พิธา วิจารณ์เยียวยา SME ชี้สินเชื่อไม่พอ ต้องชดเชยรายได้ตรงจุด

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๖๔

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อภิปรายเกี่ยวกับพระราชกำหนดสินเชื่อฟื้นฟู 3.5 แสนล้านบาท โดยตั้งข้อสังเกตว่าการให้สินเชื่อเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอในการช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ซึ่งต้องหยุดดำเนินกิจการตามคำสั่งของรัฐ จึงเรียกร้องให้มีการชดเชยรายได้โดยตรงและพยุงต้นทุนอย่างทันท่วงที พร้อมเสนอว่ารัฐบาลต้องปรับมาตรการเยียวยาให้ตรงจุดและจริงจังมากขึ้นเพื่อปกป้องผู้ประกอบการรายย่อยที่เป็นหัวใจหลักของเศรษฐกิจประเทศ

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้ผมขอลุกขึ้น อภิปรายพระราชกำหนดสินเชื่อฟื้นฟู ๓.๕ แสนล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอี (SMEs) ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติโควิด (COVID) น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งครับที่สภาของเรากลับมา ประชุมกันอีกครั้ง เพราะตลอดระยะเวลาช่วงสมัยปิดประชุมที่ผ่านมานับตั้งแต่มีการระบาด ของโควิด (COVID) ระลอกที่ ๓ ผมก็ได้ยินแต่เรื่องราวการต่อสู้อันน่าเศร้าของเจ้าของธุรกิจ เอสเอ็มอี (SMEs) ที่ต้องทำบัญชีทั้งน้ำตา ยอมเฉือนเนื้อของตัวเองเพื่อช่วยเหลือลูกจ้าง ในบริษัท เรื่องราวของโรงแรมที่ต้องปรับรูปแบบการบริการเพื่อพยุงธุรกิจตัวเองให้รอดใน ยามที่นักท่องเที่ยวเป็นศูนย์ หรือจะเป็นเรื่องราวของร้านอาหาร ร้านกินดื่มมากมายหลายแห่ง ที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของพวกเราที่ต้องปิดตัวลง ล้มหายตายจากกันไปที ละร้าน ๆ อย่างน่าหดหู่ใจ ในฐานะที่ผมเป็น ส.ส. ที่เคยมีประสบการณ์ทั้งในภาคเอกชน ภาครัฐบาล แล้วก็ภาคนิติบัญญัติ จึงทำให้ผมพอที่จะมีความเข้าใจถึงวิธีคิด แล้วก็หัวอกของทั้งฝ่ายเอสเอ็มอี (SMEs) แล้วก็ ฝ่ายหน่วยงานราชการที่ออกนโยบายเพื่อเอสเอ็มอี (SMEs) หัวใจสำคัญในการที่จะนำพา เอสเอ็มอี (SMEs) ไทยออกจากวิกฤติในครั้งนี้สามารถสรุปได้ภายในคำ ๆ เดียวครับ แล้วคำ ๆ นั้นก็คือคำว่า กระแสเงินสด หรือที่เรียกกันคุ้นปากในแวดวงเถ้าแก่ว่าสายป่าน ถ้าเป็นทุนใหญ่ที่มีสายป่านยาวก็คงไม่เดือดร้อนมาก แล้วก็คงไม่ต้องง้อรัฐบาล แต่ถ้าเป็น ทุนเล็กซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศนี้ที่มีสายป่านสั้น ความช่วยเหลือจากรัฐบาล คือท่อหายใจ ท่อช่วยหายใจสุดท้ายของพวกเขา