อิสระ แจงพักหนี้โรงแรมเข้าร่วมน้อย ชี้เงื่อนไขไม่ตอบโจทย์

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๖๔

อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ อภิปรายเกี่ยวกับ พ.ร.ก. กู้เงิน 350,000 ล้านบาท โดยเปรียบเทียบกับมาตรการเดิมที่มีข้อจำกัดจนประชาชนเข้าถึงได้น้อย พร้อมเสนอให้ปรับปรุงเงื่อนไขให้เอื้อต่อผู้เดือดร้อยอย่างแท้จริง ทั้งยังตั้งข้อสังเกตมาตรการพักทรัพย์พักหนี้ภายใต้ซอฟต์โลนที่มีผู้เข้าร่วมเพียงไม่กี่ราย ชี้เงื่อนไขไม่ตอบโจทย์และเรียกร้องให้ธนาคารพาณิชย์ผ่อนปรนการปล่อยกู้เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและธุรกิจโรงแรมอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ครับ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตอภิปรายถึงตัว พ.ร.ก. ที่เราเรียกกันสั้น ๆ ว่าซอฟต์โลน ๒ (Soft Loan 2) ตัวนี้นะครับ วงเงินทั้งหมด ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งถ้าให้เปรียบก็คงเปรียบเหมือนกับวัคซีนเข็มที่ ๒ ต่อจากเข็มแรก นั่น ก็คือซอฟต์โลน (Soft Loan) ที่เข้ามาสภาปีที่แล้ว วงเงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งได้สิ้นสุดไปแล้วเมื่อวันที่ ๑๒ เมษายนที่ผ่านมา ฤทธิ์ของยาเข็มแรกหรือว่าซอฟต์โลน (Soft Loan) ฉบับที่แล้ว ก็ได้ส่งผลให้ความช่วยเหลือไปยังพี่น้องประชาชนทั้งหมด ๑๓๘,๒๐๐ กับอีก ล้านบาท หรือถ้าคิดเป็นร้อยละคณิตศาสตร์ก็ร้อยละ ๒๖ จาก ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้ามองเป็นการสอบก็คือได้คะแนน ๒๖ เต็ม ๑๐๐ สาเหตุที่ซอฟต์โลน (Soft Loan) ฉบับแรกสอบตกอย่างไม่เป็นท่าแบบนี้นั่นก็เป็นเพราะเหตุผลที่ผมอภิปรายตั้งแต่วันที่ พ.ร.ก. ฉบับนี้เข้าสภาว่าเงื่อนไขมันพิสดารพันลึกมาก มันจะทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่าคน อยากไม่ได้ คนได้ไม่อยาก ซึ่งก็เชื่อว่าธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลังก็เลยไป พัฒนาจนกระทั่งมาเป็นที่มาของวัคซีนเข็มที่ ๒ หรือว่า พ.ร.ก. ซอฟต์โลน ที่เข้าสภาในวันนี้ ซึ่งยาตัวนี้มีอยู่ทั้งหมด ๒ ส่วน ส่วนแรกก็คือเป็นส่วนที่เป็นการปรับปรุงซอฟต์โลน (Soft Loan) ฉบับที่แล้วให้มีเงื่อนไข ให้ประชาชนที่เดือดร้อนสามารถเข้าถึงได้มากขึ้น ซึ่งสมาชิก หลายท่านได้อภิปรายไปแล้วทั้งข้อดีและข้อสังเกต ข้อเสียต่าง ๆ นะครับ

