วิรัตน์ เสนอแนวทางช่วยลูกหนี้-ปรับโครงสร้างสถาบันการเงินอย่างยั่งยืน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๖๔

วิรัตน์ วรศสิริน อภิปรายเสนอความเห็นต่อพระราชกำหนดช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 โดยวิเคราะห์การแบ่งกลุ่มลูกหนี้ตามเกณฑ์ 4 สี และยกตัวอย่างผลกระทบต่อภาคธุรกิจและประชาชน โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยที่ได้รับความเดือดร้อนต่อเนื่องตั้งแต่ยุครัฐบาล คสช. จนถึงช่วงล็อกดาวน์ จนเกิดปัญหาหนี้สินและหนี้เสีย พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลืออย่างเป็นธรรมและทั่วถึง รวมถึงตั้งข้อสังเกตต่อความไม่สมดุลในการจัดสรรงบประมาณ การเอารัดเอาเปรียบจากสถาบันการเงิน และเสนอแนวทางยืดหยุ่น เช่น การพักทรัพย์พักหนี้ การปรับโครงสร้างหนี้ และการตั้งคลินิกธุรกิจ เพื่อช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

นายวิรัตน์ วรศสิริน แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วิรัตน์ วรศสิริน พรรคเสรีรวมไทยครับ ขออนุญาตท่านประธานได้อภิปราย แสดงความเห็นพระราชกำหนดให้ความช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับ ผลกระทบจากการระบาดของเชื้อโควิด-๑๙ (COVID-19) ฉบับนี้ ต่อท่านประธานและต่อ ท่านสมาชิกในที่ประชุมนะครับ ทางธนาคารแห่งประเทศไทยท่านได้ออกมาตรการนี้ ผมเข้าใจว่าอยู่บนสมมุติฐานจากการแบ่งกลุ่มลูกหนี้ออกเป็น ๔ กลุ่ม ๔ สี สีเขียว สีเหลือง สีส้ม และสีแดง

สีเขียวท่านหมายถึง ลูกค้าชั้นดีที่ไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์โควิด (COVID) ที่ผ่านมาในครั้งนี้ เรียกได้ว่ากลุ่มนี้ยังทั้งรวยและทั้งเฮง ก็อย่างเช่นกลุ่มเจ้าสัว ต่าง ๆ เป็นต้น กลุ่มผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับโครงการคนละครึ่ง อย่างนี้เป็นต้น ก็ถือได้ว่าโชคดีครับ ชาวบ้านยังต้องไปซื้อของทุกวัน เพราะไม่อยาก ให้เสียสิทธิคนละครึ่ง จะไม่ซื้อก็เสียดายเพราะจ่ายแค่ครึ่งเดียวนะครับ เมื่อวาน ก็เพิ่งไปซื้ออันนั้นมา วันนี้ก็ซื้ออันนี้เสียหน่อย ช่วยกันกระตุ้นเศรษฐกิจเจ้าสัว กระตุ้น เศรษฐกิจชุมชน ก็รวยกันไม่กี่คน จนกันทั้งหมู่บ้าน ใช้เงินกันเยอะ ๆ นะครับ

ต่อไปก็กลุ่มสีเหลือง ก็หมายถึงลูกค้าที่มีปัญหา ช่วงนี้ได้รับผลกระทบ รายได้อาจจะไม่มี แต่หลักทรัพย์ค้ำประกันก็ยังสูงกว่าภาระหนี้อยู่ ก็อย่างเช่น ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจส่งออก อะไรอย่างนี้เป็นต้น กลุ่มนี้เดิมทีก่อนที่โควิด (COVID) จะระบาดเรียกได้ว่า เป็นลูกค้าที่ดี ธุรกิจดี รายได้ดี ชำระเงินทั้งเงินต้น ดอกเบี้ย ไม่มีปัญหาหรอกครับ รายได้ดีครับ แต่พอเกิดโควิด (COVID) ขึ้นมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้วมา จึงเกิดปัญหาการขาด สภาพคล่อง เกิดปัญหาการชำระหนี้ อาจจะไม่ได้จ่ายต้น จ่ายดอกมาก็ปีครึ่งแล้วเป็นอย่างน้อย แต่หลักทรัพย์ค้ำประกันก็ยังสูงกว่าภาระหนี้ และมีแนวโน้มว่าธุรกิจยังจะกลับมาได้ กลับมาเดินเป็นปกติได้อยู่ เพราะฉะนั้นกลุ่มนี้ก็เป็นกลุ่มสีเหลืองที่เป็นเป้าหมายในการ เข้าสู่โครงการนะครับ

