นิคม วิจารณ์ซอฟต์โลน 5 แสนล้าน เสนอกองทุนกู้ตรงประชาชน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๖๔

นิคม บุญวิเศษ อภิปรายเกี่ยวกับพระราชกำหนดช่วยเหลือผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 โดยวิพากษ์มาตรการซอฟต์โลน 500,000 ล้านบาทว่าเอื้อประโยชน์ต่อธนาคารมากกว่าผู้ประกอบการรายย่อย และเสนอให้จัดตั้งกองทุนเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงเงินกู้ได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านธนาคารกลาง

นายนิคม บุญวิเศษ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายนิคม บุญวิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรค พลังปวงชนไทย ท่านประธานครับ ผมขออภิปรายพระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือ และฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019)

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมเคยอภิปรายครั้งหนึ่งไปแล้วนะครับ เมื่อปี ๒๕๖๓ เรื่องซอฟต์โลน (Soft Loan) ที่รัฐบาลได้ออกประกาศแล้วก็มีเงื่อนไข กำหนดการต่าง ๆ ผมเคยอภิปรายแล้วว่ามันไม่ได้ผลครับ เนื่องจากท่านไปตั้งกติกาที่ไม่ได้ ช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโคโรนา (Virus Corona) จริง ๆ ท่านบอกว่าเงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นให้ช่วยเหลือผู้ประกอบการที่เป็นลูกค้าของธนาคาร ที่เป็นหนี้ในธนาคารตั้งแต่ ๓๑ ธันวาคม ปี ๒๕๖๒ นั่นหมายถึงว่าท่านไม่ได้ช่วย ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโคโรนา (Virus Corona) ตั้งแต่ปี ๒๕๖๓ เดือนมีนาคมเป็นต้นมา ซึ่งกลุ่มเหล่านี้ไม่ได้อานิสงส์จากซอฟต์โลน (Soft Loan) ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้เลย ผมอภิปรายไปแล้วครับ ปรากฏว่ามาถึงวันนี้ระยะเวลา ๑ ปีกว่า น่าเสียดายครับ กลุ่มธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อมที่ควรจะได้รับการช่วยเหลือเยียวยา หรือได้เข้าถึงเงินกู้ฉบับนี้ ถ้าเขาได้เข้าถึงเงินกู้ฉบับนี้เขาคงไม่ล้มหายตายจากไป แต่ไม่เป็น อะไรครับรัฐบาลก็มีการปรับมาใน พ.ร.ก. ฉบับนี้แล้ว ผมจะเปรียบเทียบครับว่า เมื่อปรับมาแล้วใครได้ประโยชน์ ใครเสียประโยชน์ อย่าลืมว่าเงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น ที่รัฐบาลกู้มามันคือเงินของประชาชน ประชาชนเป็นหนี้ครับ ลูกหลานเหลนโหลน เราเป็นหนี้ร่วมกันครับ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ รัฐบาลไปปล่อยให้ธนาคารพาณิชย์ ๐.๐๑ เปอร์เซ็นต์ ๑ ล้านบาทเสียดอกเบี้ย ๑๐๐ บาทครับท่านประธาน แล้วมาปล่อยให้ ผู้ประกอบการ ๒ เปอร์เซ็นต์ อันนี้คือ พ.ร.