ศิริกัญญา ชี้ปัญหาดอกเบี้ยผิดนัด วอนกำกับสถาบันการเงินเป็นธรรม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๖๔

ศิริกัญญา ตันสกุล หารือประเด็นการเรียกเก็บดอกเบี้ยผิดนัดและค่าธรรมเนียมที่ไม่เป็นธรรมจากสถาบันการเงินและหน่วยงานต่างๆ พร้อมเรียกร้องให้มีการปรับปรุงกฎหมายและกำกับดูแลมาตรฐานกลางเพื่อความเป็นธรรมต่อลูกหนี้ โดยเฉพาะในบริบทเศรษฐกิจปัจจุบันและผลกระทบต่อลูกหนี้ในอดีตที่ถูกเรียกเก็บดอกเบี้ยอัตราสูงมานานกว่า 95 ปี

นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานค่ะ ศิริกัญญา ตันสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ค่ะ สำหรับ พ.ร.ก. ฉบับนี้ ดิฉันขอกล่าวโดยสรุปสาระสำคัญอีกสักครั้งหนึ่งหลังจากที่ท่านรัฐมนตรีได้พูด ไปแล้วนะคะ เรื่องแรก ก็คือมีการลดอัตราดอกเบี้ยในกรณีที่สัญญาหรือว่ากฎหมายไม่ได้ กำหนดดอกเบี้ยไว้ล่วงหน้า โดยลดจาก ๗.๕ เปอร์เซ็นต์ เหลือ ๓ เปอร์เซ็นต์ต่อปี ซึ่งก็เป็น เรื่องที่ดีมากส่วนในกรณีที่ลูกหนี้ผิดนัดชำระ ซึ่งไม่เคยมีกำหนดอัตราดอกเบี้ยผิดนัดชำระมา ก่อนได้กำหนดว่าสามารถที่จะคิดดอกเบี้ยผิดนัดเพิ่มได้อีก ๒ เปอร์เซ็นต์ รวมแล้วในกรณีที่ ผิดนัดจะคิดได้ที่อัตรา ๕ เปอร์เซ็นต์ต่อปี ในส่วนที่ ๒ ที่มีการแก้ไขก็คือการเพิ่มหลักเกณฑ์ การคิดดอกเบี้ยผิดนัดว่า ในกรณีที่มีการผิดนัดให้คิดดอกเบี้ยบนงวดที่มีการผิดนัด แทนที่จะ คิดจากเงินงวดที่เหลือทั้งหมด ซึ่งตรงนี้ก็ต้องขอชมเชยการแก้กฎหมายประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ในครั้งนี้ เพราะเป็นการช่วยเหลือลูกหนี้ให้ได้รับความเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น ไม่ว่า จะเป็นการคำนวณดอกเบี้ยผิดนัดชำระหรือว่าปรับลดอัตราดอกเบี้ยทั้งที่ไม่ได้กำหนดไว้ แล้วก็ดอกเบี้ยผิดนัดชำระลงให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันมากยิ่งขึ้น เพราะว่าปัจจุบัน อัตราดอกเบี้ย ทั้งอัตราดอกเบี้ยนโยบาย อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก เงินกู้ ก็ถูกปรับลดลงมาจาก เดิมมากแล้ว แต่ก็ต้องบอกว่าเป็นความเป็นธรรมที่มาค่อนข้างล่าช้าเหลือเกิน ประชาชนต้อง รอเกือบ ๑๐๐ ปี ท่านประธานคะ ฟังไม่ผิด กว่า ๙๕ ปี ที่ได้มีการออกประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์กำหนดอัตราดอกเบี้ยในกรณีที่ไม่ได้บรรจุไว้ในสัญญาที่ ๗.๕ เปอร์เซ็นต์ ออกมาตั้งแต่ปี ๒๔๖๘ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นการคำนวณดอกเบี้ยผิดนัด ที่ผิดนัด งวดเดียว แต่ถูกคิดดอกเบี้ยผิดนัดจากเงินต้นที่เหลือทั้งหมด ในกรณีนี้เป็นการที่เอารัด เอาเปรียบลูกหนี้เป็นอย่างมาก แล้วความเสียหายที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้ใครจะเป็น ผู้รับผิดชอบ ดิฉันขอยกกรณีตัวอย่างนะคะ สมมุติว่าเราซื้อบ้านมา ๕ ล้านบาท ผ่อนมาแล้ว ๒๐ ปี ๒๔๐ งวด หมายความว่าต้องผ่อน ๒๐ ปี แต่ตอนกู้นี้มาผิดนัดในงวดที่ ๒๕ เงินต้น ที่เหลือ ๔,๗๗๐,๐๐๐ บาท ผิดนัดงวดที่ ๒๕ เจ้าหนี้สามารถที่จะคิดดอกเบี้ยที่ ๔.