เศรษฐพุฒิ แจง พ.ร.ก.ฟื้นฟู 3.5 แสนล้าน ช่วยธุรกิจ-พักหนี้-ไม่เพิ่มหนี้สาธารณะ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๖๔

เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ชี้แจงความจำเป็นในการออก พ.ร.ก. ฟื้นฟูเศรษฐกิจวงเงิน 350,000 ล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่องและช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 โดยปรับเงื่อนไขสินเชื่อให้เอื้อเฟื้อมากขึ้น ทั้งการเพิ่มวงเงินกู้ ขยายระยะเวลา และลดดอกเบี้ย พร้อมเสนอโครงการพักทรัพย์พักหนี้เพื่อบรรเทาภาระลูกหนี้และรักษาการจ้างงาน โดยเน้นบทบาทของสถาบันการเงินร่วมกับ ธปท. และ บสย. ในการขับเคลื่อนมาตรการอย่างมีประสิทธิภาพ โดยย้ำว่ากรอบวงเงินดังกล่าวไม่เพิ่มภาระหนี้สาธารณะ เนื่องจากเป็นการบริหารสภาพคล่องชั่วคราวที่รัฐบาลรับเฉพาะดอกเบี้ย 6 เดือนแรกและร่วมรับความเสียหายกรณีลูกหนี้ผิดนัดชำระผ่านกลไกค้ำประกันของ บสย.

นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

กราบ เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติ กระผม นาย เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ขออนุญาตกราบเรียน รายละเอียดเกี่ยวกับพระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับ ผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ พ.ศ. ๒๕๖๔ หรือ พ.ร.ก. ฟื้นฟู และประเด็นที่ท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติได้ตั้งคำถามหรือมีข้อสังเกตไว้ โดยจะ ขอเรียนการชี้แจงใน ๓ ประเด็น ดังต่อไปนี้

ประเด็นแรก เป็นเรื่องความจำเป็นในการออก พ.ร.ก. ฟื้นฟูฉบับนี้เพื่อมา เติมเต็มความช่วยเหลือให้กับธุรกิจและประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ตั้งแต่ปี ๒๕๖๓ เป็นต้นมา การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-๑๙ (Virus COVID-19) ส่งผลกระทบรุนแรงต่อ เศรษฐกิจไทย สะท้อนจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หดตัวถึงร้อยละ ๖.๑ ในปี ๒๕๖๓ ซึ่งเป็น การหดตัวครั้งแรกในรอบ ๒๐ ปีหลังวิกฤติต้มยำกุ้ง โดยในเดือนเมษายนที่เป็นช่วงต้น ของการระบาด ธปท. ร่วมกับกระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกมาตรการ ทางการเงินเพื่อเสริมสภาพคล่องแก่ภาคธุรกิจภายใต้พระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือ ทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส โคโรนา ๒๐๑๙ พ.ศ. ๒๕๖๓ หรือ พ.ร.ก. ซอฟต์โลน ซึ่งในขณะนั้นยังประเมิน ว่าสถานการณ์ระบาดแม้จะส่งผลรุนแรง แต่จะคลี่คลายได้ในระยะเวลาไม่นาน มาตรการ จึงเน้นการเยียวยาระยะสั้นและเร่งด่วน แต่การระบาดกลับยืดเยื้อกว่าที่คาดไว้ ทำให้รายได้ ของทั้งธุรกิจและแรงงานลดลง โดยเฉพาะในภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวที่มี ความสำคัญกับเศรษฐกิจไทยสูงถึงร้อยละ ๑๒ ของจีดีพี (GDP) และมีการจ้างงานสูงถึง ร้อยละ ๒๐ ของการจ้างงานทั้งหมด โดย