ต่อไปกลุ่มสีส้ม คือกลุ่มนี้น่าจะเป็นกลุ่มที่น่าจะมีจำนวนมากที่สุด เป็นประเภทที่จ่ายได้บ้าง จ่ายไม่ได้บ้าง ประสบปัญหา ได้รับผลกระทบจากมาตรการ ของรัฐบาล ถึงกระนั้นก็ยังพยายามจะประคับประคอง จะพยายามดิ้นรนต่อสู้ มีหนี้จะไม่จ่าย ก็เกรงว่าจะเสียประวัติ กลัวว่าจะติดเครดิตบูโร (Credit Bureau) กับเขาไปด้วย กลุ่มนี้ เรียกว่าเป็นกลุ่มชีวิตต้องสู้เพราะลุงตู่เป็นนายกรัฐมนตรี ต้องสู้ต่อไป ก็ฝากท่านรัฐมนตรี ท่านนำเรียนท่านนายกรัฐมนตรีด้วยว่ากลุ่มนี้น่าเห็นใจมาก ต้องสู้มา ๗ ปี สู้มาตั้งแต่ คสช. ยึดอำนาจเข้ามาบริหารราชการ เกิดความเหลื่อมล้ำในระบบเศรษฐกิจไทย เจ้าสัวรายใหญ่ ก็เจริญเติบโตเอา ค่าเช่าที่ดินต่าง ๆ ก็แพงขึ้น ๆ แต่พ่อค้าแม่ขาย คนตัวเล็กตัวน้อย ค้าขายยากลำบาก รายได้ไม่พอ วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ทันทีที่ยึดอำนาจ ธนาคารก็ เข้มงวดสินเชื่อโดยทันทีเช่นกัน นับตั้งแต่นั้นมาธุรกิจก็ลุ่ม ๆ ดอน ๆ มาตลอด ๕-๖ ปี แต่พอ มาเจอลุงตู่ล็อกดาวน์ (Lockdown) เจอโควิด (COVID) เข้า ก็เลยจอดไม่ต้องแจวหรอกครับ กลุ่มนี้ก็เป็นกลุ่มที่น่าเห็นใจเป็นอย่างยิ่ง

กลุ่มสุดท้าย กลุ่มสีแดง กลุ่มนี้พัฒนาการมาจากกลุ่มสีส้ม ก็คือจอด ๆ แจว ๆ มาก่อนอยู่แล้ว จอดบ้าง แจวบ้างมานานแล้ว ก็เช่นกันมาเจอวิกฤติโควิด (COVID) ครั้งนี้เข้า ก็เลยกลายเป็นหนี้เสีย เป็นเอ็นพีแอล (NPL) ของธนาคารไปแล้วนะครับ

เรียนท่านประธานที่เคารพ ทั้งหมด ๔ กลุ่ม สีเขียว สีเหลือง สีส้ม สีแดง ผมก็ไม่ทราบว่าผมจะขยายความแต่ละกลุ่มได้ตรงกับที่ธนาคารแห่งประเทศไทยของท่านหรือไม่ ไม่ทราบ แล้วก่อนหน้านี้ ก็ได้ฟังทั้งทางธนาคารแห่งประเทศไทย ท่านชี้แจงถึงหลักการ แนวทางในการให้ความช่วยเหลือต่อทั้ง ๔ กลุ่มดังกล่าวนี้ ท่านบอกว่ารัฐมีทรัพยากรจำกัด นั่นหมายถึงมีเงินจำกัดนะครับจึงจำเป็นต้องเลือกช่วยเฉพาะรายที่ยังคงมีศักยภาพอยู่ ยังสามารถไปต่อได้โดยไม่กลับมาเป็นหนี้เสีย ต้องยอมรับว่าเราไม่สามารถช่วยได้ทั้งหมด ส่วนที่เป็นซอมบี (Zombie) ภาษาการเงินนะครับ ซากศพผีดิบ ก็ต้องปล่อยไป ถ้าจะใช้ งบประมาณของประเทศมาช่วยกับกรณีที่เสี่ยง ก็อาจจะกลายเป็นภาระต่อภาษีประชาชนได้ อันนี้พี่น้องประชาชนฟังแล้วใครจะเห็นด้วยไม่เห็นด้วย ก็คงจะต้องไปตามทวงกับท่าน นายกรัฐมนตรีประยุทธ์เอาเอง หัวหน้าทีมเศรษฐกิจกันเอง เพราะธนาคารแห่งประเทศไทย ท่านมีหน้าที่รักษาเสถียรภาพในระบบการเงินของประเทศ ต้องช่วยให้ธนาคารพาณิชย์ เกิดความมั่นคง ระบบการเงินของประเทศจึงจะมั่นคง ใช่ไหมครับธนาคารแห่งประเทศไทย คราวนี้มาดู มาตรการตามพระราชกำหนดฉบับนี้ ให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจประกอบด้วย ๒ หมวด ในหมวด ๑ มาตรา ๘ ให้ธนาคารแห่งประเทศไทย ให้ธนาคารพาณิชย์กู้เงิน ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ดอกเบี้ย ๐.๐๑ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ ผมลองคิดคำนวณดู ถ้าเงิน ๑ ล้านบาท ก็เท่ากับว่าจะต้องจ่ายดอกเบี้ยเท่ากับปีละ ๑๐๐ บาท ๑ ล้านบาท จ่ายดอกเบี้ยร้อยเดียวนะครับ แล้วก็ให้ธนาคารพาณิชย์นำเงินนี้ไปปล่อยให้ลูกหนี้ที่ไม่เป็น เอ็นพีแอล (NPL) ณ สิ้นปี ๒๕๖๒ ลูกหนี้ที่เข้าเกณฑ์นี้ก็จะเป็นลูกหนี้ในกลุ่มสีเหลืองที่ผมว่า กับสีส้มอ่อน ๆ ก็จะเข้าในกลุ่มนี้ได้ โดยที่ให้คิดดอกเบี้ย ๒ เปอร์เซ็นต์ต่อปี ค่าค้ำประกัน เงินกู้อีก ๑.๗๕ เปอร์เซ็นต์ ผ่าน บสย. ผมคำนวณแล้วก็เท่ากับเงิน ๑ ล้านบาทนี้ต้องจ่าย ดอกเบี้ยบวกค่าใช้จ่าย ๓๗,๕๐๐ บาท ท่านประธานครับ เงินก้อนเดียวกันแท้ ๆ ขณะที่ ธนาคารจ่ายดอกเบี้ย ๑๐๐ บาท แต่ประชาชนต้องจ่าย ๓๗,๕๐๐ บาท หรืออาจจะจ่ายน้อย กว่านั้นเล็กน้อย เพราะว่าทางกระทรวงการคลังชดเชยบ้างนิดหน่อยนะครับ ท่านประธานนี่ เงินก้อนเดียวกันแท้ ๆ นะครับ ก็ไม่เป็นอะไร มีก็ดีกว่าไม่มี ก็ไม่ว่ากัน อย่างไร ๆ ครั้งนี้ ก็จะได้ช่วยคนที่เข้าไม่ถึงสินเชื่อในครั้งที่แล้วจะได้เข้าได้มากกว่าครั้งที่แล้ว เพราะแบงก์ชาติ ท่านก็ผ่อนคลายมาตรการมากขึ้น คนที่ไม่ได้รับความช่วยเหลือจากมาตรการตามหมวด ๑ นี้ ก็ต้องไปทวงเอาจากท่านนายกรัฐมนตรีกันเอาเองนะครับ ประชาชนไปทวงเอง เพราะว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องรักษาเสถียรภาพเพื่อธนาคารจะได้มั่นคง

