สรัสนันท์ อรรณนพพร ตั้งข้อสังเกตถึงความล้มเหลวของ พ.ร.ก. ซอฟต์โลน ฉบับก่อน พร้อมแสดงความกังวลว่ามาตรการใหม่ยังไม่เอื้อต่อผู้ประกอบการรายย่อยเนื่องจากเงื่อนไขเข้มงวดและธนาคารยังคงเป็นผู้ตัดสินใจโดยไม่แบกรับความเสี่ยง วิพากษ์การจัดสรรเงินกู้ที่เอื้อประโยชน์แก่ทุนใหญ่ ขณะที่ผู้ประกอบการเล็กได้รับผลกระทบหนักจากนโยบายรัฐ พร้อมเรียกร้องให้มีมาตรการเยียวยาที่ตรงจุด มีประสิทธิภาพ และเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนได้ฟื้นตัวอย่างแท้จริง โดยเน้นว่าประชาชนต้องการโอกาสในการทำงานและทำธุรกิจ ไม่ใช่แค่เงินช่วยเหลือเพียงอย่างเดียว
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพค่ะ ดิฉัน สรัสนันท์ อรรณนพพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น เขต ๘ พรรคเพื่อไทยนะคะ เมื่อปีที่แล้วดิฉันก็มีโอกาสได้อภิปรายเกี่ยวกับ พ.ร.ก. ซอฟต์โลน ที่มี จุดประสงค์ที่จะช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการรับมือสถานการณ์ โควิด (COVID) ที่ผ่านมา ผ่านสินเชื่ออัตรา ๒ เปอร์เซ็นต์ในกรอบวงเงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งในการอภิปรายครั้งนั้นดิฉันก็ได้แสดงความคิดเห็นอย่างชัดเจนว่า พ.ร.ก. ฉบับนั้น ไม่มีทางเลยที่จะบรรลุตามเป้าที่กำหนดไว้ แล้วก็จะไม่มีทางเขาถึงเอสเอ็มอี (SMEs) ผู้ประกอบการตัวเล็กตัวน้อยได้อย่างแน่นอน ผลก็เป็นตามคาดค่ะ ผลของเงินกู้กรอบ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นถูกปล่อยไปเป็นเพียงแค่แสนกว่าล้านบาท หลาย ๆ ท่านก็ได้ พูดถึงแล้ว แล้วเงินกู้ส่วนใหญ่ที่ถูกปล่อยออกไปก็ไปสู่ผู้ประกอบการรายใหญ่ ผู้ประกอบการ น้ำดี ผู้ประกอบการที่มีผลประกอบการเป็นบวกเท่านั้น นี่คือความล้มเหลวที่แบงก์ชาติก็รู้ดี ดิฉันมั่นใจว่าท่านรู้ดีว่าลักษณะนี้จะเกิดขึ้นแน่นอน เพราะว่าท่านคุยกับธนาคารพาณิชย์ อยู่ตลอด แล้วก็ยังยืนยัน ยังดึงดันอยู่ แล้วก็เอา พ.ร.ก. ซอฟต์โลน ครั้งที่แล้วมามัดมือให้สภา อนุมัติ โดยอ้างว่าเอสเอ็มอี (SMEs) ได้รับผลกระทบ นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นปีที่แล้ว จากสาเหตุ ความล้มเหลวของ พ.ร.ก. ฉบับนั้น ปัจจัยหลัก ๆ ที่เกิดขึ้นอันดับแรกเลยมันคือกรอบที่ท่าน ตั้งไว้เกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้กู้ซึ่งมันแคบมาก จะต้องเป็นคนที่มีสินเชื่อกับธนาคารอยู่แล้ว ซึ่งท่านทราบไหมว่าตัวเลขเอสเอ็มอี (SMEs) ที่อยู่ในระบบตอนนั้นมีเพียง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ของจำนวนเอสเอ็มอี (SMEs) ทั้งหมดของประเทศไทย ซึ่งก็ประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ กว่าราย เท่านั้น มิหนำซ้ำยังจะต้องเป็นลูกค้าที่จะต้องไม่มีหนี้เสีย หรือเอ็นพีแอล (NPL) นั่นก็น้อยลง ไปอีก ตัดไปอีก ๑๐๐,๐๐๐ กว่าราย นี่คือสาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้เอสเอ็มอี (SMEs) หลาย ๆ เจ้าไม่สามารถเข้าถึงเงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นได้นะคะ จากความล้มเหลว ปีที่แล้วมาปีนี้ท่านก็มาพิจารณา พ.