ธปท. คาดว่าการระบาดระลอกล่าสุดจะส่งผลให้ จีดีพี (GDP) ของประเทศในปี ๒๕๖๔ ลดลงจากเดิมร้อยละ ๓ เหลือไม่ถึงร้อยละ ๒ และ ทำให้การฟื้นตัวกลับสู่ระดับก่อนโควิด (COVID) ของเศรษฐกิจไทยเลื่อนออกไปจากไตรมาส ๓ ของปี ๒๕๖๕ เป็นไตรมาส ๑ ของปี ๒๕๖๖ และคาดว่าจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า ๓ ปี กว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจะกลับไปสู่ระดับก่อนโควิด (COVID) สถานการณ์ที่ยังมีความไม่ แน่นอนสูงทำให้หลายธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กหรือมีสายป่านสั้นได้รับผลซ้ำเติม ต้องการสภาพคล่องและการลดภาระหนี้โดยเร่งด่วน เห็นได้จากสภาพคล่องในระบบที่แม้จะ ยังสูง สินเชื่อในภาพรวมที่ยังเติบโตได้ถึงร้อยละ ๓.๘ ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมาเทียบกับ สินเชื่อเอสเอ็มอี (SMEs) ที่หดตัวร้อยละ ๑

๑๑๔/๑ สะท้อนว่าสภาพคล่องเหล่านั้นไม่ได้ถูกกระจายไปยังกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอี (SMEs) เท่าที่ควร มาตรการเดิมที่มีอยู่ทั้งการสภาพคล่องและการปรับโครงสร้างหนี้จึงยังไม่เพียงพอในการให้ ความช่วยเหลือผู้ประกอบธุรกิจ เนื่องจากความเสี่ยงของธุรกิจสูงขึ้น อีกทั้งการปรับเปลี่ยน เงื่อนไขใน พ.ร.ก. ซอฟต์โลน เดิมให้รองรับสถานการณ์ที่เปลี่ยนทำได้ยากและใช้เวลานาน ธปท. กระทรวงการคลังเห็นความจำเป็นเร่งด่วน จึงได้ยกร่าง พ.ร.ก. ฟื้นฟูนี้โดยกำหนด รูปแบบและเงื่อนไขในการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบธุรกิจให้ได้มากขึ้นและมีความยืดหยุ่น เพื่อรองรับสถานการณ์ในระยะข้างหน้าที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง รวมถึงบรรเทาผลกระทบ ต่อโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว

ท่านประธานสภาและท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติครับ ประเด็นที่ ๒ ที่กระผมจะขอกราบเรียนก็คือกลไกของมาตรการช่วยเหลือครั้งนี้ถูกออกแบบให้ตอบโจทย์ ความต้องการของธุรกิจได้จริงในสถานการณ์ปัจจุบัน ในการออกแบบให้มาตรการใน พ.ร.ก. ฟื้นฟูฉบับนี้เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกหนี้ได้หลากหลายกลุ่มและทันต่อ เหตุการณ์ ธปท. ได้ประสานความร่วมมือและหารือกับผู้เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด ทั้งในส่วนของ ลูกหนี้ผ่านสมาคมต่าง ๆ เช่น สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศ ไทย สมาคมโรงแรมไทย และส่วนของเจ้าหนี้ที่เป็นสถาบันการเงินต่าง ๆ ตลอดจนหน่วยงาน ภาครัฐที่เกี่ยวข้องที่จะมีส่วนช่วยสนับสนุนมาตรการ รวมถึงได้หารือและรับประเด็นต่าง ๆ ที่คณะกรรมาธิการหลายชุดได้กรุณาให้ความเห็นและเสนอแนะเป็นร่างพระราชกำหนด เพื่อปรับกลไกการให้สินเชื่อจาก พ.ร.