่า ยังได้อยู่ ท่านประธานครับ ร้อยละ ๓ ต่อปี ผมเห็นด้วย แต่ในส่วนที่ผมต้องทักท้วง ในมาตรา ๒๒๔ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ท่านก็บอกว่า มาตรา ๒๒๔ หนี้เงินนั้นให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา ๗ บวกอัตรา ที่เพิ่มร้อยละ ๒ ต่อปี เห็นไหม พอท่านให้มาร้อยละ ๓ บอกเบ็ดเสร็จแล้ว ท่านยังเปิด ประเด็นที่ท่านพูด ผมเข้าใจได้ว่าเพื่อเป็นการจูงใจให้ลูกหนี้ชำระหนี้ แต่ความเป็นจริง ผมเชื่ออย่างหนึ่งว่าลูกหนี้บ้านผม ผมไม่พูดถึงคนอื่นนะ ส่วนใหญ่คือเกษตรกรเป็นหนี้ ธ.ก.ส. ไม่มีใครหรอกจะไม่อยากใช้หนี้ เพียงแต่ว่ามันไม่มีใช้ ที่สำคัญท่านประธานครับ พอทำนา ทำไร่ ผลผลิตแต่ละปีที่เป็นดอกเบี้ยทบต้นทบดอกอะไรที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ ผลิตผลที่ทำมา ไม่ได้ผล น้ำท่วมบ้าง แล้งบ้าง นี่คือปัญหาของพี่น้องชาวไร่ชาวนา ชาวสวนทั้งหลาย ผมถึงบอกว่าไม่ควรเปิดโอกาสให้นายทุน หมายถึงธนาคาร ส่วนใหญ่ธนาคารที่ผมพูดถึง กับมีส่วนไปคิดว่าลดให้ ๓ แล้วนี่ คนมีข้อผิดพลาดไม่ใช้หนี้ ก็ไปบวกเขาอีกแบบบวกด้วย อัตราเพิ่มร้อยละ ๒ ต่อปี ถ้าเจ้าหนี้จะเรียกดอกเบี้ยให้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอื่นอันชอบ ด้วยกฎหมาย คือเวลานายทุน หรือแบงก์ พวก ธ.ก.ส. เวลาเขาจะคิดดอกเบี้ยเขามีนัก กฎหมาย มีผู้รู้ มีทนายความของธนาคารอยู่แล้วท่านประธาน เขาย่อมคิดอ้ายที่จะเป็นบวก เอาเปรียบพี่น้องเกษตรกร ส่วนชาวบ้านไม่มีหรอกครับ ความรู้ทางกฎหมายแทบไม่มี แล้ว เวลาเซ็นสัญญาเป็นที่เข้าใจกันได้ ท่านประธาน พี่น้องประชาชนถ้าจะเอาเงินให้เขากู้นี่ไม่ อ่านด้วยซ้ำไปให้เซ็นตรงไหนเซ็นตรงนั้น อันนี้เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในบ้านในเมืองแห่งนี้ ผมถึงกราบเรียนท่านประธานว่าไหน ๆ ก็จะแก้ผมก็อยากให้ดู ให้ตีให้มันแน่นให้มัน ครอบคลุม โดยยึดหลักเป้าหมายคือพี่น้องประชาชน วันนี้ผมไม่ได้ว่าธนาคาร ธ.ก.ส. เอา เปรียบหรอก แต่ว่ามันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ท่านจึงบอกเปิดไว้ ถ้าเขียนเปิดแล้วมันมีทางไป ผมไม่ให้อยากเปิดในส่วนสถาบันการเงินคือ ธ.ก.ส. ท่านบอกว่าอันชอบโดยกฎหมาย ก็คงให้ ส่งดอกเบี้ยตามนั้น นี่คือปัญหาที่ผมต้องพูดวันนี้ว่าเวลาเขียนกฎหมายผมเข้าใจได้ แต่ว่าอย่า เปิดกว้างไป เพราะถ้าเปิดไปแล้วมันชอบด้วยกฎหมายหมดเวลาคิด เขาก็จะอ้างโน่นนี่นั่น ท่านต้องเข้าใจอย่างนี้ท่านประธานครับ เวลาชาวบ้านเป็นหนี้ ธ.ก.ส. ปีนี้ไม่ใช้เพราะขายข้าว ไม่ได้ วันนี้ขายข้าวขาดทุนหมด พี่น้องประชาชน ถึงแม้ภาครัฐจะไปเติมโน่นเติมนี่บ้าง อันนั้นคือเติมแล้วเขาก็เอาไปซื้ออะไรกินหมด ซึ่งมันไม่ได้ส่วนที่จะกลับมาเป็นใช้หนี้ ประเด็น จึงอยู่ที่ว่าถ้าเราทำแบบนี้ต่อไปเขาก็คิดว่าหน่วยงานสถาบันการเงินที่จะเอาเปรียบประชาชน เขาก็จะคิดในทางที่ว่ามันชอบด้วยกฎหมายอยู่เรื่อย เพราะชาวบ้านบอกว่าปีนี้ขอไม่ใช้นะ อาจจะทำอะไรก็แล้วแต่ก็ให้หยุดแค่นั้นเสียก่อน เพราะปัญหามันขายสินค้าเกษตรของเขา ไม่ได้ ไม่ว่าข้าว ยางพารา