ก. เก่านะครับ ๑ ล้านบาท เสียดอกเบี้ย ๒๐,๐๐๐ บาท ธนาคารไม่ปล่อยครับ เพราะธนาคารคิดว่ามันได้กำไรน้อยและมีความเสี่ยงสูง แล้วรัฐบาลก็ออกกติกามาใหม่ครับว่าปล่อยให้ธนาคารดอกเบี้ยเท่าเดิมครับ ๑ ล้านบาท จ่ายดอกเบี้ย ๑๐๐ บาท แล้วก็ให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยให้ประชาชนผู้ประกอบธุรกิจ เอสเอ็มอี (SMEs) ขนาดกลาง ขนาดย่อม ล้านละ ๕๐,๐๐๐ บาท ชัด ๆ อย่างนี้ครับ แล้วถาม ว่าใครได้ประโยชน์ พ.ร.ก. ฉบับนี้เอื้อประโยชน์ให้กับธนาคารพาณิชย์ ไม่ได้ เอื้อประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการเลยครับ เพราะสุดท้ายผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อย ที่ไม่เคยกู้ธนาคารจะไปกู้กับธนาคาร ผมคิดว่าธนาคารคงไม่ปล่อยละครับ ปล่อยยากครับ ไม่เหมือนโรงพยาบาลครับ โรงพยาบาลถ้าเกิดใครเป็นผู้ป่วยหนัก หายใจไม่ออกจะตายอยู่แล้ว ไปเข้าฉุกเฉินครับ แล้วเข้าไอซียู (ICU) รักษาเลย แต่ผมเชื่อว่าธนาคารถ้าเห็นคนจะตาย ไม่กล้ารับหรอกครับ กลัวมันตาย รักษาก็ไม่หาย คงจะต้องปล่อยให้ตายเหมือนเดิม ฉะนั้นผมก็เลยคิดว่าถ้าจะให้ถูกต้อง ตรงที่ตรงเวลารักษาให้ทันสถานการณ์ ผมเคยอภิปราย ไปแล้วว่าทำไมรัฐบาลไม่เอาเงินกู้ที่ประชาชนเป็นหนี้ร่วมกันทำไมไม่มาตั้งเป็นกองทุน กองทุนเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงครับ ท่านอาจจะแบ่งก็ได้ครับว่าเงินกองทุนนี้ ตอนนี้เงินเหลือ ประมาณ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท อาจจะนำเงินส่วนหนึ่งเข้าไปในกองทุนหมู่บ้าน หมู่บ้านละ ๑ ล้านบาท ก็ได้ครับ ใช้เงินประมาณไม่ถึง ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อย่างน้อยธุรกิจรายเล็กราย น้อยชาวบ้านเข้าถึงแน่ ๆ ผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อยสามารถฟื้นฟูได้ โดยที่ไม่ต้อง มีการไปกู้กับธนาคาร และอีกส่วนหนึ่งที่เหลือก็ให้ธนาคารเอาไปปล่อยครับ ลองมาแข่งกัน ดูว่าประเภทไหนจะได้ประโยชน์มากกว่ากัน ผมเชื่อว่าถ้าปล่อยเงินเข้าไปในกองทุนต่าง ๆ โดยเฉพาะกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองมันเข้าถึงทุกอณูของประชากรของประเทศ ทุกผู้ทุกคน ใครสามารถที่จะเข้ากองทุนได้ ประชาชนเข้าถึงครับ แต่ธนาคารไม่มีทางที่ประชาชนจะไปกู้ได้ ธนาคารก็ต้องปล่อยให้เฉพาะลูกหนี้ดี เหมือนกับเพื่อนสมาชิกที่ได้อภิปรายมาแล้ว อันนี้ เป็นความจริงแน่นอนครับ แต่เงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่กู้มาแล้วทำอย่างไร ก็ต้องเสีย ดอกเบี้ย แต่ไม่ได้มาพัฒนา ไม่มาช่วยเหลือผู้ประกอบการที่กำลังจะล้มหายตายจากได้เลย ผมจึงมีความเห็นว่าควรจะนำเงินส่วนหนึ่งใส่เข้าไปเป็นกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ประมาณสัก ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อให้ประชากร ประชาชนที่อยู่ตามหมู่บ้าน ธุรกิจ รายเล็กรายน้อยสามารถกู้ได้ ๒๐,๐๐๐ บาท ๓๐,๐๐๐ บาท ๕๐,๐๐๐ บาท และเงินเหล่านี้ ก็ไม่สูญหายไปไหน เพราะประชาชนเขาก็จะมีการค้ำประกันกัน แต่ถ้าท่านยังทำแบบนี้แล้ว ไม่สามารถปล่อยกูได้ แล้วรักษาไม่ทัน ผมเชื่อว่าธุรกิจจะตายกันหมด ผมอยากให้รัฐบาล มองดูตรงนี้ด้วยว่าการเอาเงินเข้าถึงประชาชนควรจะทำแบบเร่งด่วน และไม่ต้องมีขั้นตอน อะไรมากมาย เนื่องจากตอนนี้มันเข้าภาวะฉุกเฉินแล้ว มันฟื้นไม่ขึ้นแล้วครับ สร้างแรงจูงใจ ให้กับประชาชนเข้าถึงเงินก้อนให้ง่าย ๆ ถ้าท่านทำแบบนี้ธนาคารพาณิชย์กู้ล้านละ ๑๐๐ บาท แล้วก็มาปล่อยให้ประชาชน ล้านละ ๕๐๐,๐๐๐ บาท ดูง่าย ๆ ก็รู้แล้วว่าใครได้ ประโยชน์ ก็คือธนาคารพาณิชย์ได้ประโยชน์ แถมธนาคารพาณิชย์ยังไม่มีความเสี่ยงนะครับ ท่านก็ยังให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมค้ำประกันให้อีก นอกจากนั้น ยังไม่พอกระทรวงการคลังค้ำอีกชั้นหนึ่ง นั่นหมายถึงว่าธนาคารพาณิชย์แทบไม่มีความเสี่ยง อะไรเลย ผมได้สอบถามท่านที่มาให้ข้อมูล ผมถามว่าทำไมไม่ทำเป็นกองทุนขึ้นมา ท่านบอกว่า เราไม่มีสาขาจำนวนมากที่จะเข้าถึงประชาชน ทำไมจะไม่มีสาขาละครับ ในเมื่อกองทุน หมู่บ้านมันมีอยู่แล้ว แค่ท่านเติมเงินเข้าไปในกองทุนหมู่บ้าน หมู่บ้านละ ๑ ล้านบาท แต่ถ้ามีเงินพอก็ ๒ ล้านบาทเข้าไป ใช้เงินประมาณ ๑๖๐,๐๐๐ ล้านบาทเอง อันนี้เข้าถึงประชาชน แน่นอนล้านเปอร์เซ็นต์ ทำปุ๊บได้ผลปั๊บทันทีครับ แต่ถ้ายังผ่านธนาคารพาณิชย์ไม่มีทางที่ ธุรกิจรายเล็กรายย่อมจะเข้าถึง ไม่มีทางครับ เพราะว่าการเข้าถึงธนาคารพาณิชย์นี้ธนาคาร ก็ต้องเรียก ถูกไหมครับ ดูว่าผลประกอบการเป็นอย่างไร ธุรกิจจะมีโอกาสที่จะก้าวหน้า เอาเงินคืนได้ไหม มีหลักฐานมีอะไรค้ำไหม ซึ่งการคุยกับธนาคารท่านก็ทราบดีอยู่แล้วว่า มันคุยยาก สุดท้ายก็จะมีการเรียกแป๊ะเจี๊ยะกัน มีการจ้างเขียนโครงการกัน ใครรู้จักเจ้าหน้าที่ ธนาคารก็จะได้รับการอนุมัติเร็วขึ้น แต่ประชาชนผู้ประกอบการรายเล็กถ้าอยากได้ ก็ต้องจ้างเขียนโครงการ ผมไม่อยากให้เป็นลักษณะนี้ เพราะเงินก้อนนี้เป็นเงินของประชาชน ฉะนั้นเงินของประชาชนต้องมาช่วยเหลือประชาชนครับ ผมเชื่อว่ารัฐบาลมีวัตถุประสงค์ ที่แน่วแน่ว่าอยากจะช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) แต่ถ้านโยบายออกมาแล้ว มันไม่ตรงเป้า ตรงที่ ถูกเวลา แล้วก็เร่งด่วน มันก็ไม่สามารถช่วยเหลือผู้ประกอบการได้อยู่ดี จึงอยากจะให้ช่วยไปปรับ แบ่งกันคนละครึ่งก็ได้ครับท่านประธาน ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เข้าไปกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ประชาชนชาวบ้านเขาจะได้เข้าถึงเงินก้อนนี้ ซึ่งเป็นเงินของเขาเอง และธุรกิจรายเล็กรายน้อยฟื้นฟูอย่างแน่นอน แต่ถ้าท่านไม่ปรับเปลี่ยน ผู้ที่ได้ประโยชน์จริง ๆ ก็คือธนาคารพาณิชย์ ไม่ใช่ประชาชน ไม่ใช่ธุรกิจเอสเอ็มอี (SMEs) ก็ขอฝากว่าผมอยากให้นำเงินก้อนนี้ไปเติมในกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองเพื่อเข้าถึง พี่น้องประชาชนอย่างแท้จริงครับ ขอบพระคุณมากครับ