ก. ซอฟต์โลน เดิม จนได้ข้อตกลงในมาตรการที่ เหมาะสมกับสถานการณ์และตอบโจทย์ความต้องการของทุกฝ่าย โดยมีวัตถุประสงค์ร่วมกัน ในการช่วยเหลือธุรกิจที่มีศักยภาพ แต่ได้รับผลกระทบรุนแรงให้สามารถประคับประคอง กิจการและพยุงการจ้างงาน รวมทั้งมีโอกาสที่จะฟื้นฟูศักยภาพและปรับธุรกิจเพื่อรองรับโลก หลังโควิด-๑๙ (COVID-19) ในระยะต่อไป มาตรการฟื้นฟูมีวงเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยความช่วยเหลือภายใต้มาตรการนี้มี ๒ ส่วน คือ การเติมสภาพคล่องใหม่ผ่านมาตรการ สินเชื่อฟื้นฟู วงเงิน ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท และการปลดภาระหนี้ให้กับลูกหนี้ที่มีทรัพย์สินเป็น หลักประกันผ่านโครงการพักทรัพย์พักหนี้ วงเงิน ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จากการหารือร่วมกัน ในส่วนของมาตรการสินเชื่อฟื้นฟูได้มีการปรับปรุงเงื่อนไขและกลไกจากมาตรการซอฟต์โลน (Soft Loan) เดิมให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่รุนแรงและยืดเยื้อกว่าคาด รวมถึง เอื้อให้ธุรกิจเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้นกล่าวคือ ๑. ปรับวงเงินสินเชื่อให้สูงขึ้นจากเดิมที่ร้อยละ ๒๐ ของยอดคงค้างสินเชื่อที่เบิกใช้ในปัจจุบันเป็นร้อยละ ๓๐ ของวงเงินสินเชื่อเพื่อให้ธุรกิจ มีสภาพคล่องมากขึ้นในการรองรับผลกระทบที่รุนแรงขึ้น ๒. ปลดเงื่อนไขให้ครอบคลุมธุรกิจ ในวงกว้างขึ้นโดยเอสเอ็มอี (SMEs) กลุ่มที่เดิมไม่เคยมีวงเงินสินเชื่อมาก่อนสามารถมาขอ สินเชื่อฟื้นฟูได้ ๓. ขยายระยะเวลากู้ยืมให้ยาวขึ้นจากเดิม ๒ ปี เป็น ๕ ปี ตามสถานการณ์ ที่ยืดเยื้อกว่าเดิมและคาดว่าระยะเวลา ๕ ปี จะเพียงพอให้เศรษฐกิจกลับสู่สภาวะปกติ ๔. อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นตามระยะเวลาสินเชื่อที่ยาวขึ้น และสะท้อนความเสี่ยงในปัจจุบัน แต่เฉลี่ยแล้วต้องไม่เกินร้อยละ ๕ ต่อปี โดยดอกเบี้ยในช่วง ๒ ปีแรกจะอยู่ที่ร้อยละ ๒ ต่อปี และลูกหนี้จะได้รับยกเว้นค่าดอกเบี้ยในช่วง ๖ เดือนแรก เพื่อบรรเทาภาระ ๕. ลูกหนี้เข้าถึง สินเชื่อได้ง่ายขึ้น โดยมีกลไกการค้ำประกันผ่านบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม หรือ บสย. ที่มีสัดส่วนการค้ำประกันความเสียหายเพิ่มขึ้นจากกลไก บสย. ปกติที่ร้อยละ ๓๐ เป็นร้อยละ ๔๐ ของความเสียหายที่จะเกิดขึ้น โดยออกแบบให้กลุ่มเอสเอ็มอี (SMEs) รายเล็กได้รับการค้ำประกันที่สูงกว่ากลุ่มอื่น ทั้งนี้เพื่อให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อให้กับ ลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงได้มากขึ้น โครงการพักทรัพย์พักหนี้ เป็นอีกมาตรการภายใต้ พ.ร.ก ฟื้นฟู โดยเป็นกลไกใหม่ที่ถูกออกแบบมาให้ความช่วยเหลือแก่ลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบรุนแรง และยืดเยื้อ ต้องใช้เวลานานกว่ากลุ่มอื่น ๆ ในการฟื้นตัว แต่ยังมีภาระหนี้ในการผ่อนชำระ ไม่สามารถใช้กลไกการปรับโครงสร้างหนี้ปกติได้ และมีทรัพย์สินเป็นหลักประกันอยู่กับ สถาบันการเงิน เช่น กลุ่มธุรกิจโรงแรมที่ได้รับผลกระทบชั่วคราวจากนักท่องเที่ยว ที่ลดลงมาก แต่จะกลับมาเปิดกิจการได้เมื่อกิจกรรมเศรษฐกิจกลับสู่ภาวะปกติ โดยลูกหนี้ ที่เข้าโครงการจะสามารถโอนทรัพย์สินไปไว้ที่สถาบันการเงินเพื่อหยุดภาระการชะหนี้ โดยมี สิทธิมาเช่าทรัพย์สินกลับเพื่อทำธุรกิจและสามารถซื้อสินทรัพย์คืนเป็นรายแรกด้วยราคาที่ เป็นธรรม

กลไกนี้จะบรรเทาปัญหาของลูกหนี้ได้ใน ๓ ด้านด้วยกัน ๑. ช่วยหยุดภาระ การชำระหนี้ของลูกหนี้ ๒. ช่วยให้ลูกหนี้หลีกเลี่ยงการขายทรัพย์สินในราคาที่ต่ำในช่วงที่ ความเสี่ยงสูงหรือที่เรียกกันว่า ไฟร์เซล (Fire sale) ๓. เปิดโอกาสให้ลูกหนี้กลับมาดำเนิน ธุรกิจได้อีกครั้งหลังสถานการณ์คลี่คลาย นอกจากนี้เพื่อดูแลให้เกิดความเป็นธรรม แก่ทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ โครงการพักทรัพย์พักนี้ได้ออกแบบกลไกการกำหนดราคาซื้อคืน ให้เหมาะสม ตรงไปตรงมาและให้ตกลงกันไว้ก่อน รวมทั้ง ธปท. ได้กำหนดให้มีมาตรการ ของสัญญาตีโอนทรัพย์และให้สถาบันการเงินทุกรายต้องส่งสัญญาดังกล่าวมาให้ ธปท. พิจารณาก่อนเข้าร่วมโครงการด้วย อย่างไรก็ตามมาตรการฟื้นฟูอาจไม่เหมาะสมกับทุกกลุ่ม ลูกหนี้ จึงต้องพิจารณาควบคู่ไปกับมาตรการช่วยเหลืออื่น ๆ ภายใต้สถานการณ์ที่ยืดเยื้อ และมีความไม่แน่นอนสูง ธุรกิจแต่ละรายมีปัญหาที่แตกต่างกัน จึงต้องการความช่วยเหลือ ที่เหมาะสมกับสภาพของปัญหา โดยสินเชื่อฟื้นฟูเป็นการเติมสภาพคล่องชั่วคราว เพื่อประคับประคองในช่วงแรกและใช้ฟื้นฟูกิจการเมื่อสถานการณ์ดีขึ้น ขณะที่โครงการ พักทรัพย์พักหนี้ช่วยปลดภาระหนี้ของกิจการที่มีทรัพย์สินเป็นหลักประกันเป็นสำคัญ ทั้ง ๒ มาตรการภายใต้ พ.ร.ก. นี้จึงเหมาะกับธุรกิจที่จะกลับมาดำเนินกิจการได้และชำระหนี้ ได้เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย สำหรับลูกหนี้กลุ่มอื่น ๆ จะสามารถได้รับความช่วยเหลือ จากมาตรการต่าง ๆ ที่ตอบโจทย์ได้ตรงกว่า เช่น การปรับปรุงโครงสร้างหนี้เพื่อเปลี่ยน เงื่อนไขการชำระหนี้ให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาหรือมาตรการช่วยเหลือขั้นต่ำสำหรับลูกหนี้ ธุรกิจและรายย่อยทุกกลุ่มแบบครบวงจร ตั้งแต่ที่ยังชำระหนี้ได้ไปจนถึงกลุ่มผิดนัดชำระหนี้

ท่านประธานสภาและท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติครับ ในประเด็นที่ ๓ กระผมขอเรียนให้ทราบความคืบหน้าของมาตรการและแนวทางการผลักดันในระยะต่อไป หลังจากที่ ธปท. ได้เริ่มเปิดให้สถาบันการเงินยื่นคำขอรับสภาพคล่อง เมื่อวันที่ ๒๖ เมษายน ที่ผ่านมา มีการเข้ามาขอรับความช่วยเหลือเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับสินเชื่อฟื้นฟูนั้นมี วัตถุประสงค์ในการเยียวยา ประคับประคองและฟื้นฟูกิจการให้สามารถกลับมาดำเนินธุรกิจ ได้ใหม่ โดยข้อมูล ณ วันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๖๔ มียอดสินเชื่อฟื้นฟูที่ปล่อยแล้วเป็นเงิน ทั้งสิ้น ๑๕,๘๕๕ ล้านบาท เป็นลูกหนี้จำนวน ๖,๖๑๑ ราย คิดเป็นยอดสินเชื่อเฉลี่ยอยู่ที่ ๒.