ร.ก. ซอฟต์ โลน ฉบับใหม่ที่เรากำลังพิจารณากันอยู่ ณ ขณะนี้ ตั้งกรอบไว้ที่ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนะคะ จากที่ดิฉันได้ศึกษาดูแล้ว ได้ฟัง ท่านรัฐมนตรีพูดถึงก็ฟังดูดีนะคะ เพราะว่าท่านก็ได้กลับไปพิจารณาปรับแก้ไข แต่ดิฉันก็ ยังคงคิดเช่นเดิมว่ามันยังคงไม่สามารถช่วยเหลือหรือเข้าถึงเอสเอ็มอี (SMEs) ผู้ประกอบการ ตัวเล็กตัวน้อยได้อยู่ดี เพราะอะไรคะ เพราะว่าดิฉันได้ฟังสัมภาษณ์ของผู้ว่าแบงก์ชาติ ท่านเข้าใจเป็นอย่างดีว่าเป็นเพราะอะไร แล้วเข้าใจปัญหาว่าทำไมมันถึงไม่ประสบ ความสำเร็จ มาครั้งนี้ท่านก็ยังคงออก พ.ร.ก. ลักษณะเดิมออกมา สาเหตุจริง ๆ มันไม่ใช่แค่กรอบแคบ ๆ ของคุณสมบัติที่ท่านตั้งไว้ตั้งแต่แรก แต่ว่าปัญหาจริง ๆ ก็คือมันเป็นการให้อำนาจ ธนาคารพาณิชย์เป็นผู้อนุมัติเงินกู้นะคะ แล้วในความเป็นจริงในทางปฏิบัติจริง ๆ ธนาคาร พาณิชย์ไม่ยินยอมแล้วก็ไม่ยินดีที่จะรับความเสี่ยง ถึงแม้ว่าจะได้รับกำไรจากส่วนต่าง ของดอกเบี้ยสูงถึง ๒๐๐ เปอร์เซ็นต์ มาฉบับนี้ท่านให้สูงถึง ๕๐๐ เปอร์เซ็นต์ แม้กระทั่งมี บสย. เข้ามาช่วยค้ำ ดิฉันก็มั่นใจว่าธนาคารก็จะไม่วิ่งเข้าหาผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อย เช่นเดิมค่ะ ท่านประธานคะ เนื้อหาของ พ.ร.ก. ฉบับนี้ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติม ไปมาก นอกเสียจากว่ากฎกรอบว่าจะต้องเป็นสินเชื่อ ผู้ที่มีสินเชื่อเดิมจากธนาคาร ให้เป็นใครก็ได้ แต่สิ่งที่เพิ่มเติมมาค่ะคือดอกเบี้ยที่บวกมาอีก ๑.๗๕ เปอร์เซ็นต์ ก็คือการค้ำ ของ บสย. โดยรวม ๆ ภาระของผู้ที่จะต้องกู้สินเชื่อก้อนนี้ก็จะเป็น ๒ เปอร์เซ็นต์บวกกับ ๑.๕ เปอร์เซ็นต์เป็น ๓.๗๕ เปอร์เซ็นต์จากฉบับเดิม ดิฉันคิดว่าผู้ที่ออกนโยบายแล้วก็ พ.ร.ก. ฉบับนี้ก็คงคิดคร่าว ๆ คิดง่าย ๆ ค่ะว่าถ้าปลดล็อกคุณสมบัติผู้ที่จะขอเงินกู้ได้ก็จะสามารถ ทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กรายย่อยเข้าถึงได้ แต่ในทางปฏิบัติแล้วมันก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลง ไปเลยเพราะว่าธนาคารเป็นผู้อนุมัติ ที่สำคัญที่สุดก็คือจะต้องมีผลประกอบการเป็นบวก อันนี้ คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ๆ นะคะ บริษัทไหนที่ยื่นติดลบจะถูกตัดตกทันที แล้วไหนละคะเงินกู้ที่ ท่านตั้งใจว่าจะแบ่งไปให้ผู้ประกอบการรายเล็กรายย่อย ที่ผ่านมาปีที่แล้วเราก็เห็นกันว่า เศรษฐกิจไม่ได้ดี แล้วก็ซ้ำร้ายยังประคองตัวยังยากนะคะ การที่ไม่ขาดทุนก็ถือว่าเก่งแล้ว จะเอาผลประกอบการไหนดี ๆ ไปยื่นให้กับธนาคารเพื่อที่จะขอเงินกู้ที่จะผ่านอนุมัติจาก ธนาคาร ท่านประธานคะ ดิฉันขออนุญาตฝากคำถามไปถึงท่านรัฐมนตรี ไปถึงแบงก์ชาติ ผู้ที่ออกนโยบาย ไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีด้วยซ้ำว่าท่านคิดว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้จะสามารถ กระจายไปถึงมือผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อยที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการป้องกัน สถานการณ์โควิด (COVID) ได้อย่างไร อันนี้ถามกันตรง ๆ และท่านคิดว่ามันเป็นไปได้ หรือเปล่าคะ แล้วก็มันเป็นได้จริงหรือ เขาจะเข้าถึงเงินทุนก้อนนี้ได้จริง ๆ หรือ แล้วก็เหตุผล อะไรที่ท่านคิดว่าธนาคารจะสามารถยอมรับความเสี่ยงแม้จะมีการค้ำจาก บสย.
อีกคำถามหนึ่ง คือถ้าตัวท่านเองเป็นธนาคารพาณิชย์ท่านจะยอมปล่อยเงินกู้ ให้บริษัทขนาดย่อม แล้วก็บริษัทต่าง ๆ ที่มีความเสี่ยงสูงที่ได้รับผลกระทบเกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันที่เรามีรัฐบาลนี้กำกับอยู่หรือเปล่า ท่านประธานคะ ก่อนที่ พ.ร.ก. ฉบับนี้จะเข้าสภาด้วยซ้ำ ท่านทราบหรือเปล่าว่าธนาคารพาณิชย์เกือบทุกเจ้า วิ่งหาลูกค้ารายใหญ่ วิ่งหาลูกค้าชั้นดี วิ่งหากลุ่มคนที่ไม่ได้ขัดสนเรื่องเงินทุน พยายามเร้าหรือ พยายามเกลี้ยกล่อมให้กู้เงินนะคะ เสมือนแทบจะประเคนเงินกู้ให้เลย แทนที่จะไปหา ผู้ประกอบการรายเล็ก อันนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ๆ เขาไม่ได้วิ่งหาคนที่มีความจำเป็นที่จะต้อง ใช้เงินหมุนนะคะ เขาพยายามปล่อยเงินออกให้มากที่สุด ไปสู่คนที่มีความเสี่ยงต่ำน้อยที่สุด ก็คือเพื่อที่จะขายกำไรจากดอกที่ได้อัตราต่ำมาจากรัฐบาล ที่เจ็บกว่านั้น หลาย ๆ คน ที่ได้เงินกู้มาเอาไปปล่อยต่อค่ะ ได้เงินมาเอาไปปล่อยต่อ คนที่ไม่ได้รับเงินจาก พ.ร.ก. ซอฟต์โลน นี้ ก็ไม่มีทางเลือกค่ะ จะต้องไปกู้เงินที่อัตราสูงขึ้น หลายคนเอาเงินที่ได้มาจาก พ.ร.ก. ซอฟต์โลน นี้เอาไปลงตลาดหุ้นต่อ เอาไปกว้านซื้อที่ อันนี้คือเป็นช่วงกอบโกยของคนที่มีกำลังมาก คนตัวใหญ่ บริษัทใหญ่ คนที่มีทรัพย์สินมากอยู่แล้ว ณ ขณะนี้ แต่ในขณะเดียวกันผู้ประกอบการธุรกิจเล็ก ๆ ที่ไม่มีเงินหมุน ตอนนี้เงินที่จะเอาไป จ่ายเงินลูกน้องเขาก็ไม่มี ไม่เคยได้แม้กระทั่งการพักชำระหนี้หรือพักชำระดอกด้วยซ้ำ นี่คือความเหลื่อมล้ำของประเทศไทยเราที่กำลังประสบภายใต้สถานการณ์โควิด (COVID) ที่ทำให้เศรษฐกิจของประเทศไทยเรามีความเหลื่อมล้ำมากยิ่งขึ้น มากไปกว่านั้นก็คือรัฐบาล ยังเหยียบย่ำคนจนคนตัวเล็กมากไปกว่าเดิม ท่านต้องกลับไปดูนะคะ คนที่หาเช้ากินค่ำ แท็กซี่ที่ขับตอนกลางคืน คนขับตุ๊ก ๆ แม่ค้าที่ขายอยู่ตลาดตอนกลางคืน นักดนตรี ผู้จัดโต๊ะจีน หมอลำ โรงแรม พนักงานต่าง ๆ คนเลี้ยงช้าง แล้วก็อีกมากมายที่อยู่ในภาคส่วนที่ถูกกระทบ จากมาตรการการปิดกั้น การล็อกดาวน์ (Lockdown) ต่าง ๆ ของรัฐบาล ทุกวันนี้คนกลุ่มนี้ เป็นคนที่ไม่มีทุน คนที่สายป่านสั้นได้รับผลกระทบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่สามารถหากินได้ นานนับปี ดิฉันถามว่าทางออกที่รัฐบาลนี้มีให้คนกลุ่มพวกนี้คืออะไร ท่านเคยหยิบยื่นอะไร ให้เขาบ้าง พ.