ถั่วเหลืองอะไรก็แล้วแต่ที่ปลูกมันเป็นปัญหาก็ยืดหยุ่นไป ที่ผมดีใจ ต้องพูดก็คือเราลดหนี้ดอกเบี้ย ๓ เปอร์เซ็นต์ แต่ที่ผมมาดูท่านบวกไปอีก ๒ ได้ เพราะท่าน บอกว่าอาศัยเหตุอย่างอื่น นั่นคือประเด็นที่เปิดไว้ ผมก็เห็นด้วยหลายประเด็นบอกว่า ห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดประเด็นนั้นเห็นด้วย เพราะแต่ก่อนมันก็คิดอยู่ เห็นด้วยอย่างยิ่งเลยตรงนี้ผมก็ส่งเสริมอยู่ ผมจึงกราบเรียนว่าการพิสูจน์ค่าเสียหายอย่างอื่น นอกนั้นให้พิสูจน์ได้ คือถ้าเปิดหลายประเด็นที่เปิดแบบนี้มันพิสูจน์ไปเรื่อย ๆ ท่านต้องเขียน ให้กระชับมากกว่านี้กฎหมายเรานะแต่เอาละ ท่านมาดูที่มาตรา ๒๒๔/๑ จริงอยู่ วรรคสุดท้ายของท่านใช้คำว่า ข้อตกลงใดขัดกับวรรคหนึ่งให้ตกเป็นโมฆะ แต่ท่านมาดู ในส่วนนี้ว่าท่านเขียนไว้ว่าหนี้เงินนั้นให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราที่กำหนด ตามมาตรา ๗ มาตรา ๗ แก้ต่อไปนี้ละครับ บวกด้วยร้อยละ ๒ ต่อปี และบวกด้วยงวดใด ลูกหนี้ผิดนิดชำระหนี้ในงวดใดเจ้าหนี้อาจเรียกดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดได้เฉพาะต้นเงิน ของงวดที่ผิดนัดนั้น ผมก็เห็นด้วยในจุดนี้ เพียงแต่ว่าท่านไปใส่ในมาตราที่บอกว่า เห็นไหม ในมาตรา ๖ บัญญัติตามมาตรา ๗ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ท่านไปแก้ว่า ให้ใช้แก่การคิดดอกเบี้ยที่มีกำหนดชำระตั้งแต่วันที่กำหนดนี้ แต่ไม่กระทบเห็นไหม ไม่กระทบกระเทือนถึงดอกเบี้ยในระหว่างกรอบพระราชกำหนดนี้ ในเมื่อพระราชกำหนดตัว นี้ใช้บังคับเมื่อใด ผมก็ยืนยันอยากให้ท่านว่ามันมีผลเลย ส่วนที่คิดอันก่อนให้กลับมาคิดใหม่ ก็อยากให้มันเป็นโมฆะเหมือนในมาตรา ๒๒๔ ให้มันเป็นโมฆะไปเลย มาตรา ๒๒๔/๑ ให้มันเป็นโมฆะไป ข้อตกลงเก่าให้มันเป็นโมฆะ แล้วให้มาใช้ตามกฎหมายฉบับนี้ไปเลย อย่าไปผูกพันที่เขาทำไว้ มันเป็นปัญหาใหญ่มันติดอยู่ ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับ ในช่วงเวลา พระราชกำหนดใช้บังคับแต่เขียนไว้ในมาตรา ๗ อันนี้ไม่กระทบ ใช้ไป จะเห็นว่าในเมื่อ กฎหมายมันใช้บังคับแล้วก็ให้มันมีผลทันที ไม่ว่าติดค้างมาเก่าหรือใหม่ ที่ผมพูดนี้มุ่งเน้น ไปที่พี่น้องประชาชนซึ่งผูกพันหนี้สินมาแต่ก่อนเขาจะได้มีแรงให้เขาใช้ได้ในส่วนที่เขาคิดใหม่ ไม่ต้องไปผูกพันยังติดค้างเก่าอยู่ ผมกราบเรียนแบบนี้ว่าแล้วสถาบันการเงินอื่นท่านยังเขียนร้อยละ ๑๕ อยู่นะที่ผมเขียนในที่ผู้ชี้แจงไปก่อนแล้วว่า ร้อยละ ๑๕ ในสถาบันการเงิน ทำไมไม่ไป ผูกพันหมด กฎหมายฉบับนี้มันมีผลผูกพันไปหมด ไม่ว่าสถาบันการเงิน ธนาคารอื่น หรือ สหกรณ์ออมทรัพย์ โดยเฉพาะครูบ้านผมทั้งจังหวัดเป็นหนี้สหกรณ์ใกล้จะล้มละลายนะถ้าไม่ มีเงินเดือน ผมถึงกราบเรียนว่าครูก็ให้เขาอยู่ได้ สหกรณ์ก็กลับมาใช้กฎหมายฉบับนี้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฉบับนี้ ไม่ควรจะเปิดให้สหกรณ์ไปคิดในดอกเบี้ยที่สูงกับ ครู อย่ามากินเลือดกันผมพูดง่าย ๆ อย่ามากินเลือดของครูเลย ผมถึงกราบเรียนว่านี่คือเป็น ประเด็นที่ผมสนับสนุน เพียงแต่ว่าอยากให้แก้ในบางเรื่องเท่านั้นเอง ขอบคุณมากท่าน ประธานครับ