๔ ล้านบาทต่อราย ซึ่งถือได้ว่าสินเชื่อกระจายลงไปยังเอสเอ็มอี (SMEs) ขนาดเล็ก โดยเฉพาะ กลุ่มที่มีวงเงินสินเชื่อเดิมต่ำกว่า ๕ ล้านบาท ถึงร้อยละ ๖๒ โดยส่วนใหญ่อยู่ในธุรกิจการ พาณิชย์ รองลงมาคือภาคบริการ และพบว่าจากผู้ได้รับสินเชื่อทั้งหมดกว่าร้อยละ ๖๔ เป็นธุรกิจที่อยู่ต่างจังหวัด ยอดการปล่อยสินเชื่อในช่วงแรกนี้ยังเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ตามที่ได้คาดไว้ว่าจะมีการเบิกใช้สินเชื่อเป็น ๓ ระยะด้วยกัน โดยในระยะแรกกิจกรรมทาง เศรษฐกิจและธุรกิจของกลุ่มเอสเอ็มอี (SMEs) ยังถูกกระทบจากการระบาด สินเชื่อส่วนใหญ่ จึงเป็นสินเชื่อหมุนเวียนและมูลค่าไม่สูง ในระยะที่ ๒ เมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวได้ ธุรกิจจะ ต้องการสภาพคล่องเพิ่มเติมในการปรับปรุงกิจการเพื่อเตรียมความพร้อม และในระยะที่ ๓ เมื่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับสู่ระดับปกติก็จะต้องใช้สินเชื่อเพื่อขยายหรือปรับเปลี่ยนธุรกิจ ซึ่งจะทำให้ยอดสินเชื่อเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และเป็นเหตุผลที่ทำให้ พ.ร.ก. นี้กำหนดระยะเวลา การมาขอสินเชื่อได้ยาวถึง ๒ ปี นอกจากนี้ธุรกิจขนาดใหญ่หลายรายได้ร่วมมือกับสถาบัน การเงินต่าง ๆ ในการช่วยเหลือธุรกิจรายย่อยที่เป็นคู่ค้าของตนให้สามารถเข้าถึงสภาพคล่อง จากมาตรการนี้เพิ่มเติม โดยให้ข้อมูลที่จำเป็นในการพิจารณาสินเชื่อ เช่น ประวัติและ ยอดขายในอดีตของคู่ค้าเพื่อให้สถาบันการเงินประเมินความเสี่ยงของธุรกิจได้ง่ายขึ้น ซึ่ง ธปท. สนับสนุนให้ธุรกิจขนาดใหญ่อื่น ๆ เร่งดำเนินการในแนวทางเช่นเดียวกันนี้เพื่อช่วย เสริมประสิทธิภาพของมาตรการและทำให้ลูกหนี้รายย่อยเข้าถึงความช่วยเหลือได้มากขึ้น สำหรับโครงการพักทรัพย์พักหนี้เป็นโครงการใหม่ต้องใช้เวลาหารือรายละเอียดเป็นรายกรณี โดยปัจจุบันมียอดอนุมัติเข้าร่วมโครงการแล้วจำนวน ๙๑๐ ล้านบาท จากลูกหนี้ ๔ ราย โดยส่วนใหญ่อยู่ในธุรกิจโรงแรม และลูกหนี้หลายรายอยู่ระหว่างการหารือกับสถาบันการเงิน แต่เนื่องจากการเข้าร่วมโครงการจะต้องมีการเจรจาเงื่อนไขและรายละเอียดเป็นรายกรณี ทำให้ต้องใช้เวลามากกว่าสินเชื่อฟื้นฟูในการได้ข้อสรุป ทั้งนี้เมื่อลูกหนี้และเจ้าหนี้มีความ เข้าใจและคุ้นเคยกับมาตรการมากขึ้น รวมทั้งเมื่อการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี การโอน ทรัพย์สินมีผลบังคับใช้แล้ว การเข้าร่วมโครงการนี้จะเพิ่มขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง อีกเรื่องที่ท่าน สมาชิกผู้ทรงเกียรติหลายท่านได้อภิปรายให้ความเห็นว่าการใช้ระบบธนาคารพาณิชย์ในการ ให้สินเชื่อภายใต้มาตรการนี้อาจทำให้เอสเอ็มอี (SMEs) เข้าถึงสินเชื่อได้ยาก ในประเด็นนี้ ขอชี้แจงว่าประเด็นสำคัญคงไม่ใช่แค่การเข้าถึงเพียงอย่างเดียว แต่ต้องรวมไปถึงว่าการช่วยเหลือนั้นเร็วและตรงจุดหรือไม่ ไปสู่ผู้ที่เดือดร้อนแต่มีโอกาส กลับมาทำธุรกิจได้หรือไม่ เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายมากจนเกินไปกับประเทศ ในอนาคต ซึ่งผู้จัดสรรสินเชื่อที่จะตอบโจทย์ดังกล่าวจำเป็นต้องรู้จักลูกหนี้ มีข้อมูล เข้าใจ ธุรกิจ ประเมินความเสี่ยงเป็น สถาบันการเงินทั้งภาคเอกชนและภาครัฐจึงเป็นตัวเลือก ที่เหมาะสมที่สุดในสภาวะปัจจุบันเทียบกับการใช้กลไกอื่น ๆ ที่มีความชำนาญและคุ้นเคย กับธุรกิจไม่เท่า แต่การพึ่งพากลไกตลาด กลไกสถาบันการเงินอย่างเดียวไม่เพียงพอ ในสภาวะปัจจุบัน พ.