ร.ก. ซอฟต์โลนนี้ดูเหมือนจะเป็นความหวังของเขา แต่ว่าสุดท้าย ท้ายที่สุด ผ่านมาปีที่ ๒ ที่เราพิจารณา อยากจะมอบเงินให้เขาก็เป็นเพียงความฝัน เป็นเหมือนเพียง แอปเปิลที่อยู่บนต้นไม้สูง ๆ ที่คนตัวเล็กไม่สามารถหยิบยื่นได้เลย ดังนั้น พ.ร.ก. เงินกู้ฉบับนี้ ดิฉันก็ยังมองว่าเป็นความล้มเหลวอีกเช่นเคยที่ผ่านมา ไม่ต่างจาก พ.ร.ก. ฉบับเก่าของ ปีที่แล้ว สิ่งที่ดิฉันคิดในใจ คือแบงก์ชาติไม่ได้มีความตั้งใจที่อยากจะอุ้มคนตัวเล็กสักเท่าไร แต่ในขณะเดียวกันยังคงคิดถึงความมั่นคงของสภาวะสถานการณ์การเงินที่มั่นคงของธนาคาร พาณิชย์ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริง ๆ มันจะทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำของโอกาสทางการค้า ในอนาคต คนตัวใหญ่ ตัวใหญ่ขึ้น คนตัวเล็กก็จะทยอยหายไปเรื่อย ๆ สร้างความผูกขาด ทางด้านการค้ามากขึ้นเรื่อย ๆ ทำลายโอกาสการเกิดของสตาร์ตอัป (Startup) ก็ดี หรือว่า จะเป็นโอกาสการเกิดของครีเอทีฟ อีโคโนมี (Creative Economy) ประโยชน์ต่าง ๆ มันก็จะ ถูกทำลายไป การแข่งขันเสรีเราก็จะเห็นน้อยลง น้อยลง ของประเทศไทยเรา ระยะยาว ประเทศไทยของเราจะมุ่งสู่การพัฒนาได้อย่างไร เครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ที่มีเอสเอ็มอี (SMEs) อยู่มากถึง ๔๓ เปอร์เซ็นต์ การจ้างงานถึง ๑๔ ล้านอัตรานี้จะไปต่ออย่างไร ถ้าท่านไม่สามารถเข้าถึง หรือเข้าให้ความช่วยเหลือคนกลุ่มนี้ได้จริง ๆ เราก็ต้องยอมรับนะคะว่า รัฐบาลนี้ไม่มีความสามารถที่จะช่วยเหลือผู้ประกอบการตัวเล็กตัวน้อยได้เลย ไม่มีการเยียวยาใด ๆ เราเห็นมาเกือบปีกว่า คนตัวเล็กตัวน้อยได้อย่างมากก็ ๑,๐๐๐ บาท ๒,๐๐๐ บาท พอที่จะ ขัดสนรายเดือนไปได้ ที่อเมริกาเวลาเขาสั่งปิดหรือมีมาตรการต่าง ๆ เขาชดเชย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ที่สิงคโปร์เขามีการจ้างงานผ่านบริษัทต่าง ๆ การันตีว่าจะไม่มีการถูกไล่ออก อันนี้คือตัวอย่าง ของรัฐบาลที่ไม่ผลักภาระให้กับประชาชนของเขาโดยที่ไม่ดูดำดูดี แล้วเขาก็รู้ว่าเขาควรจะ แก้ปัญหาอย่างไรให้มันถูกจุดและถูกต้อง มาตรการการช่วยเหลือทางการเงินดิฉันมองว่าเป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อที่จะทำให้ผู้ประกอบการมีชีวิตอยู่รอด จนกระทั่งสถานการณ์ทุกอย่างคลี่คลาย การจ้างงานดำเนิน ต่อไปได้เรื่อย ๆ แล้วก็ไม่ทำให้ระบบเศรษฐกิจของเราทรุดลงกว่านี้ถ้าเกิดมีปัญหาการว่างงาน แต่สิ่งที่จำเป็นและสิ่งที่ดิฉันมองว่าสำคัญที่สุด