๗ ล้านบาท แต่ในความเป็นจริงนั้นเราควรจะคิดดอกเบี้ยที่เฉพาะเงินต้นที่ผิดนัดในงวดนั้น ๆ ซึ่งในกรณีนี้เงินต้นในงวดนั้นเพียงแค่ ๑๐,๐๐๐ บาท ดังนั้นภาระดอกเบี้ยที่เกิดขึ้น มันต่างกันมาก จากหลักหมื่นในกรณีเดิม ในกรณีใหม่จะอยู่ที่ประมาณหลักร้อยเท่านั้นเอง ที่ผ่านมามีลูกหนี้จำนวนมากที่ต้องแบกรับภาระที่ไม่เป็นธรรมนี้ ต้องมีลูกหนี้กี่ราย ที่ด้วยความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวหรือไม่กี่ครั้ง ต้องกลับมารับหนี้ก้อนใหญ่ภาระดอกเบี้ย พอกพูน ต้องมีลูกหนี้กี่รายที่ต้องกลายมาเป็นหนี้เสียทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ตั้งใจจะขาดส่งเลยแม้แต่ ครั้งเดียว แต่ด้วยว่าอัตราดอกเบี้ยผิดนัดที่มันสูงเกินไป แถมยังถูกคิดดอกเบี้ยจากเงินต้นทั้ง ก้อน แทนที่จะคิดเฉพาะงวดที่ขาดส่ง จนสุดท้ายก็ผ่อนต่อไม่ไหว ด้วยเพราะภาระดอกเบี้ย จากผิดนัดนี่เอง นี่ยังไม่ต้องพูดถึงสิ่งที่ยังไม่ได้มีการแก้ไขในกฎหมายฉบับนี้ ในกรณีที่ลูกหนี้ ส่งค่างวดโดยมีดอกเบี้ยค้างอยู่ในงวดที่ผ่านมาจากการผ่อนแล้วก็ผิดนัดชำระในงวดก่อนหน้า ค่างวดในแต่ละครั้งที่ส่งจะถูกนำไปตัดดอกเบี้ยก่อน แต่ด้วยความที่ดอกเบี้ยมันบาน เพราะว่าผิดนัดก่อนหน้า พอยิ่งส่งก็ยิ่งตัดแต่ดอก ไม่ถึงเงินต้นเสียที จนสุดท้ายก็ทำให้ลูกหนี้ บางรายก็ถอดใจเริ่มท้อค่ะ แล้วก็ไม่อยากที่จะส่งต่ออีกต่อไป แล้วก็กลายเป็นหนี้เสียในที่สุด แต่อย่างไรก็ตามดิฉันอยากฝากถึงลูกหนี้ทุกคนที่กำลังฟังดิฉันอยู่ตอนนี้ว่าก็อย่าเพิ่งสับสน เพราะว่ามันยังมีอีกหลายกรณีที่ไม่ได้อยู่ภายใต้บังคับใช้ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นี้

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)

ขอสไลด์ (Slide) ถัดไปค่ะ ในกรณีที่มีการทำสัญญากันไว้แล้ว แล้วก็ตกลงอัตราดอกเบี้ยผิดนัดชำระกันล่วงหน้าแล้ว ก็จะไม่เข้าเกณฑ์ตามการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ และยังสามารถที่จะเรียกเก็บดอกเบี้ย ได้ไม่เกิน ๑๕ เปอร์เซ็นต์ตาม พ.ร.บ. ห้ามเรียกอัตราดอกเบี้ยเกินอัตรา ซึ่งอันนี้ดิฉันคิดว่า ก็คงจะต้องมีการพิจารณาปรับลดกันหรือไม่ในสถานการณ์ดอกเบี้ยที่มันลดต่ำลงเหมือน ในปัจจุบันนี้

ในกรณีที่ ๒ ถ้ากฎหมายกำหนดอัตราดอกเบี้ยผิดนัดไว้โดยเฉพาะแล้ว กฎหมายแพ่งและพาณิชย์นี้ก็จะไม่บังคับใช้เช่นเดียวกัน เช่น กรณีมาตรา ๘ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน กำหนดให้นายจ้างเสียดอกเบี้ยผิดนัดให้แก่ลูกจ้างในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี อีกกรณีหนึ่ง มาตรา ๔๔ พระราชบัญญัติกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา คิดดอกเบี้ยผิดนัด ไม่เกินร้อยละ ๑๘ ต่อปี ฟังไม่ผิดค่ะ ร้อยละ ๑๘ ต่อปี แล้วก็ไม่ได้เข้าตามประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์นี้ด้วยซ้ำไป

ประเด็นที่ ๓ ดอกเบี้ยของสถาบันการเงิน สถาบันการเงินนั้นสามารถที่จะ เรียกเก็บดอกเบี้ยได้มากกว่าอัตรา ๑๕ เปอร์เซ็นต์ตาม พ.ร.บ. ห้ามเรียกอัตราดอกเบี้ย เกินอัตราอยู่แล้วตาม พ.ร.บ. ดอกเบี้ยให้กู้ยืมเงินของสถาบันการเงิน ดังนั้นถ้าท่านเป็นลูกหนี้ ธนาคารต้องบอกว่ามันไม่ได้ใช้บังคับแบบเดียวกันนะคะ สำหรับธนาคารพาณิชย์ ก็จะมีประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยที่กำหนดให้อัตราดอกเบี้ยผิดนัดชำระ สามารถบวกเพิ่มได้อีก ๓ เปอร์เซ็นต์ เดี๋ยวดิฉันจะเล่าต่อ แต่ที่ดิฉันยังสงสัยว่าตกลงมัน บังคับใช้ หรือไม่บังคับใช้อีก ๒ กรณีก็คือ กรณีของสหกรณ์ออมทรัพย์มีกฎหมายเฉพาะ หรือไม่ และในกรณีของบริษัทเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่ไม่ได้อยู่ภายใต้กำกับ ของธนาคารแห่งประเทศไทยจะถูกบังคับใช้ตามประมวลแพ่งและพาณิชย์นี้หรือไม่ เพราะว่าที่ผ่านมันเป็นความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่เป็นลูกหนี้บริษัทเหล่านี้ เป็นอย่างมากที่ถูกเรียกเก็บอัตราดอกเบี้ยผิดนัดชำระแบบตามอำเภอใจ บางราย ๒๐ เปอร์เซ็นต์ บางราย ๒๒ เปอร์เซ็นต์ บางราย ๓๖ เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้มีการกำกับดูแล ไม่ได้มีการวางมาตรฐานกลาง นอกจากอัตราดอกเบี้ยผิดนัดชำระแล้ว ก็ยังมีพวก ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ค่าทวงถามหนี้ หรือแม้แต่ค่าบริการ ที่ดิฉันไปเจอมาก็คือว่า มีผู้ประกอบการบางรายที่ภูเก็ตต้องเจอค่างวด ๖,๙๐๐ บาท แต่มีค่าเรียกเก็บอื่น ๆ ค่าทวงถามหนี้ ค่าดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม ค่าบริการอื่น ๆ รวมแล้วอีก ๗,๐๐๐ บาท ค่างวด ๖,๐๐๐ บาท แต่มีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีก ๗,๐๐๐ บาท แบบนี้มันไม่มี ความเป็นธรรมและไม่มีมาตรฐานกลางที่จะช่วยให้ความเป็นธรรมกับลูกหนี้ได้ ขอสไลด์ (Slide) ถัดไปค่ะ อันนี้เป็นตัวอย่างการคิดเบี้ยปรับของ กยศ. ในกรณีที่ไม่เกิน ๑ ปี คิดเบี้ยปรับถึง ๑๒ เปอร์เซ็นต์ของเงินต้นที่ค้างชำระด้วย ไม่ได้คิดที่เงินงวดที่ผิดนัดชำระ ถ้าเกิน ๑ ปีเบี้ยปรับเพิ่มขึ้นไปเป็น ๑๘ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็คิดบนเงินต้นค้างชำระด้วย ดิฉันเข้าใจแล้วว่าตอนนี้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ไม่ครอบคลุมไปถึง กยศ. แน่ ๆ แต่ก็อยากจะฝากท่านรัฐมนตรี ฝากผ่านท่านประธานไปนะคะ ว่าให้ช่วยแก้ไขในประเด็นนี้ ด้วย ขอหน้าถัดไปค่ะ อย่างที่ดิฉันบอกนะคะ ธนาคารพาณิชย์ไม่ได้อยู่ภายใต้กำกับนี้ และ ไม่ใช่เพียงแค่ธนาคารพาณิชย์ ยังรวมถึงถึงธุรกิจทางการเงิน บริการธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อรายย่อย