นิคม บุญวิเศษ อภิปรายพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยชื่นชมคณะรัฐมนตรีที่ออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ แต่ชี้ว่ายังต้องขยายความครอบคลุมการทำนิติกรรมทุกประเภท และเสนอให้ปรับปรุงอัตราดอกเบี้ยไม่ให้สูงเกิน ๓ เปอร์เซ็นต์ ห้ามคิดดอกเบี้ยซ้ำซ้อน และลดการคำนวณดอกเบี้ยจากเงินต้นส่วนที่ค้างชำระเพื่อป้องกันปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัว
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายนิคม บุญวิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมขออภิปรายพระราชกำหนด แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ฉบับวันนี้ จริง ๆ แล้วอยากจะปรบมือให้ คณะรัฐมนตรี กระทรวงการคลังสัก ๑๐๐ ครั้ง ที่ท่านได้นำพระราชกำหนดนี้เข้ามาใน สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งผมเห็นว่ามันมีประโยชน์กับพี่น้องประชาชนและผู้ประกอบการเป็นอันมากครับ ท่านประธาน เพียงแต่เท่าที่ผมได้นั่งอ่านมันเพียงแต่ดีเฉพาะพระราชกำหนดนี้ แต่ไม่ได้ครอบคลุมการกู้เงินหรือการทำนิติกรรมอย่างทั่วถึง เพราะการทำนิติกรรม มันมีหลากหลาย ถ้ารัฐบาลจะกรุณาช่วยเหลือพี่น้องประชาชนหรือผู้ประกอบการโดยแท้จริง ผมอยากให้ออกพระราชกำหนดนี้เพิ่มเติมให้ครอบคลุมการทำนิติกรรมทุกนิติกรรมที่เอา เปรียบลูกหนี้ คือนิติกรรมใดที่เจ้าหนี้ไม่เอาเปรียบลูกหนี้เราไม่ว่าครับ แต่ส่วนใหญ่แล้วลูกหนี้ จะเป็นผู้ถูกกระทำ ถึงแม้จะมีสัญญาก็ตามครับ ลูกหนี้ ผมเชื่อว่าหลายคนในประเทศไทยเกิน ครึ่งประเทศที่เป็นหนี้ แล้วรู้สึกว่าตัวเองมีความลำบาก แต่ไม่รู้จะแก้ไขอย่างไร บางคน พยายามทำงานประจำแล้วก็หางานเพิ่มเติมเพื่อนำเงินมาผ่อนชำระหนี้ ไม่ว่าจะเป็นบ้าน เป็น รถยนต์หรืออะไรก็แล้วแต่ผมเชื่อว่าหลายคนที่เป็นหนี้กับธนาคารไม่มีใครตั้งใจที่อยากจะขาด การชำระหนี้อย่างต่อเนื่อง เพราะนั่นหมายถึงชื่อเสียงของตัวเอง แต่ที่ผ่านมาเราต้องยอมรับ ว่าเศรษฐกิจของประเทศมันย่ำแย่ ไม่ว่าจะการบริหารของรัฐบาลที่ผ่านมาก็ตามหรือไวรัสโค โรนา (Virus Corona) ก็ตาม เราต้องยอมรับว่ามันเป็นเหตุสุดวิสัยที่ประชาชน ไม่สามารถที่จะชำระหนี้ได้ตามกำหนดทุกงวดจึงเป็นภาระนะครับ รัฐบาลได้ออกพระราช กำหนดนี้ออกมาถือว่าช่วยได้ในส่วนหนึ่ง ถึงแม้จะออกมาช้าก็ตามครับ แต่ก็จะเป็นประโยชน์ กับบุคคลที่ยังไม่ล้มละลาย แต่คนที่เป็นหนี้เป็นสินจนล้นพ้นตัว โดนยึดทรัพย์ ล้มละลาย ไปแล้ว กลุ่มคนเหล่านี้รัฐบาลจะช่วยแก้ไขอย่างไร ผมอยากให้คิดต่อนะครับ เพราะกลุ่มคน เหล่านี้เขาก็ได้รับผลกระทบจากเหตุที่ผมได้เอ่ยมาเมื่อสักครู่นี้เช่นกัน พระราชกำหนดนี้ มีมาตราที่ผมเห็นว่ามีประโยชน์อยู่ประมาณ ๓ มาตรา ก็คือมาตรา ๓ มาตรา ๔ มาตรา ๕ อยู่ ๓ มาตราหลัก ๆ ซึ่งในมาตรา ๓ เขาบอกว่าให้ยกเลิกความในมาตรา ๗ แล้วใช้ ข้อความนี้แทน นั่นหมายถึงว่าในมาตรา ๗ ที่ได้บัญญัติขึ้นมาใหม่นั้นได้กำหนดดอกเบี้ย ที่การทำนิติกรรมที่ไม่ได้กำหนดดอกเบี้ยไว้ให้กำหนดดอกเบี้ยแค่ ๓ เปอร์เซ็นต์ อันนี้เป็นเรื่องดีครับ เดิมทีมันจะอยู่ประมาณ ๗.