อาคม แจงแก้กม.แพ่งด่วน ปรับอัตราดอกเบี้ยให้เป็นธรรม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๖๔

อาคม เติมพิทยาไพสิฐ ชี้แจงและเสนอให้ตราพระราชกำหนดแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยตามกฎหมายเดิมล้าสมัยและไม่เป็นธรรม ส่งผลให้ลูกหนี้เดือดร้อน โดยเฉพาะในช่วงวิกฤติโควิด-19 จึงจำเป็นต้องปรับอัตราดอกเบี้ยและดอกเบี้ยผิดนัดให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ พร้อมเพิ่มมาตรา 224/1 เพื่อจำกัดการคิดดอกเบี้ยผิดนัดเฉพาะต้นเงินของงวดที่ผิด และทำให้ข้อตกลงที่ขัดข้อนี้เป็นโมฆะ โดยมีเป้าหมายเพื่อลดภาระลูกหนี้ สร้างความเป็นธรรม และรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ขอกราบเรียนว่า คณะรัฐมนตรีได้มี มติเห็นชอบ เมื่อวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๖๔ ให้มีการตราพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๖๔ เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมอัตราดอกเบี้ยในกฎหมาย ซึ่งต่อมานายกรัฐมนตรีได้นำกฎหมายขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อทรงลง พระปรมาภิไธย ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๖๔

ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ โดยที่บทบัญญัติมาตรา ๑๗๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ได้กำหนดให้การตราพระราช กำหนดให้กระทำได้เฉพาะเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นว่าเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วน อันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ และในการประชุมรัฐสภาคราวต่อไปให้คณะรัฐมนตรีเสนอพระราช กำหนดนั้นต่อรัฐสภาเพื่อพิจารณาโดยไม่ชักช้า

ในโอกาสนี้รัฐบาลจึงขอกราบเรียนต่อสภาผู้แทนราษฎรถึงเหตุผลและ ความจำเป็น ตลอดจนสาระสำคัญของพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์โดยสรุปดังนี้

เหตุผลและความจำเป็น

โดยที่มาตรา ๗๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กำหนด แนวนโยบายแห่งรัฐให้มีกฎหมายเพียงเท่าที่จำเป็น และยกเลิก หรือปรับปรุงกฎหมาย ที่หมดความจำเป็น หรือไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ หรือที่เป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิต หรือการประกอบอาชีพโดยไม่ชักช้า เพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ประชาชน คณะกรรมการพัฒนา กฎหมายสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้เสนอต่อคณะรัฐมนตรีว่า อัตราดอกเบี้ย ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้ใช้บังคับมาเป็นเวลานานกว่า ๙๕ ปี โดยมิได้ มีการปรับปรุงให้สอดคล้องกับสภาพการณ์และสภาพเศรษฐกิจ และอัตราดอกเบี้ยคงที่ ที่มีการกำหนดไว้ที่ร้อยละ ๗.๕ ต่อปี เป็นอัตราที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากในธนาคารพาณิชย์ ในปัจจุบันที่มีอัตราเฉลี่ยเพียงร้อยละ ๐.๕ ต่อปีมาก จึงทำให้ลูกหนี้ได้รับความเดือดร้อนจาก ภาระดอกเบี้ยตามกฎหมายที่กำหนดไว้สูงเกินสมควร และส่งผลให้เกิดการประวิงเวลาฟ้อง คดีของเจ้าหนี้เพื่อหาประโยชน์จากความไม่เหมาะสมของอัตราดอกเบี้ยในกฎหมาย นอกจากนี้ปรากฏข้อเท็จจริงว่าในสัญญาให้สินเชื่อบางประเภทที่เจ้าหนี้มีอำนาจต่อรองสูง กว่าเจ้าหนี้มาก เจ้าหนี้จำนวนหนึ่งได้กำหนดวิธีการคำนวณดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ ในลักษณะที่เป็นการเอาเปรียบและไม่เป็นธรรมต่อลูกหนี้อย่างมาก โดยกำหนดให้เมื่อลูกหนี้ ผิดนัดไม่ชำระหนี้ในงวดใด เจ้าหนี้อาจคำนวณจำนวนดอกเบี้ยผิดนัดในงวดนั้นได้จากต้นเงิน ที่ยังคงค้างชำระทั้งหมด แทนที่จะคำนวณจากต้นเงินในงวดที่ถึงกำหนดชำระแล้วเท่านั้น ซึ่งเมื่อลูกหนี้ผิดนัดหลายงวดติดต่อกัน ดอกเบี้ยผิดนัดก็จะสะสมเป็นจำนวนที่สูงมาก จนทำให้ลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว เกิดเป็นหนี้เสียซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม และโดยที่ในขณะนี้ประเทศไทยกำลังประสบปัญหาการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) ทำให้ประชาชนและผู้ประกอบวิสาหกิจขนาดกลางและ ขนาดย่อมจำนวนมากไม่สามารถชำระหนี้ได้ดังเช่นในช่วงเวลาปกติ กระทรวงการคลัง จึงมีความเห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้นจากอัตราดอกเบี้ยในกฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ และวิธีการคำนวณจำนวนดอกเบี้ยผิดนัดที่ไม่เป็นธรรมดังกล่าวเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องมีการแก้ไข ถ้าเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ เพื่อประโยชน์ในอันที่จะ รักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดแก้ไข เพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นี้

ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ กระผมขออนุญาตสรุปสาระ สำคัญของพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ดังนี้

๑. แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๗ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งเป็นการปรับปรุงอัตราดอกเบี้ยที่ไม่ได้กำหนดโดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายอันชัดแจ้ง จากอัตราคงที่ร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ให้เป็นอัตราที่สามารถปรับเปลี่ยนให้มีความสอดคล้องกับ สภาพการณ์และสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป โดยปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้เหลือร้อยละ ๓ ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราที่เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจของประเทศตามข้อเสนอของ ธนาคารแห่งประเทศไทย และกำหนดให้สามารถปรับเปลี่ยนคิดอัตราดอกเบี้ยให้ลดลงหรือ เพิ่มขึ้นได้ โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา พร้อมทั้งกำหนดให้กระทรวงการคลังมีหน้าที่ พิจารณาทบทวนอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวทุก ๓ ปี โดยทบทวนให้มีอัตราใกล้เคียงกับอัตรา เฉลี่ยระหว่างอัตราดอกเบี้ยเงินฝากกับอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของธนาคารพาณิชย์

๒. แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๒๒๔ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งเป็นการปรับปรุงอัตราดอกเบี้ยผิดนัด จากอัตราคงที่ร้อยละ ๗.๕ ต่อปี เป็นอัตรา ที่สามารถปรับเปลี่ยนให้มีความสอดคล้องกับสภาพการณ์และสภาพเศรษฐกิจ ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยกำหนดให้เป็นอัตราที่เชื่อมโยงกับอัตราดอกเบี้ย ตามมาตรา ๗ และบวกอัตราเพิ่มอีก ร้อยละ ๒ ต่อปีเพื่อจูงใจให้ลูกหนี้ชำระหนี้ตรงเวลา ซึ่งอัตราดอกเบี้ยผิดนัดที่กำหนดใหม่นี้ จะเท่ากับร้อยละ ๕ ต่อปี อันเป็นอัตราที่เหมาะสมสำหรับการใช้บังคับในระยะแรกก่อนที่จะ มีการทบทวนอัตราดอกเบี้ยตามมาตรา ๗ ต่อไป สำหรับหลักการสำคัญอื่นในมาตรา ๒๒๔ อันได้แก่ การกำหนดให้เจ้าหนี้อาจเรียกดอกเบี้ยผิดนัดสูงขึ้นได้หากมีเหตุอื่นอันชอบ ด้วยกฎหมาย การห้ามคิดอัตราดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดและการให้เจ้าหนี้ สามารถพิสูจน์ค่าเสียหายอย่างอื่นได้นั้นยังคงหลักการเดิมของกฎหมายไว้