สินเชื่อธุรกิจให้เช่าแบบลิสซิ่ง (Leasing) บริษัทบริหารสินทรัพย์ต่าง ๆ ที่อยู่ ภายใต้กำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย สำหรับของธนาคารแห่งประเทศไทยส่วนเพิ่มจะ ไม่เกิน ๓ เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่ ๒ เปอร์เซ็นต์แบบในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังนั้น ถ้าลูกหนี้จะใช้จุดอ้างอิงจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ก็ต้องดูให้ดีว่าท่านเองนั้น เป็นลูกหนี้ของเจ้าหนี้รายใดและเข้ากฎหมายแบบใดด้วย เดิมที่ผ่านมานี้มีการจัดเก็บ อัตราดอกเบี้ยผิดนัดชำระสูงมากทั้ง ๑๕ เปอร์เซ็นต์ก็มี ๑๘ เปอร์เซ็นต์ก็มี ๒๒ เปอร์เซ็นต์ก็มี ดังนั้นการที่มีการแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นี้ดิฉันคิดว่าดี มันจะเป็นจุดอ้างอิง ให้ลูกหนี้สามารถที่จะอ้างถึงได้ ในกรณีที่จะต้องเซ็นสัญญาใหม่กับเจ้าหนี้รายใหม่นะคะ แต่ก็ยังพอมีข่าวดีจากธนาคารแห่งประเทศไทยบ้าง ก็คือสำหรับลูกหนี้ธนาคารพาณิชย์และ สถาบันการเงินภายใต้กำกับมันจะมีเรื่องของการตัดชำระแบบใหม่ ซึ่งสำหรับประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่เรามีการแก้ไขในครั้งนี้ก็ยังไม่ครอบคลุม ที่ดิฉันคิดว่าเจ้าหนี้ รายอื่น ๆ ก็ควรจะนำมาใช้เป็นแบบอย่างด้วยเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น กยศ. บริษัท ไฟแนนซ์เช่าซื้อต่าง ๆ หรือว่าสหกรณ์ออมทรัพย์ ก็คือการตัดชำระ โดยตัดเฉพาะดอกเบี้ยที่ค้างชำระงวดที่เก่าที่สุดก่อน ที่ผ่านมาถ้าเราส่งค่างวดจะถูกนำไปคิด ไปตัดค่าธรรมเนียมในงวดที่มีการค้างชำระที่เหลือทั้งหมดก่อนแล้วค่อยมาตัดเงินต้น ทั้งค่าธรรมเนียม ทั้งดอกเบี้ย ซึ่งที่ผ่านมามันทำให้ลูกหนี้ท้อ เพราะว่ายิ่งส่ง ส่งเท่าไรมันก็ ไม่ถึงต้นเสียที ต้นไม่ลดเลย แล้วกรณีนี้ดิฉันได้ยินมาจากข้อร้องเรียนของลูกหนี้ กยศ. มาก เพราะว่า กยศ. ก็ไม่ได้ใช้วิธีนี้ ค้างชำระแค่ครั้งเดียวก็ทำให้ลูกหนี้เกิดความท้อแท้ที่จะส่งต่อ เพราะว่าดอกเบี้ยมันสูงมากเหลือเกิน ดังนั้นเมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยออกประกาศใหม่ ว่าในการส่งค่างวดในแต่ละงวดให้ไปตัดค่าธรรมเนียมงวดที่เก่าที่สุด ตัดดอกเบี้ยงวดที่เก่า ที่สุดก่อนแล้วไปตัดเงินต้นเลยก็จะมีความเป็นธรรมกับลูกหนี้ ทำให้ลูกหนี้มีกำลังใจที่จะส่ง หนี้ต่อ แล้วก็ลดการเป็นหนี้เสีย ลดจำนวนคดีที่จะเกิดขึ้นในศาล เพราะว่าอย่างที่ท่านบอก นะคะ ในแต่ละปีคดีผู้บริโภคเข้าฟ้องร้องในศาลแพ่งมีจำนวนประมาณ ๓ ล้าน แล้วก็ ส่วนใหญ่เป็นลูกหนี้สินเชื่อทั้งนั้นเลย ที่เป็นคดีสินเชื่อทั้งนั้นด้วย เพราะฉะนั้นก็ขอเรียกร้อง ให้เจ้าหน้าที่หน่วยงานต่าง ๆ ตรงนี้มันเป็นหน้าที่ของทางรัฐโดยตรง ไม่ว่าหน่วยงานใดจะ เป็นผู้กำกับเจ้าหนี้รายใดก็ขอให้เป็นผู้ที่อำนวยความเป็นธรรมให้กับลูกหนี้ด้วยค่ะ ขอบคุณ ค่ะ