๕ เปอร์เซ็นต์ ถ้ามีการผิดนัดก็จะเพิ่มขึ้น เป็น ๑๕ ๑๘ ก็ว่ากันไปตามที่ลูกหนี้ทราบดีแล้วให้กระทรวงการคลังทบทวนทุก ๓ ปี นั่นหมายถึงว่ากระทรวงการคลังก็จะมาพิจารณาเรื่องเศรษฐกิจของประเทศ แล้วก็จะมา พิจารณาโดยเอาผลเฉลี่ยระหว่างเงินฝากกับเงินกู้นะครับ ยกตัวอย่างถ้าเงินฝากได้ดอกเบี้ย ๑ บาท เงินกู้เสียดอกเบี้ย ๕ บาท ผลเฉลี่ยมันก็อยู่ตรงกลางก็คือ ๓ บาท ร้อยละ ๓ อันนี้คือความหมายของมาตรา ๗ นะครับ ส่วนในมาตรา ๔เขาบอกว่า ให้ยกเลิกความ ในมาตรา ๒๒๔ โดยใช้ความนี้แทน ก็คือมาตรา ๒๒๔ นั้น หนี้สินให้คิดดอกเบี้ยในระหว่าง ผิดนัด ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดหมายถึงว่าให้คิด ๓ เปอร์เซ็นต์ บวกค่าปรับ ถ้าคิดแบบชาวบ้านก็คือค่าปรับอีก ๒ เปอร์เซ็นต์ นั่นหมายถึงว่าให้คิดดอกเบี้ย ๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ห้ามมิให้มีการคิดดอกเบี้ยซ้ำซ้อนกัน อันนี้คือเป็นข้อดีมากนะครับในมาตรา ๒๒๔ อีกมาตราหนึ่ง มาตรา ๒๒๔/๑ ยิ่งดีไปใหญ่ครับ เพราะถ้าเกิดมีการผิดนัดชำระหนี้ ให้นำต้นเงินที่ขาดชำระ หมายถึงว่าที่ขาดผ่อน เช่น เราผ่อนมาแล้ว ๒๐ งวด งวดละ ๑๐,๐๐๐ บาท ในงวดที่ ๑๑ ไม่สามารถผ่อนได้นะครับ ขาดส่ง ให้นำเงิน ๑๐,๐๐๐ บาทนั้นมาคิดดอกเบี้ย ไม่ใช่เอา ทั้งเงินต้นมาคิดดอกเบี้ยเหมือนในอดีตที่ผ่านมา นี่คือเป็นเรื่องดีมาก ๆ ครับ อดีตที่ผ่านมา ถ้าส่งมาโดยตลอด ๒๐ งวดที่ ๒๑ ปรากฏว่าหาเงินไม่ทันแล้วมาผ่อนต่องวดที่ ๒๒ งวดที่ ๒๓ งวดที่ ๒๔ มันส่งผลให้งวดที่ ๒๒ งวดที่ ๒๓ งวดที่ ๒๔ ถือว่าเป็นการผ่อนไม่ตรงด้วย คิดดอกเบี้ยตั้งแต่ทบต้นมาเลยครับ นี่คือเป็นสิ่งที่เจ้าหนี้เอาเปรียบลูกหนี้ แล้วยังบวกค่าทวง ถาม ค่าติดตามสารพัด ลูกหนี้ไม่สามารถที่จะไปร้องใครได้ครับ จนสุดท้ายไม่สามารถผ่อนได้ ขึ้นโรงขึ้นศาลกันท่านประธานครับ ต้องขอความเมตตาจากศาล หลายท่านก็มาอธิบาย ให้ผมฟัง ผมก็ขอเล่าในที่ประชุมแห่งนี้ว่าพอไปขึ้นศาล ศาลก็ให้ความเป็นธรรมครับ บางคน มีหนี้ ๑ ล้านกว่าบาท ยกตัวอย่าง ๑,๖๐๐,๐๐๐ บาท ขาดการชำระหนี้มาประมาณสัก ๒ ปี กระมังครับ ดอกเบี้ยขึ้นไปอีก ๒ ล้านบาท เป็น ๓,๖๐๐,๐๐๐ บาท ก็ไม่สามารถผ่อนได้ พอไปขึ้นศาล ศาลก็มีความเมตตาต่อรองไปต่อรองมาก็เหลือประมาณ ๑,๖๐๐,๐๐๐ บาท เป็นเช่นนี้ครับ ฉะนั้นผมคิดว่าถ้า พ.ร.ก. ฉบับนี้เข้ามาผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง เพราะมันเป็น ประโยชน์กับทั้งลูกหนี้ ทั้งเจ้าหนี้ครับ โดยเฉพาะประโยชน์กับประเทศเรานี่ล่ะ เศรษฐกิจ มันจะสามารถเดินได้ ถ้าลูกหนี้สามารถชำระหนี้ได้ ถ้าเจ้าหนี้สามารถเก็บเงินได้มันประโยชน์ ร่วมกันท่านประธานครับ ผมจึงเห็นว่าควรจะให้ พ.ร.บ. ฉบับนี้ผ่านโดยเร็วและขอฝากไว้ว่า ถ้าจะให้ดีควรจะมีพระราชกำหนดออกมาให้ครอบคลุมมากกว่านี้ แล้วก็ให้ช่วยเหลือ ผู้ประกอบการหรือลูกหนี้ที่ล้มละลาย ด้วยเขาโดนเก็บหนี้ที่ไม่เป็นธรรมดอกแพงขึ้น ๑๘ เปอร์เซ็นต์ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ๒๒ เปอร์เซ็นต์ มันมีจริง ๆ ครับ ท่านไปตรวจสอบเถอะครับ คนเหล่านี้ไม่สามารถที่จะฟื้นฟูฟื้นสภาพได้เลย เราจะทำอย่างไรให้คนเหล่านี้สามารถฟื้น สภาพได้ แล้วก็ได้อานิสงส์จากการออก พ.ร.ก. ฉบับใดฉบับหนึ่งที่รัฐบาลควรจะทำขึ้นใน อนาคตนี้ ขอฝากเพื่อที่จะให้ประชาชนทุกคนได้ประโยชน์ร่วมกันกราบขอบพระคุณมากครับ