ยิ่งไปกว่านั้นผมยังเข้าใจอีกว่าการที่รัฐบาล ใด ๆ ก็ตามจะออกนโยบายที่ตอบโจทย์ตรงประเด็น แล้วก็ครอบคลุม รัฐบาลต้องเข้าใจว่า ธรรมชาติของกระแสเงินสดมีอยู่ ๓ ประเภทครับ นั่นก็คือกระแสเงินสดทางการเงิน ไฟแนนซ์เชียล แคช โฟลว์ (Financial Cash Flow) ๒. กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน โอเพอเรชัน แคช โฟลว์ (Operation Cash Flow) และ ๓. กระแสเงินสดจากการลงทุน อินเวสติง แคช โฟลว์ (Investing Cash Flow) ทั้งหมดนี้เป็น ๓ คันโยกที่ทั้งรัฐบาลแล้วก็เอกชน สามารถที่จะใช้ได้ในการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ เอสเอ็มอี (SMEs) ทำให้ธุรกิจที่มีกระแสเงินสด เป็นลบ ณ ปัจจุบัน กลายมาเป็นกระแสเงินสดบวกได้ในอนาคต ในส่วนของ พ.ร.ก. สินเชื่อ ฟื้นฟูนั้นเป็นการช่วยเหลือแบบกระแสเงินสดทางการเงินครับท่านประธาน โดยให้ธนาคาร เอกชนปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อขยายสายป่านให้กับเอสเอ็มอี (SMEs) ยังพอหายใจต่อไปได้ แต่ปัญหาที่ผมเห็นหลัก ๆ ที่เพื่อน ๆ ส.ส. หลายท่านได้อภิปรายในวันนี้คือ พ.ร.ก. ฉบับนี้ เป็น พ.ร.ก. ซอฟต์โลนที่แข็งที่สุดในโลก ต่อให้แก้ไขให้ตรงจุดแล้วก็ยังใช้เวลาเกือบ ๑ ปี อาจจะเพียงแต่พอช่วยต่อลมหายใจให้ เอสเอ็มอี (SMEs) ไทยไปได้บ้าง แต่ก็คงเพียงเล็กน้อย เท่านั้น ตอนนี้ถ้าให้ผมเดาใจภาคเอกชน สิ่งที่พวกเขาต้องการจริง ๆ และเป็นสิ่งที่รัฐบาล ละเลยมาโดยตลอดก็คือการช่วยพยุงกระแสเงินสดทางการดำเนินงาน โอเพอเรชัน แคช โฟลว์ (Operation Cash Flow) ต่างหาก แต่สิ่งที่รัฐบาลในต่างประเทศทำกับเอสเอ็มอี (SMEs) ของเขา นั่นคือการชดเชยโดยตรงกับเอสเอ็มอี (SMEs) ผมและเพื่อนสมาชิกพรรคก้าวไกลได้ อภิปรายไว้หลายครั้งว่าการให้เงินกู้อย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะสิ่งที่ เอสเอ็มอี (SMEs) ภาคเอกชนต้องการตอนนี้ไม่ใช่การได้หนี้เพิ่ม ธุรกิจที่หยุดชะงักลงก็ล้วนมาจากคำสั่งของ รัฐบาลทั้งนั้น สิ่งที่เอสเอ็มอี (SMEs) ไทยต้องการคือการชดเชยโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นการ ชดเชยรายได้ที่หายไปเพราะคำสั่งของรัฐหรือการอุดหนุนพยุงการจ้างงาน พวกเราลองไปดู มาตรการในต่างประเทศก็ได้ครับ ลองไปดูว่ารัฐบาลที่ใส่ใจความเดือดร้อนของประชาชน และให้ความสำคัญกับผู้ประกอบการเขาตอบสนองกันอย่างไร

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)

