สมบัติ ชี้ความล้มเหลวมาตรการกู้เงิน 3 ฉบับ เสนอแก้กฎหมายนิยาม SME และหารือ P.R.

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๖๔

สมบัติ ศรีสุรินทร์ อภิปรายเกี่ยวกับพระราชกำหนดให้ความช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 โดยชี้ให้เห็นความล้มเหลวของมาตรการกู้เงิน 3 ฉบับที่ผ่านมา รวมถึงปัญหาการนิยามกลุ่มเอสเอ็มอีที่ไม่ถูกต้อง และเสนอให้แก้ไขนิยามเพื่อให้สอดคล้องกับขนาดธุรกิจที่แท้จริง สมบัติ ศรีสุรินทร์ หารือเกี่ยวกับพระราชกำหนดเงินกู้ 250,000 ล้านบาท โดยชี้ว่าแม้มีการแก้ไขเงื่อนไขแต่ยังต้องระวังการใช้เครดิตบูโรในการประเมินประวัติหนี้สิน และเสนอให้ธนาคารใช้วิธีเจรจาหาทางออกลูกหนี้แทนการยึดทรัพย์สิน พร้อมสนับสนุนโครงการพักทรัพย์พักหนี้ (Warehousing) สำหรับธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ เช่น โรงแรม เพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจและรายได้ของประเทศ

นายสมบัติ ศรีสุรินทร์ สุรินทร์

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สมบัติ ศรีสุรินทร์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดสุรินทร์นะครับ ผมขออนุญาตอภิปรายเกี่ยวกับพระราช กำหนดการให้ความช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาด ของโรคโควิดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ นะครับ ก่อนที่จะอภิปรายถึงตัวพระราชกำหนดจริง ๆ ผมขอเท้าความสักนิดหนึ่งเพื่อที่จะนำมาถึงเรื่องการแก้ไขพระราชกำหนดฉบับนี้ เมื่อปีกลาย ก็มีพระราชกำหนด ๓ ฉบับ ซึ่งสภานี้ได้ผ่านไป ก็เป็นพระราชกำหนดเกี่ยวกับการกู้เงิน เพื่อการเยียวยาและดูแลเศรษฐกิจ ๑ ล้านล้านบาท อีกอันหนึ่งก็คือพระราชกำหนดให้ อำนาจธนาคารแห่งประเทศไทยออกซอฟต์โลน (Soft Loan) เพื่อดูแลภาคธุรกิจโดยเฉพาะ เอสเอ็มอี (SMEs) ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วอีกฉบับหนึ่งก็เป็นพระราชกำหนดดูแล เสถียรภาพภาคการเงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่ผ่านมา ๑ ปี โรคโควิด (COVID) ตอนแรกก็ดู ไม่เท่าไร แต่ขณะนี้ระบาดเป็นระยะที่ ๓ ก็รุนแรงขึ้น แต่ว่าเศรษฐกิจของเราซึ่งเริ่มต้น มีปัญหาตั้งแต่โควิด (COVID) จนกระทั่งเริ่มมีโควิด-๑๙ (COVID-19) เข้ามานี่ แล้วรัฐบาลได้ ออกพระราชกำหนด ๑,๙๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผ่านมา ๑ ปี มันไม่มีอะไรจะดูดีขึ้น ถ้าจะดูจากผลสัมฤทธิ์ของการออกพระราชกำหนดและปฏิบัติตามพระราชกำหนดเมื่อ ๑ ปี ที่ผ่านมา จะพบว่าพระราชกำหนดกู้เงินเพื่อการเยียวยาและดูแลเศรษฐกิจ ๑ ล้านล้านบาท นั้นก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าไรนัก มีการโอนเงินที่ชักช้า มีการพิจารณาที่ซ้ำซ้อน แล้วก็ ใช้ไปไม่ค่อยถูกต้องตามเป้าหมาย จนปัจจุบันนี้ก็ยังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอยู่ว่ามันเป็นการ ใช้เงินที่ไม่สัมฤทธิ์ผลเท่าที่ควร ส่วนการใช้พระราชกำหนดใช้อำนาจธนาคารแห่งประเทศไทย ออกซอฟต์โลน (Soft loan) เพื่อดูแลภาคธุรกิจ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น มันก็ผ่านมาเป็น เวลา ๑ ปีเหมือนกัน ก็ตามที่สมาชิกหลายท่านได้พูดไปแล้วว่าผ่านมา ๑ ปี มันไม่ประสบ ความสำเร็จ เพราะว่าลูกค้าหรือเอสเอ็มเอี (SMEs) ที่ต้องการจะได้รับการช่วยเหลือนั้น ก็ไม่สามารถจะเข้าถึงการช่วยเหลือได้ ส่วนธนาคารที่ต้องการจะได้ช่วยเหลือนั้นก็เผชิญกับ ปัญหาต่าง ๆ ทั้งเรื่องความเสี่ยง ทั้งเรื่องที่มันไม่สมควรจะเสี่ยงที่จะเข้าไปช่วยเหลือขณะนั้น จนกระทั่งผ่านมา ๑ ปี ก็ได้พูดกันไปแล้วว่าได้ใช้เงินไปเพียงประมาณ ๑๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ประมาณนั้น ยังคงเหลือวงเงินอยู่ประมาณ ๓๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งเป็นที่มาของการ ออกพระราชกำหนดฉบับนี้ ส่วน พ.ร.ก. ดูแลเสถียรภาพภาคการเงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ได้ใช้เลย เพราะว่าเป็นการตั้งกองทุนคอร์พอเรตบอนด์ (Corporate Bond) เพื่อแก้ไขลิควิดิตี (Liquidity) และเพื่อทำให้ตลาดทุนไม่มีปัญหา แต่ว่าการตั้งเงิน เอาไว้ แล้วก็ตั้งมาตรฐานให้การใช้เงินมันสูงเกินไป ก็ปรากฏว่าเงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น แทบจะไม่ได้ใช้เป็นความอุ่นใจไปชั่วระยะนะครับ ส่วนการออกซอฟต์โลน (Soft loan) ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทก็ไม่เป็นประโยชน์เท่าที่ควร จนกระทั่งที่พวกเราจะต้องมาคุยกัน ในวันนี้ สำหรับในเรื่องนี้เมื่อตอนคราวที่แล้วที่มีพระราชกำหนดฉบับนี้เข้ามานี้ ผมจำได้ว่า ผมได้ลุกขึ้นพูดในทีนี้แล้วก็วิพากษ์วิจารณ์พระราชกำหนดฉบับนี้ โดยผมเอ่ยตั้งแต่ว่า เมื่อนิยามคำว่า เอสเอ็มอี (SMEs) ก็นิยามผิดไปเสียแล้ว เพราะว่าท่านไม่ได้ใช้นิยามเอสเอ็มอี (SMEs) ที่ใช้อยู่ทั่วไป ซึ่งหมายความถึงธุรกิจขนาดเอส (S) ขนาดเอ็ม (M) ก็คือขนาดเล็ก ขนาดกลาง ซึ่งที่จริงแล้วถ้าจะให้ดีมันควรจะพูดถึงธุรกิจขนาดย่อย ขนาดย่อมและขนาดกลาง แต่ว่าเราไม่ได้พูดถึงตัวนั้น ฉะนั้นเมื่อนิยามมันไม่ถูกต้อง มันก็ไม่สามารถจะประสบความสำเร็จ ตามที่รัฐบาลตั้งใจ แต่ยังดีนะครับเมื่อคราวที่แล้วเขาใช้คำว่า