๓. เพิ่มมาตรา ๒๒๔/๑ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เพื่อให้ การคำนวณดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ในหนี้ที่ลูกหนี้มีหน้าที่ผ่อนชำระเป็นงวดมีความชัดเจน และเป็นธรรมต่อลูกหนี้ยิ่งขึ้น โดยกำหนดให้เมื่อลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้ในงวดใด เจ้าหนี้อาจ คำนวณจำนวนดอกเบี้ยผิดนัดได้เฉพาะจากต้นเงินของงวดที่ลูกหนี้ผิดนัดแล้วเท่านั้น ไม่อาจคำนวณจำนวนดอกเบี้ยผิดนัดจากต้นเงินที่ยังคงค้างชำระทั้งหมดได้ และกำหนด เป็นหลักการเพิ่มเติมในวรรคสองว่า ถ้าสัญญาใดมีข้อตกลงที่อนุญาตให้เจ้าหนี้อาจคำนวณ จำนวนดอกเบี้ยได้จากต้นเงินที่ยังคงค้างชำระทั้งหมดให้ข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะ

๔. กำหนดบทเฉพาะกาลให้มาตรา ๗ และมาตรา ๒๒๔ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชกำหนดนี้ใช้กับการคิดดอกเบี้ยที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนด ใช้บังคับ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนด ใช้บังคับ และกำหนดให้มาตรา ๒๒๔/๑ ซึ่งเพิ่มโดยพระราชกำหนดนี้ใช้กับการคิดดอกเบี้ย ผิดนัดในงวดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดใช้บังคับ ซึ่งจะมีผลให้ข้อตกลง ที่กำหนดให้เจ้าหนี้คำนวณดอกเบี้ยจากต้นเงินที่ค้างชำระทั้งหมดตกเป็นโมฆะทันที

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ กระผมขออธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับประโยชน์ในการตราพระราชกำหนดฉบับนี้ต่อประชาชน โดยประชาชนจะได้รับประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยในกฎหมายที่มีความสอดคล้องกับ สภาพการณ์และสภาพเศรษฐกิจ ลดภาระของลูกหนี้จากการชำระดอกเบี้ยในอัตราที่สูงเกิน สมควร และยังเป็นการแก้ปัญหาที่เจ้าหนี้จำนวนหนึ่งประวิงเวลาการฟ้องคดีโดยมุ่งหวัง ที่จะหากำไรจากอัตราดอกเบี้ยในกฎหมายอย่างไม่สมควร นอกจากนี้การกำหนดวิธีการ คำนวณดอกเบี้ยผิดนัดในหนี้ที่ลูกหนี้มีหน้าที่ผ่อนชำระเป็นงวด โดยให้เจ้าหนี้อาจคำนวณ จำนวนดอกเบี้ยได้เฉพาะจากต้นเงินของงวดที่ลูกหนี้ผิดนัดแล้ว จะมีผลสำคัญให้ลูกหนี้ มีภาระจากดอกเบี้ยผิดนัดที่ลดลงและได้รับความเป็นธรรมยิ่งขึ้น โดยเฉพาะลูกหนี้ที่เป็น ผู้ประกอบวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมจำนวนมากที่ไม่ได้ตั้งใจจะผิดนัดชำระหนี้ แต่ต้องตกเป็นผู้ผิดนัดเนื่องจากผลกระทบทางเศรษฐกิจและการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อ ไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) จึงอาจกล่าวได้ว่าการตราพระราชกำหนดนี้ จะช่วยลดจำนวนการฟ้องร้องดำเนินคดีระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ และลดโอกาสในการเกิด หนี้เสียในภาคส่วนต่าง ๆ อันจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ อย่างมีนัยสำคัญกระผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้จะได้พิจารณาอนุมัติ พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๖๔ เพื่อปรับปรุง อัตราดอกเบี้ยในกฎหมายให้มีความสอดคล้องกับสภาพการณ์และสภาพเศรษฐกิจและ เพื่อลดภาระและสร้างความเป็นธรรมให้แก่ลูกหนี้ที่ผิดนัดชำระหนี้ ตลอดจนเพื่อรักษา เสถียรภาพและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศในช่วงเวลาวิกฤติเศรษฐกิจจากการ แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) ต่อไป ขอกราบ ขอบพระคุณครับ