ที่ญี่ปุ่นถ้าธุรกิจเอสเอ็มอี (SMEs) มีแม้แต่เดือนเดียวที่รายได้หดหายไปมากกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของเดือนเดียวเทียบ กับปีก่อนโควิด (COVID) เอสเอ็มอี (SMEs) เจ้านั้นสามารถไปขอเงินเยียวยาชดเชยรายได้ที่ หายไปจากรัฐบาล วงเงินสูงสุด ๒ ล้านเยน หรือประมาณ ๖๐๐,๐๐๐ บาท ที่นิวซีแลนด์ ในช่วงที่มีการประกาศล็อกดาวน์ (Lockdown) ถ้าเอสเอ็มอี (SMEs) คาดการณ์ไปข้างหน้า ว่ารายได้จะหดหายมากกว่า ๔๐ เปอร์เซ็นต์ก็สามารถที่จะขอเงินเยียวยาจากรัฐไปพยุงการ จ้างงานเอาไปจ่ายเงินเดือนพนักงานต่อในช่วง ล็อกดาวน์ (Lockdown) ถ้าหากผ่านช่วงล็อก ดาวน์ (Lockdown) ไป รายได้ไม่ได้หดหายอย่างที่คิดไว้ค่อยเอานำเงินนั้นมาคืนรัฐบาล สรุป คือรัฐบาลเขาช่วยหมุนเวิร์กกิงแคป (Working Cap) ให้กับเอสเอ็มอี (SMEs) ของเขา ไม่ต้อง มานั่งพิสูจน์ความยากลำบากกัน หรือรอให้เอสเอ็มอี (SMEs) ตายไปก่อนแล้วค่อยกู้ชีพขึ้นมา เขาให้เงินชดเชยไปก่อนเลยครับ เพราะว่าในยามวิกฤติเช่นนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความรวดเร็ว และความทันต่อสถานการณ์ ที่สหรัฐอเมริกาก็มีมาตรการออกมาว่าถ้าธุรกิจร้านอาหาร ผับ บาร์ ร้านเหล้า มีรายได้ที่หายไปจากโควิด (COVID) ผู้ประกอบการก็สามารถไปขอเงินเยียวยาชดเชยรายได้จากเรสเตอรองต์ รีไวต์เทไลเซชัน ฟันด์ (Restaurant Revitalization Fund) หรือกองทุนช่วยเหลือร้านอาหาร โดยจะได้เงิน เยียวยาจากการเปรียบเทียบรายได้ของปี ๒๕๖๓ ปี ๒๕๖๔ และวงเงินสูงสุดที่ร้านอาหารจะ ได้รับจากการเยียวยาคือ ๑๐ ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ ๓๐๐ ล้านบาทต่อธุรกิจ ทั้งหมดนี้คือตัวอย่างจากมาตรการของรัฐบาลที่ใส่ใจ ที่ให้ความสำคัญกับความเดือดร้อนของ ประชาชน เขาเข้าใจว่าถ้าเอสเอ็มอี (SMEs) ตายไปแล้ว ฟื้นกลับมาได้ยากมาก และถ้าเกิด เอสเอ็มอี (SMEs) ตายไปจะส่งผลกระทบเป็นโดมิโน (Domino) ต่อเศรษฐกิจของเขา เศรษฐกิจของเขาจะลงเหว นอกเหนือจากการเยียวยาโดยตรงแล้ว ก็ยังมีมาตรการ อีกมากมายที่รัฐบาลฝืนทำ เช่นการตั้งกองทุนเข้ามาช่วยเพิ่มทุนให้กับเอสเอ็มอี (SMEs) เป็นการช่วยกันแบบกระแสเงินสดผ่านการลงทุนอินเวสติง แคช โฟลว์ (Investing Cash Flow) หรือแม้แต่กระทั่งการพักหนี้ระยะยาวให้กับธุรกิจท่องเที่ยว เนื่องจากคงจะเป็นเวลา อีกหลายปีกว่าธุรกิจท่องเที่ยวจะกลับคืนมา ตอนนี้เรากลับมาย้อนดูประเทศไทยของเราครับ ลองมาค้นหาความใส่ใจของรัฐบาลไทยที่ผ่านมา ก็กลับไม่เจออะไรเลย มีแต่ความว่างเปล่าถ้า รัฐบาลจะบอกว่าไม่มีงบประมาณให้ทำ แล้วจะอ้างว่าสภาพเศรษฐกิจของประเทศอื่น กับประเทศไทยนั้นไม่เหมือนกัน ผมก็เกรงว่าจะฟังไม่ขึ้น รัฐบาลมีทั้งอำนาจ รัฐบาลมีทั้ง งบประมาณ ปีที่แล้ว ๓.