สะถิระ เผือกประพันธุ์ อภิปรายเกี่ยวกับพระราชกำหนดฟื้นฟูเศรษฐกิจเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการลดภาระดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม ปรับปรุงเกณฑ์การเข้าถึงสินเชื่อ โดยเฉพาะสำหรับธุรกิจท่องเที่ยว บริการ และสตาร์ตอัป พร้อมเรียกร้องให้ภาครัฐทบทวนกลไกการปล่อยกู้เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและลดอัตราการว่างงานอย่างยั่งยืน แม้จะชื่นชมมาตรการสินเชื่อที่ช่วยผู้ประกอบการไปแล้วกว่า 54,000 ราย แต่เสนอให้ธนาคารแห่งประเทศไทยและคณะรัฐมนตรีเร่งเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงสินเชื่อให้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม สะถิระ เผือกประพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อำเภอ สัตหีบ จังหวัดชลบุรี พรรคพลังประชารัฐ ก่อนอื่นผมต้องขอบพระคุณท่านประธานที่วันนี้ผม ได้อภิปรายพระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับ ผลกระทบจากเชื้อโคโรนา ๒๐๑๙ (Corona 2019) ฉบับนี้ ขออนุญาต ขอสไลด์ (Slide) ด้วย ครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
สำหรับพระราชกำหนดฉบับนี้ คือการช่วยเหลือผู้ประกอบธุรกิจ แบ่งเป็น ๒ ส่วน ด้วยกันท่านประธานครับ ที่มีเพื่อน ๆ สมาชิกอภิปรายไปได้หลายท่าน ก็คือมาตรการสนับสนุนสินเชื่อผู้ประกอบธุรกิจ ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วการทำแอสเซต แวร์เฮาส์ซิง (Asset Warehousing) โครงการพักทรัพย์พักหนี้ อีก ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้ผมจะพูดถึงอะไรครับ พระราชกำหนดนี้ควรที่จะต้องรักษา ชีวิตมากกว่ายื้อชีวิตของผู้ประกอบธุรกิจพระราชกำหนดนี้ควรที่จะต้องให้การช่วยเหลือ มากกว่าหวังผลกำไร ถามว่าเพราะอะไรครับ เพื่อนสมาชิกหลายท่านพูดถึงการเข้าถึงแหล่ง เงินกู้ของพระราชกำหนดนี้ และพระราชกำหนดฉบับปีที่แล้ว ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ ท่านประธาน ตัวเลขกลม ๆ ถ้ายอดผู้กู้ ผู้ประกอบการกู้ยืม ๑ ล้านบาท จะได้ ๒๕๐,๐๐๐ ราย ๑๐ ล้านบาท จะได้ ๒๕,๐๐๐ ราย ถามว่าธุรกิจประเภทไหน ที่สถาบันการเงินที่ได้รับเงินกู้ยืมจากธนาคารแห่งประเทศไทยมาปล่อยกู้ให้กับธุรกิจ ประเภทไหนที่ทางสภาบันการเงินจัดลำดับความสำคัญที่จะอยู่รอดของประเทศ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ รายได้หลักของประเทศของเราคือการได้รับรายได้ จากการท่องเที่ยว แน่นอนครับ ตอนนี้นักท่องเที่ยวต่างชาติไม่ได้เข้ามา แต่นักท่องเที่ยว