เป็นพระราชกำหนดให้อำนาจ ธนาคารดูแลภาคธุรกิจโดยเฉพาะเอสเอ็มอี (SMEs) ใช้คำว่า ดูแล อันนี้พอค่อยยังชั่ว แต่ว่าดูแลแล้วดูแลไม่ทั่วถึง ผ่านมา ๑ ปี สภานี้โดยกรรมาธิการหลายคณะ และผู้แทนราษฎร หลายท่านก็ได้ปรารภเรื่องนี้ พยายามผลักดันให้ธนาคารแห่งประเทศไทย ให้กระทรวงการคลัง ช่วยกันปรับช่วยกันดัน ช่วยกันทำให้เงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นให้ไปถึงมือเอสเอ็มอี (SMEs) ที่รอความช่วยเหลือ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งเท่าที่ติดตามดูก็มีการรับปากว่า จะแก้ไข ๆ ส่วนตัวผมเองนั้น หลังที่อภิปรายผมก็ไปเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขพระราช กำหนด โดยตัวผมเองก็พยายามไปแก้ไขตามที่ผมอภิปรายก็คือว่าพยายามนิยามคำว่า เอส เอ็มอี (SMEs) ให้มันตรงกับเป้าโดยกำหนดเอสเอ็มอี (SMEs) ให้มีลักษณะที่เป็นกลุ่มเล็ก ๆ เงินทุนไม่เกิน ๒ ล้านบาท หรือว่าเป็นขนาดกลาง ขนาดเล็ก ก็คือเงินไม่เกิน ๑๐ ล้านบาท หรือว่าเป็นขนาดที่ใหญ่ขึ้นมาสักหน่อยหนึ่งก็ไม่เกิน ๒๐ ล้านบาท กลุ่มเหล่านี้เป็นหัวใจของ ประเทศไทย รู้สึกว่าส่วนใหญ่ของเอสเอ็มอี (SMEs) ในประเทศไทยจะมีขนาดย่อม ขนาด ย่อย แล้วก็ขนาดกลางเป็นส่วนใหญ่ แต่ว่าโดยเป้าหมายของพระราชกำหนดตั้งแต่ครั้งที่แล้ว จนมาถึงครั้งนี้ก็ยังไปเอื้อเฟื้อไปดูแลธุรกิจซึ่งใหญ่ ครั้งที่แล้วท่านเขียนไปว่าให้ธุรกิจที่มีวงเงิน สินเชื่ออยู่กับธนาคารอยู่ก่อนแล้วให้เข้าถึงการช่วยเหลือได้ แล้วก็พูดถึงเรื่องกลุ่มใหญ่ ๆ เช่น มีวงเงินไม่เกิน ๕๐๐ ล้านบาท วันนี้นะครับ ผ่านมา ๑ ปีมันก็ใช้ไม่ได้ แต่วันนี้ก็ดีที่พระราช กำหนดฉบับใหม่นี้ท่านเอามาแก้ไข ฉะนั้นสิ่งที่ผมได้เสนอเป็นพระราชบัญญัติแก้ไขพระราช กำหนดไว้นั้น ผมก็มาตรวจดูสิ่งที่ผมเขียนไปขอแก้ไข แต่ว่ามันไม่ได้เข้าสู่สภาเพราะว่าเป็น กฎหมายว่าด้วยเรื่องการเงินก็ไม่เข้า ให้หันหน้ามาคุยกันให้มาแก้ไขด้วยกัน คนมีเอ็นพีแอล (NPL) คนมีประวัติที่ไม่ดีก็บอกว่าลอง ไปคุยกันดูสิ ธนาคารก็ไปคุยกับลูกหนี้ ลูกหนี้จะแก้ไขกันอย่างไรก็พยายามคิดแก้ไขกัน ไป เอาแอสเซต (Asset) มาเพิ่มสิ มาลดตรงนี้ มาเพิ่มอย่างนั้น ในที่สุดลูกหนี้ที่ได้รับการแก้ไขวัน นั้นกลับไปเป็นบริษัทที่ทำความเจริญให้กับประเทศไทยมากมาย แต่ทุกวันนี้เงื่อนไขที่ผ่อน ปรนที่ท่านเสนอเข้ามาใหม่นี้ก็เป็นแค่ตัวหนังสือ ผ่อนปรนด้วยการลดค่าธรรมเนียม ผ่อนปรนด้วยการลดค่าโอน แล้วก็เขียนคำว่าผ่อนปรนให้เข้าถึง รวมทั้งมีมาตรการใหม่ ๆ ด้วยการให้ บสย. มาช่วยค้ำประกันเงินกู้ ก็ถือว่าเป็นความพยายามที่ดีครับ แต่ความพยามที่ ดีทั้งหมดนั้นหัวใจของมันก็คือความตั้งใจ ความจริงใจและถ่ายทอดความต้องการไปสู่ผู้ ปฏิบัติการให้จงได้ นั่นคือสิ่งที่ผมคิดว่าควรจะเป็น