๓ ล้านล้านบาท เงินกู้อีก ๑ ล้านล้านบาท ปีนี้จะกู้อีก ๓.๑ ล้าน ล้านบาท กู้อีก ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท งบประมาณมากมายขนาดนี้ แต่ผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี (SMEs) ไทย ยังอดอยากปากแห้ง ธุรกิจร่อแร่ การท่องเที่ยวก็ยังไม่เห็นแสงสว่าง ร้านอาหารต้องลุ้นวันต่อวันว่าเปิดร้านแล้วมีลูกค้ามากินคุ้มทุนจะเปิดหรือไม่ เงินทุนสำรอง ก็เริ่มร่อยหรอครับท่านประธาน ทั้ง ๆ ที่เอสเอ็มอี (SMEs) คือเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ ที่แท้จริงของประเทศและความสำเร็จของเอสเอ็มอี (SMEs) ก็คือความสำเร็จของ ประเทศไทย อาจะเป็นเพราะว่ารัฐบาลหมกมุ่นกับการคิดนโยบายแบบรัฐราชการรวมศูนย์ หรืออาจจะคุยแต่กับเจ้าสัวใหญ่ ๆ ที่ไม่เคยเข้าใจนักธุรกิจเอสเอ็มอี (SMEs) จริง ๆ ไม่เคย เดินลงมาพูดคุย รับฟังปัญหาของประชาชน ไม่เคยสัมผัสถึงความเจ็บปวดของผู้ประกอบการ วิธีคิดแบบนี้สะท้อนออกมาในหลายมาตรการอย่างที่ผ่านมาครับ ไม่ว่าจะเป็นการให้ ประชาชนเข้าร้านอาหารได้ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ควบคุมเวลาเปิดปิดโดยแทบที่จะไม่บอก ล่วงหน้าทำให้ร้านอาหารมีสต๊อก (Stock) ค้างเป็นจำนวนมาก สร้างความเสียหาย เคราะห์ซ้ำกรรมซัดให้กับพวกของเขา ไม่ต้องจบ ถึงอย่างไรก็ตาม ถ้าจะให้หาข้อดีของรัฐบาล ที่มีต่อพี่น้องเอสเอ็มอี (SMEs) พ่อค้าแม่ขาย เศรษฐกิจของคนตัวเล็ก ๆ ผมก็เห็นทีว่าจะมีอยู่ เพียง ๑ ข้อครับ คือรัฐบาลนี้ทำตามนโยบาย เลือกความสงบจบที่ลงตู่ ที่ได้สัญญากับพี่น้อง ประชาชนไว้อย่างยอดเยี่ยมไร้ที่ติ ตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นตลาด ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า ธุรกิจค้าขาย การท่องเที่ยวสงบจริง ๆ ครับ เงียบสงบเหมือน ป่าช้า จนพี่น้องประชาชน ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) ต้องมาขอร้องให้ผมมาพูดในสภา แห่งนี้ พูดกับรัฐบาลว่าให้เลิกทำตามนโยบายนี้เสียที ไม่ต้องสงบมากก็ได้คึกคักบ้างก็ดี ถึงเวลาแล้วครับ ที่รัฐบาลต้องหันมาใส่ใจความทุกข์ร้อนของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) ให้มากขึ้น หันมาทำความเข้าใจภาคธุรกิจให้มากขึ้น ตอบสนองความเดือดร้อนของพี่น้อง ประชาชนให้มากขึ้น อนาคตของเศรษฐกิจไทยหลังวิกฤติโควิด (COVID) จะเป็นอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับความอยู่รอด ความมั่นคง และเสถียรภาพของบรรดาเอสเอ็มอี (SMEs) ของประเทศไทยในวันนี้ครับ ขอบพระคุณครับ