ก็คือมาตรการการจัดการโควิด (COVID) โดยภาพรวมที่ไร้ประสิทธิภาพของประเทศไทย อันนี้คือสิ่งที่ธนาคารพาณิชย์หลาย ๆ เจ้า ไม่มั่นใจ เขาไม่ได้เพียงแต่ไม่มั่นใจผู้ประกอบการ แต่เขาไม่มั่นใจศักยภาพของรัฐบาลที่จะพาเราออก จากวิกฤตินี้ได้ รัฐบาลควรจะชี้เป้าไปเลย ตั้งกรอบเวลาไปเลยว่าจะเปิดเศรษฐกิจเมื่อไร ด้วยเงื่อนไขถึงความ ปลอดภัยของสาธารณสุขของประเทศให้ชัดเจนแล้วก็เร็วที่สุด วัคซีนก็จะเป็นทางออก แต่เราก็ได้เห็นตามข่าว ตามสื่อ ถึงความวุ่นวาย การจัดแจง การจัดการ การสร้างความเชื่อมั่น ให้ประชาชนได้เข้าถึงการฉีดวัคซีน นี่คือปัญหาที่เราพบมาตลอด ถ้ารัฐบาลไทยมีแผน นโยบายที่ชัดเจน ภาคธุรกิจจะสามารถวางแผนธุรกิจการลงทุน อย่างน้อย ๆ ก็อีก ๖ เดือน หรืออีกปีหนึ่งได้ เตรียมการจ้างงานได้ สามารถวางแผนธุรกิจได้ เพราะเขารู้ว่าสิ่งที่กำลัง จะเกิดขึ้นคืออะไร และทิศทางของรัฐบาลคืออะไร นี่จะเป็นจุดสำคัญที่จะสร้างความเชื่อมั่น จากธนาคารได้ นี่จะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นที่อยากจะให้ธนาคารปล่อยเงินกู้ให้คนตัวเล็ก ตัวน้อยได้ แต่ว่าวันนี้ของเรายังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าตื่นมาจะเจออะไร พ.ร.ก. ฉุกเฉินจะยืดไปอีก กี่เดือนนะคะ
เพราะฉะนั้นโดยสรุปดิฉันเข้าใจว่าประชาชนไม่ได้ตั้งคำถามว่าท่าน นายกรัฐมนตรีจะกู้เท่าไร แต่ประเด็นสำคัญคือเขาอยากทราบว่าท่านเอาไปทำอะไร แล้วก็ ใช้แบบไหน อันนี้คือประเด็นสำคัญ ที่ผ่านมาเขาไม่เห็นแสงสว่าง พี่น้องคนไทยเขาไม่ได้ ต้องการเพียงแค่ ๑,๐๐๐ บาท หรือ ๒,๐๐๐ บาทต่อเดือน เขาอยากทำงาน เขาอยากทำธุรกิจ เขาอยากเปิดธุรกิจ แล้วก็โดยที่ไม่มีรัฐบาลมาขัดหน้าขัดหลังนะคะ โดยที่ไม่มีเหตุผล ที่เหมาะสม แล้วก็ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เขาขอแค่ว่ารัฐบาลถึงไม่ให้ความช่วยเหลือ ก็อย่าเอาเท้าราน้ำนะคะ ท่านรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีที่บริหารประเทศอยู่ มาจนถึงทุกวันนี้ ท่านไม่ได้ถูกยึดบ้าน ท่านไม่ได้ถูกยึดรถ ท่านไม่ได้ถูกลูกน้อง ทวงเงินเดือน ท่านไม่ได้ถูกเจ้าหนี้มาทวงสตางค์ บริษัทไม่ได้ถูกปิดตัว นี่คือสิ่งที่เขาจะต้อง เจอทุก ๆ วัน ท่านกลับไปดูนะคะว่าตัวเลขผู้ตกงาน ณ ตอนนี้มันขึ้นไปถึงไหนแล้ว ท่านอยาก ให้คนไทยเข้าใจสถานการณ์และยอมรับ แต่ว่าสิ่งที่คนไทยยังไม่เข้าใจคือทำไมประเทศไทย เรา คนไทยเราจะต้องมาเจอรัฐบาลเน่า ๆ อย่างพวกท่าน ดิฉันขอเรียกร้องไปถึงพรรค ร่วมรัฐบาลทุกท่าน พอเถอะค่ะ อย่าให้ท้ายคนที่ไร้ความสามารถมาบริหารประเทศ เสมือนประเทศไทยที่ให้ท้ายวัคซีนที่ไร้ประสิทธิภาพนำมาฉีดให้คนไทยอยู่ทุกวันนี้ โดยสรุป ดิฉันคิดว่า พ.ร.ก. ซอฟต์โลน ปี ๒๕๖๔ จะไม่สามารถช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับ ผลกระทบอยู่ได้เลยค่ะ ขอบคุณค่ะ