สำหรับในพระราชกำหนดฉบับนี้ เนื้อหาจริง ๆ มันก็คือการให้เงินกู้ แล้วก็ สิ่งที่ดีก็คือว่าจากการแก้ไขจากเดิมก็คือว่าทอดระยะให้ยาวขึ้น แล้วก็มีการเอา บสย. เข้ามา ค้ำขึ้น แต่การที่มี บสย. เข้ามาค้ำประกันก็มีปัญหาเหมือนกัน เพราะเป็นสิ่งที่เราได้ทราบมาว่า แม้แต่การเอา บสย. เข้ามาค้ำประกันแล้วธนาคารก็ยังจะประสงค์อยากจะได้แอสเซต (Asset) อยากจะได้หลักทรัพย์ค้ำประกันมาเพิ่มเติม บางทีนั้นการส่งข่าวลงไปยังธนาคารต่าง ๆ ขอให้ช่วยเหลือเอสเอ็มอี (SMEs) นั้นอาจจะยังไม่ถูกที่ถูกทาง จึงเกิดผลการกระทำที่ยังลักลั่น กันอยู่ โดยสรุปนะครับ ผมเห็นว่าในเรื่องแรกของเงิน ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาทที่ช่วย ซอฟต์โลน (Soft Loan) นี้ท่านได้แก้ไขมาบ้างพอสมควร มีการลดเงื่อนไข แต่เงื่อนไขอันหนึ่ง ที่ผมอยากจะขอจริง ๆ เลย ขอให้อย่าดูแต่ตัวเลข อย่าดูแต่ประวัติการชำระหนี้ อย่าไปอิง ตัวเครดิตบูโร (Credit Bureau) นัก เพราะว่าเครดิตบูโร (Credit Bureau) นี้มันเพียงตัวเลข ที่มันจับไปเสียทุกอย่างเลย ผมเคยเชิญทางเครดิตบูโร (Credit Bureau) มาคุยกับ กรรมาธิการการเงินการคลังมีเกรด (Grade) ของเครดิตบูโร (Credit Bureau) เหมือนกัน ประเทศไทยนี้ถือว่าเครดิตบูโร (Credit Bureau) ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนนี้มีศักยภาพมาก เขาบอกว่าเขาอยู่ในเกรด (Grade) อันดับดี ๆ ของโลกเลยล่ะ เพราะว่าตัวเลขความน่าเชื่อถือ ของการจัดเครดิต (Credit) ของเขานี้มันละเอียดแม่นยำมาก แล้วต่อไปข้างหน้า ถ้าจะแม่นยำกว่านี้อีกอยากจะจัดเครดิตบูโร (Credit Bureau) ให้รวมไปถึงการชำระค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ คือต่อไปข้างหน้านี้ใครเป็นหนี้ที่ไหนผิดนิดเดียวก็จะปรากฏอยู่ในเครดิตบูโร (Credit Bureau) ด้วย ตรงนี้มันก็ดีสำหรับการจัดเครดิตที่ชัดเจน แต่ในยามวิกฤติอย่างนี้เรา ไม่ได้ต้องการจะให้รู้ไปถึงทุกอย่างว่าใครเคยติดหนี้ ใครเคยผิดนัดชำระหนี้ ใครเคยเป็นหนี้ แต่เราอยากจะรู้มากกว่าว่าสิ่งที่เขาติดอยู่เขามีปัญหาอะไร แก้ไขได้อย่างไร มีวิธีการแก้ไข ไหม แล้วถ้าแก้ไขแล้วจะเกิดผลดีกับประเทศไหม จะเกิดผลดีต่อผู้ใช้แรงงานไหม ฉะนั้นเรื่อง หนึ่งที่ผมขอฝากไว้ในเรื่องของการที่บอกว่าจะต้องมีการผ่อนหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ต่าง ๆ นี้ ผมขอฝากไว้เรื่องหนึ่งเลยครับ ก็คือเรื่องเครดิตบูโร (Credit Bureau) เรื่องของ ประวัติ ซึ่งถึงแม้ว่ามันจะมีระเบียบอยู่ แต่ระเบียบก็ไม่ใช่อุปสรรคที่จะทำให้เราไม่สามารถ แก้ไขได้ ธนาคารสามารถเรียกให้ลูกหนี้ เจ้าหนี้ มาคุยกันได้ มาหาทางออกได้ เหมือนอย่างที่ เคยเป็น เมื่อปี ๒๕๔๔ ซึ่งเราก็ผ่านกันมาแล้วนะครับ ดังนั้นในวันนี้ในเรื่องนี้ผมก็คิดว่า ท่านก็มาถูกทางแล้วเมื่อแก้ไขเมื่อทำคราวที่แล้วไม่สำเร็จท่านก็แก้ไขใหม่ แต่เที่ยวนี้ท่านแตก วงเงินออกเป็น ๒ วง วงหนึ่งช่วยเอสเอ็มอี (SMEs) ผมก็หวังว่าถ้าตั้งใจช่วยจริง ๆ ถึงแม้ วงเงินมันจะไม่มากนัก แต่ก็จะช่วยให้พวกเรารอดไปได้อย่างหนึ่ง และอาทิตย์หน้านี้มันก็จะมี วงเงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเข้ามาอีก เดี๋ยวเราก็จะได้พูดกันอีกว่าวงนั้นจะใช้ไปอย่างไร สำหรับวงเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งแยกออกเป็น ๒ วงนี้เป็น ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อช่วยทำให้มีซอฟต์โลน (Soft Loan) ตามเงื่อนไขที่ระบุเอาไว้ใน พ.ร.ก. ฉบับนี้ อีกเรื่องหนึ่ง ก็คือการทำแวร์เฮาส์ซิง (Warehousing) หรือที่เรียกว่าพักทรัพย์พักหนี้ ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็น เรื่องใหม่ ในเชิงศัพท์นี้ถือว่าเป็นเรื่องใหม่ แต่ความจริงแล้วเป็นเรื่องที่ถือปฏิบัติกันมานาน แล้วว่าธนาคารกับลูกหนี้นี้สามารถพักทรัพย์กันได้ ก็คือเอาทรัพย์สินที่ติดอยู่เป็นหนี้ ธนาคารอยู่นั้นตีเป็นมูลค่าแล้วก็โอนให้ธนาคาร แล้วก็ชำระดอกเบี้ยกันไป แล้วถึงเวลาตกลง กันกี่เดือนกี่ปีก็ให้มาไถ่คืนก็คืนไปได้ วันนี้รัฐบาลตั้งวงเงินแสนล้านบาทเพื่อดำเนินการตรงนี้ แล้วก็เรียกว่าเป็นโครงการพักทรัพย์ชำระหนี้ หรือบางทีใช้ศัพท์ภาษาอังกฤษว่า แวร์เฮาส์ซิง (Warehousing) เรื่องนี้ผมก็ว่าเป็นเรื่องที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาโรงแรมต่าง ๆ ซึ่ง ณ วันนี้ไม่ว่าจะเป็นโรงแรมที่ภูเก็ต จะเป็นโรงแรมที่ระยอง โรงแรมที่กระบี่ หรือแม้แต่ โรงแรมที่จังหวัดสุรินทร์ โรงแรมต่าง ๆ เหล่านั้นไม่มีคนไปพักครับ ไม่มีรายได้ มีแต่รายจ่าย มีแต่กลัวว่าจะต้องกลายเป็นทรัพย์ที่ถูกยึด กลัวจะกลายเป็นทรัพย์ที่กลายเป็นหนี้เสีย ล้มละลาย ทั้ง ๆ ที่พวกเขาเหล่านั้นเป็นคนที่นำเงินนำรายได้เข้าสู่เศรษฐกิจเข้าประเทศ ฉะนั้นการที่มีการทำแวร์เฮาส์ซิง (Warehousing) นี้ก็เป็นทางออกที่ดีสามารถทำให้ เขาเอาทรัพย์ของเขามาตีเป็นหลักทรัพย์แล้วก็ประกันไว้กับธนาคาร ในขณะเดียวกันก็สามารถประกอบต่อไปได้ด้วยการเช่า เช่าไปดำเนินการ แต่ข้อเสียของมัน ก็มีอยู่ครับ ในเรื่องนี้มันเป็นดาบสองคม ข้อเสียของมันก็คือว่าก็ต้องไปดูจรรยาบรรณ เหมือนกันครับ ไปดูว่าธนาคารต่าง ๆ หรือว่าสถาบันการเงินที่เอาทรัพย์ไปพักไว้มีความ จริงใจแค่ไหน ในเบื้องต้นตอนที่จะพักทรัพย์ชำระหนี้กันก็ต้องดูมูลค่าของทรัพย์ที่ไปพัก ถ้าหากว่าถูกเอาเปรียบตั้งแต่ต้น ก็เอาทรัพย์จำนวนมากไปพักไว้ในราคาที่ไม่มาก แล้วกำหนดเวลาไว้แต่สั้น ๆ พอถึงเวลาครบ ๒ ปี ครบ ๓ ปี หรือแม้แต่ในเงื่อนไขของ พ.ร.ก. ฉบับนี้เอาไว้บอกว่า ๕ ปี แล้วอาจจะต่อก็ได้ แต่ ๕ ปีมันก็ผ่านไปอย่างว่องไว พอถึงเวลา ไม่สามารถชำระในเวลาที่กำหนด หรือว่าดิ้นรนมาแล้วก็ไปขอชำระ แต่อาจจะช้าไปบ้าง แล้วก็ถ้าไม่พูดคุยกันให้รู้เรื่องไว้ แล้วถ้าขาดความจริงใจต่อกัน ทรัพย์นี้ก็จะตกเป็นของธนาคาร ในโครงการนี้ธนาคารได้ประโยชน์ การพักทรัพย์ชำระหนี้ครั้งนี้มันเป็นประโยชน์ ๒ ส่วน ตัวธนาคารเมื่อได้ทรัพย์มาเป็นหลักประกันแล้วก็ย่อมจะเพิ่มมูลค่าของแอสเซต (Asset) ที่อยู่ในบาลานซ์ชีต (Balance Sheet) ของธนาคารด้วย ขณะเดียวกันก็ถือว่าได้ถือทรัพย์สิน ที่มีมูลค่าต่อไปในอนาคต แต่ถ้าธนาคารที่ถือทรัพย์สินนั้นมีเจตนาที่ไม่สุจริตนักอย่างที่เคยเห็นกัน ในประเทศไทยในหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา คนที่เอาหลักทรัพย์ไปพักชำระหนี้นั้น พอถึงเวลา จะถ่ายกลับ ถ่ายกลับยาก ธนาคารมักจะขอให้ถ่ายกลับในมูลค่าที่สูงกว่าหนี้ที่ตกลงไว้ อาจจะยึดตามราคาตลาด อาจจะยึดตามที่มีราคา มีคนมาขอซื้อที่แพงกว่าที่โอนไว้ อันนี้ ก็เป็นความเดือดร้อน ซึ่งจะขอให้ธนาคารแห่งประเทศไทยขอให้รัฐบาลฝากกำกับให้ดูแล ป้องกันเรื่องนี้อย่าให้มันเกิดขึ้นกับพวกคนที่เดือดร้อนแล้วมาเข้าโครงการนี้อย่างวันนี้นะครับ เรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ ควรจะมีเงื่อนไข ในนี้น่าจะมีเงื่อนไขว่าในเวลา ๕ ปี แล้วถ้าหากว่า ไม่สามารถจะมาซื้อคืนได้ ลูกหนี้ก็สามารถจะขอต่อระยะ ขอต่อเวลา แล้วมีการเปลี่ยนแปลง เงื่อนไขได้ ฉะนั้นโดยสรุปโดยทั่วไปผมคิดว่าการที่รัฐบาลมาขอเอาพระราชกำหนด ให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูเที่ยวนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี แต่ว่าจะดีอย่างไรก็ตามถ้าขาดความตั้งใจ ขาด ความมุ่งมั่น ขาดความจริงใจที่จะช่วยจริง ๆ มันจะไม่ประสบความสำเร็จ ผมอยากจะฝาก จริง ๆ เลยครับว่าสิ่งที่ทำมา คิดมา เขียนมานี้ ถือว่าดีในระดับหนึ่งแล้ว แต่จะขอ ให้ดียิ่งขึ้นไปขอเถอะขอให้ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนคนตาดำ ๆ ที่กำลังเดือดร้อนกันอย่าง แสนสาหัส ขอให้มีความจริงใจช่วยเขาเถอะครับ ผมก็จะขอขอบคุณเอาไว้ล่วงหน้า ขอบคุณ ครับท่านประธาน