ในประเทศเรายังมีกำลังจับจ่าย แต่ธุรกิจผู้ประกอบการที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวกลับไม่เข้าถึง เงินกู้ของพระราชกำหนดนี้หรือปีที่แล้วแต่อย่างใด โดยเฉพาะธุรกิจการท่องเที่ยว ธุรกิจภาคบริการร้านค้า ร้านอาหารธุรกิจการขนส่งผู้โดยสาร การผลิตอาหาร ธุรกิจ ออร์แกไนซ์ (Organize) ธุรกิจสื่อ และธุรกิจภาคบริการ และรวมถึงกลุ่มธุรกิจใหม่ ของเยาวชน คือสตาร์ตอัป (Startup) ที่กำลังจะเดินเข้ามา ผมมองว่าพระราชกำหนดนี้ ช่วยทางรัฐบาลอย่างหนึ่งก็คือช่วยลดอัตราการว่างงาน แน่นอนครับ ผู้ประกอบธุรกิจ ต้องกู้เงินมา ๑๐ ล้านบาท ๒๐ ล้านบาท เพื่ออะไรครับไม่ได้ให้ธุรกิจเติบโตนะครับ ไม่ได้ผลกำไร เพราะยอดขายก็ไม่มี ยอดผู้เข้าพักก็ไม่มีกู้มาเพื่อให้กับพนักงานหรือลูกจ้างของ บริษัทตัวเองเป็นส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้นนี่คือสิ่งที่ผมกำลังจะบอกว่า ใช่ครับ เราลดอัตรา การว่างงานแต่ผู้ต้องแบกรับภาระในการที่จะเอาเงินกู้นี้เขาไม่ได้เอามาลงทุนนะครับ เขาเอามาจ่ายเงินเดือนให้กับพนักงาน จ่ายเงินเดือนให้กับลูกจ้าง นี่คือสิ่งที่ผู้ประกอบการ ธุรกิจกำลังแบกรับอยู่ ผมกำลังพูดถึงอย่างไรครับพระราชกำหนดนี้ควรที่จะต้องช่วยเหลือ มากกว่าผลกำไร เพราะอะไรครับ อัตราดอกเบี้ยท่านประธานครับ อัตราดอกเบี้ย เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว พระราชกำหนดซอฟต์โลนปีที่แล้วธนาคารแห่งประเทศไทยหรือ บีโอที (BOT) ปล่อยกู้ให้กับสถาบันการเงินหรือธนาคารพาณิชย์ ๐.๐๑ เปอร์เซ็นต์ต่อปี แต่สถาบันการเงินปล่อยกู้ให้กับผู้ประกอบการธุรกิจ ๒ ปีแรก ๒ เปอร์เซ็นต์ และ ค่าธรรมเนียมอีก ๑.๗๕ เปอร์เซ็นต์ต่อปี อันนี้ ๒ ปีแรกนะครับ ทีนี้มาดูปีที่ ๓ ถึงปีที่ ๕ ปีที่ ๓ ถึงปีที่ ๕ สถาบันการเงินธนาคารพาณิชย์ให้ผู้ประกอบการกู้คิดดอกเบี้ยร้อยละ ๕ เปอร์เซ็นต์ต่อปี และค่าธรรมเนียม ๑.๗๕ เปอร์เซ็นต์ต่อปี ท่านประธานที่เคารพครับ พระราชกำหนดซอฟต์โลนปีที่แล้ว กำหนดไว้ว่าค่าธรรมเนียม ๑.๗๕ เปอร์เซ็นต์ต่อปีนั้น ไม่มีนะครับ แต่พระราชกำหนดฟื้นฟูฉบับนี้มี ๑.๗๕ เปอร์เซ็นต์ต่อปี ตรงนี้ผมฝากทาง ท่านคณะรัฐมนตรี ให้พิจารณาด้วยเพื่อที่จะให้ผู้ประกอบการได้มีชีวิตอยู่ ไม่ได้ยื้อชีวิตเขา ตรงนี้เป็นสิ่งสำคัญเลยรวมถึงวงเงิน วงเงินก็เป็นสิ่งสำคัญพระราชกำหนดซอฟต์โลน กำหนดไว้ว่าต่ำกว่า ๕๐๐ ล้านบาท สามารถกู้ได้ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ก็คือ ๑๐๐ ล้านบาท แต่พระราชกำหนดฟื้นฟูฉบับนี้ ๕๐๐ ล้านบาท กำหนดให้ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ก็คือ ๑๕๐ ล้านบาท คือลูกหนี้เดิม เพราะฉะนั้นลูกหนี้เดิม พระราชกำหนดฉบับนี้สามารถกู้ได้มากกว่า ๕๐ ล้านบาท และลูกหนี้ใหม่ครับ อันนี้สำคัญกู้ได้ไม่เกิน ๒๐ ล้านบาท คำถามมีอยู่ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย ท่านให้สถาบันการเงินเป็นผู้พิจารณา ท่านทราบข้อมูลลูกหนี้ใหม่ได้อย่างไร อยู่ที่ไหน มีเจ้าหน้าที่โทรไหม มีครับ ผมเคยมีเหมือนกัน เพื่อน ๆ แนะนำมามีคนจะมากู้เงิน ทีนี้โทรศัพท์มา คนโทรศัพท์มากู้เงินไม่มีใครหรอกครับที่จะเข้าไปแบงก์ ทำไมท่านไม่ให้ เจ้าหน้าที่ที่สามารถดูแลให้ความสำคัญขั้นตอนต่าง ๆ จากการเข้าถึงเงินกู้พระราชกำหนดนี้ ผมยอมรับผมเห็นด้วยกับพระราชกำหนดนี้เป็นอย่างมาก ช่วยเหลือธุรกิจเป็นอย่างมาก แต่การนำไปปฏิบัติจะได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์แค่ไหน อันนี้ผมต้อง ฝากทางท่านประธานผ่านไปยังคณะรัฐมนตรีด้วยเช่นกัน ท่านประธานครับ นี่คือสิ่งที่ผมบอก ว่าเงินกู้ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยให้ไป ๐.๐๑ เปอร์เซ็นต์ ให้กู้สถาบันการเงิน แต่สถาบัน การเงินกลับปล่อยกู้สูงสุดเมื่อรวมกับค่าธรรมเนียมแล้วตก ๖.๗๕ เปอร์เซ็นต์ ผมหาข้อมูล ได้เพียงว่าเราสูงที่สุดในอาเซียน (ASEAN) นะครับ อัตราดอกเบี้ยญี่ปุ่นคิด ๑ เปอร์เซ็นต์ เท่านั้นในช่วงวิกฤติการณ์โคโรนา (Corona) ครั้งนี้ สหรัฐอเมริกา ๓.๕ เปอร์เซ็นต์ในการ ปล่อยดอกเบี้ยเงินกู้ ผมบอกแล้วว่าอย่างนี้ควรที่จะช่วยเหลือมากกว่าผลกำไรครับ ท่านประธาน
อันนี้ขอชื่นชมสำหรับพระราชกำหนดนี้ที่ได้ปล่อยสินเชื่ออย่างน้อยไปแล้ว ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เป็น ๕๔,๐๖๖ ราย ตกเฉลี่ยแล้วรายละ ๒.๑ ล้านบาท เป็นธุรกิจ ขนาดเล็กวงเงินไม่เกิน ๕ ล้านบาท เป็นธุรกิจประกอบธุรกิจพาณิชย์และเป็นลูกหนี้ อยู่ต่างจังหวัด อันนี้ผมเห็นด้วยและขอชื่นชมกับพระราชกำหนดฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจฉบับนี้ กับทางคณะรัฐมนตรีที่เป็นผู้เสนอเรามา ทีนี้อย่างไร ผมขอเสนอครับท่านประธาน การเข้าถึงวงเงินนี้เป็นสิ่งสำคัญจะตรงเป้าแค่ไหน เราจะช่วยผู้ได้รับบาดเจ็บแค่ไหน ให้มีสภาพชีวิต ให้มีสุขภาพที่ดี ก็คือผู้ประกอบการธุรกิจอยู่ที่ตัวสถาบันการเงินครับ ให้ธนาคารแห่งประเทศไทย ให้ ครม. วางมาตรการให้ตรงเป้ามากกว่านี้เป็นสิ่งที่ทางพี่น้อง ประชาชนผู้ประกอบการได้รับผลระโยชน์และเศรษฐกิจในพื้นที่นั้น ๆ จังหวัดนั้น ๆ จะเติบโตต่อไปได้ครับ ด้วยความเคารพครับท่านประธาน ผม สะถิระ เผือกประพันธุ์ กราบขอบพระคุณครับ