ร.ก. นี้จึงได้ออกแบบให้เพิ่มกลไกสภาพคล่องจาก ธปท. และการค้ำประกัน จาก บสย. เพื่อเพิ่มความมั่นใจว่าจะสามารถปล่อยสินเชื่อให้ลูกหนี้ที่เสี่ยงได้มากขึ้น นอกจากนั้น ธปท. ติดตามและดูแลการดำเนินงานของสถาบันการเงินอย่างใกล้ชิด ซึ่ง ธปท. ได้ออกประกาศและกฎเกณฑ์เป็นแนวปฏิบัติให้กับสถาบันการเงินเพื่อให้การดำเนินการ เป็นไปตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.ก. ด้วย

ท่านประธานและท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ กระผมขอเรียน ว่าโจทย์ใหญ่ของมาตรการนี้คือการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประกอบธุรกิจจาก ปัญหาโควิด-๑๙ (COVID-19) ให้ได้มากที่สุด นอกจากการออกแบบกลไกความช่วยเหลือที่ ตอบโจทย์ความเดือดร้อนแล้ว ที่สำคัญคือการมุ่งผลสัมฤทธิ์ของมาตรการ ที่ผ่านมา ธปท. จึงได้ติดตามและประเมินผลการขอสินเชื่ออย่างใกล้ชิด รวมทั้งเร่งรัดให้สถาบันการเงิน แต่ละแห่งมีมาตรการช่วยเหลือเชิงรุกที่เหมาะสมกับลูกหนี้แต่ละรายตามผลกระทบและ ความเดือดร้อนของลูกหนี้ และเร่งสื่อสารรายละเอียดของมาตรการไปยังสาขาอย่างเข้มข้น เพื่อให้พนักงานมีความเข้าใจและสามารถให้บริการแก่ลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกัน ธปท. เองก็ได้สื่อสารกับกลุ่มลูกหนี้ผ่านสมาคมต่าง ๆ และสื่อมวลชนทุกแขนง รวมทั้งจัดให้มี คอลเซ็นเตอร์ (Call Center) เฉพาะกิจเพื่อประชาสัมพันธ์รายละเอียดของมาตรการ อีกทางหนึ่งด้วย ทั้งนี้จากการหารือล่าสุดสถาบันการเงินจะสามารถปล่อยสินเชื่อจาก มาตรการใน ๖ เดือนจากนี้ได้กว่า ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และหากการให้ความช่วยเหลือ ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ธปท. ก็พร้อมที่จะเพิ่มกลไกในการผลักดันให้สถาบันการเงิน ดำเนินการได้เร็วยิ่งขึ้น

สุดท้ายนี้กระผมขอเรียนย้ำว่าวงเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทตาม พ.ร.ก. ฟื้นฟู ฉบับนี้ไม่ได้เป็นการกู้เงินของรัฐบาล และไม่ได้เป็นหนี้สาธารณะ แต่เป็น พ.ร.ก. ที่ให้อำนาจ ธปท. เป็นการชั่วคราวให้สามารถบริหารจัดการสภาพคล่องในระบบการเงินและระบบ เศรษฐกิจให้กระจายตัวไปยังผู้ที่ต้องการได้ตรงจุดมากขึ้น เมื่อสถานการณ์กลับเข้าสู่สภาวะ ปกติ ธปท. จะได้รับสภาพคล่องเหล่านั้นกลับคืนมา ส่วนที่รัฐบาลรับภาระจะมีเฉพาะ ดอกเบี้ยในช่วง ๖ เดือนแรก และความเสียหายที่ร่วมรับภาระกับสถาบันการเงินผ่านกลไก บสย. ในกรณีที่ลูกหนี้กลายเป็นหนี้เสีย จึงเป็นการออกแบบกลไกเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ของลูกหนี้ให้ได้มากที่สุดโดยไม่สร้างภาระการคลังให้กับรัฐบาลมากจนเกินควร ขอบคุณครับ