ในส่วนของส่วนที่ ๒ ซึ่งก็เป็นส่วนของที่เรียกว่าเป็นนวัตกรรมทางเงิน ชนิดหนึ่งที่เราเรียกว่าพักทรัพย์พักหนี้ หรือขออนุญาตใช้คำภาษาอังกฤษก็คือ แอสเซต แวร์เฮาส์ซิ่ง (Asset Warehousing) นี้ที่ออกมาเพื่อมุ่งเน้นที่จะช่วยเหลือผู้ประกอบธุรกิจ ด้านบริการ อย่างเช่นโรงแรมเป็นหลัก ตัวพักทรัพย์พักหนี้นี้ถ้าอธิบายให้เห็นภาพง่าย ๆ ก็คือ ตัวอย่างเช่นถ้าโรงแรมมีหนี้อยู่กับธนาคาร ไม่สามารถที่จะชำระได้ ไม่สามารถที่จะจ่าย ดอกเบี้ยได้ ก็ให้โรงแรมนั้นมีสิทธิที่จะเรียกว่าขายโรงแรมให้กับธนาคารเจ้าหนี้ แต่ก็ยังให้ มีสิทธิซื้อคืนในเวลา ๓-๕ ปี ระหว่างที่ขายไปนั้นก็ยังให้มีสิทธิเช่าเพื่อประกอบธุรกิจต่อไปได้ ถ้าตัวพักทรัพย์พักหนี้นี้มันบรรลุผลจริง สิ่งที่จะเกิดขึ้นประโยชน์หลัก ๆ อันหนึ่งก็คือจะทำให้ ธุรกิจโรงแรมของไทยไม่ตกไปอยู่ในมือของกลุ่มทุนต่างชาติ ซึ่งตอนนี้ก็กำลังรอชอป (Shop) ของถูก อันที่จริงก็ตกไปหลายเจ้าแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นก็ดูเหมือนว่ายาทั้ง ๒ ส่วนของ วัคซีน เข็มที่ ๒ หรือ พ.ร.ก. ซอฟต์โลน ๒ อันนี้ก็น่าจะเป็นความหวัง แล้วก็น่าจะสามารถที่ จะตอบโจทย์ได้ ทีนี้พอไปดูข้อมูลสถิติ พ.ร.ก. ตัวนี้ใช้มาแล้วเดือนกว่า ในส่วนของยา ส่วนแรกที่บอกว่าซอฟต์โลน (Soft Loan) ที่พัฒนาแล้ว จนถึงวันนี้ใช้ไป ๑๖,๐๕๐ ล้านบาท ถ้าคิดเป็นร้อยละก็ร้อยละ ๔ ในส่วนของส่วนที่ ๒ ที่บอกว่าช่วยธุรกิจโรงแรม ในเมืองไทย มีโรงแรมอยู่ ๒๕,๐๐๐ กว่าโรงแรม มีคนมาขอใช้จนถึงวันนี้ทั้งหมด ๔ ราย ก็เลยต้องตั้ง คำถามว่าแล้วเราไปทำเงื่อนไขเสียดิบดี เห็นบอกว่าพัฒนาแล้ว เงื่อนไขตอบโจทย์แล้ว แล้วทำไมคนเดือดร้อนกันทั้งประเทศ แต่เดือนกว่าแล้วคนยังเพิ่งจะมาใช้เพียงแค่ ๔ เปอร์เซ็นต์ คนเพิ่งจะมาใช้เพียงแค่ ๔ ราย สุดท้ายแล้วมันก็เลยได้คำตอบว่าปรบมือข้าง เดียวไม่ดังครับ ต้นตอของปัญหาเรื่องนี้ทั้งสิ้นทั้งปวงมันก็เป็นปัญหาคลาสสิก (Classic) ที่เกิดขึ้นของโลกเสรีประชาธิปไตยที่ว่ารัฐบาลไปบังคับเอกชนทุกอย่างไม่ได้ ปัญหาอันหนึ่งที่ เราพูดกันถึงบ่อย อย่างเช่นว่าทำไมลูกเรียนออนไลน์ (Online) อยู่ที่บ้านแล้วยังต้องจ่ายค่าเทอมอยู่ นั่นก็เป็นเพราะกระทรวงไม่สามารถจะไปบังคับโรงเรียนเอกชนให้คืนค่าเทอมพ่อแม่ได้ เฉกเช่นกันครับ แบงก์ชาติเอย กระทรวงการคลังเอย ด้วยกฎหมายที่มีอยู่ตอนนี้ก็ไปบังคับไป มัดมือชกให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยกู้ให้กับผู้เดือดร้อนที่ต้องการมาเข้าโปรแกรม ซอฟต์โลน (Program Soft Loan) ตัวนี้ไม่ได้ ดังนั้นครับ ท่านประธานด้วยเวลาที่จำกัดมาก ๆ ผม อยากจะขอเรียกร้องผ่านสภาแห่งนี้ในฐานะผู้แทนราษฎรคนหนึ่งไปยังธนาคารพาณิชย์ ทั้งหลายแหล่ถึงจิตสำนึกของสถาบันการเงิน อยากจะขอกราบวิงวอนผ่านท่านประธานว่า ธนาคารพาณิชย์ทั้งหลายแหล่ที่ขึ้นป้ายสวยงามว่าจะเป็นธนาคารคู่บ้านคู่เมือง จะให้บริการ ดุจญาติสนิท ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องเปลี่ยนเจตจำนงที่สวยหรูอันนั้นให้มาสู่ภาคปฏิบัติ ผมเห็นท่านทำซีเอสอาร์ (CSR) ไปแจกของ ปลูกป่า มอบผ้าห่ม ก็ชื่นชมท่านครับ แต่แค่นั้น ไม่พอ วิกฤตินี้ประชาชนคนไทยหลายสิบปีที่ผ่านมาทำให้ท่านได้กำไรมาหลายพันล้านบาท ครับกำลังเดือดร้อน กำลังต้องการความช่วยเหลือจากท่าน จึงอยากขอถือโอกาสนี้เรียกร้อง ผ่านท่านประธานไปยังธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งให้ร่วมกัน ร่วมมือกับรัฐบาลในส่วนของ พ.ร.ก. ตัวนี้ที่จะลดความเข้มงวดในการปล่อยกู้ให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) ที่เดือนร้อนเพื่อต่อลมหายใจของเขา ก็ขอกราบขอบคุณครับ