ท่านประธานที่เคารพครับ ต่อไป หมวด ๒ การโอนทรัพย์ชำระหนี้ มาตรการนี้ต้องยอมรับว่าเป็นมาตรการที่ดี ก็คงจะมีลูกหนี้กลุ่มสีเหลืองและสีส้มอ่อน ๆ ที่ผม ว่าจำนวนหนึ่งที่เข้ามาร่วมได้ ส่วนจะมากจะน้อยก็ดูต่อไป ส่วนใหญ่ที่จะมาร่วมก็คงจะเป็น ลูกหนี้รายใหญ่พอสมควร เช่น ธุรกิจโรงแรม เป็นต้น ก็ต้องยอมรับว่ากลุ่มโรงแรม และท่องเที่ยวได้รับผลกระทบอย่างมาก เมื่อเข้าโครงการพักทรัพย์พักหนี้นี้แล้วตาม มาตรการนี้แล้ว ลูกหนี้ที่เคยต้องแบกรับภาระจ่ายต้น จ่ายดอก ก็โอนทรัพย์ไปให้เจ้าของหนี้ ธนาคาร โอนไปเลย ก็ไม่ต้องจ่ายเงินต้นอีกต่อไป ส่วนดอกเบี้ยก็ไม่มีแล้ว ไม่มี แต่มีคำนิยาม ใหม่ ค่าเช่ามาแทน เปลี่ยนคำนิยามจาก ดอกเบี้ย มาเป็น ค่าเช่า แทน ถ้าจะทำธุรกิจต่อไป ก็ต้องจ่ายค่าเช่า ผมก็คาดเลยนะครับว่าค่าเช่าก็คงประมาณไม่แตกต่างจากค่าดอกเบี้ยเท่าไร นักหรอก ผมคาดนะครับ นี่ผมคาดเอง แต่ก็ยังดีนะครับที่ยังเปิดโอกาสให้เขาได้เช่า ทรัพย์ของเขาเอง ที่วันนี้ไม่ใช่ของเขาแล้ว ได้มาทำธุรกิจต่อไป แล้วก็รอวันที่จะฟื้นตัวและไถ่ ถอนคืนภายใน ๕ ปี เวลาผ่านไปเร็วเหมือนโกหก แป๊บเดียวก็จะหมด ๕ ปีนะครับ

ท่านประธานที่เคารพครับ ปีนี้เหลืออีก ๗ เดือน ผมเชื่อว่าผู้ประกอบการ ท่านทั้งหลายท่านคงทราบอยู่แล้วว่า ๗ เดือนนี้ไม่เหลืออะไร หวังอะไรไม่ได้หรอก แต่ก็ยัง เชื่อว่าเจ้าของกิจการก็ยังคงจะเช่าธุรกิจที่เขาสร้างมากับมือเขาเองมาทำต่อ เขาทิ้งไม่ลง หรอกครับ เขาสร้างมากับมือ เพราะว่ามนุษย์ได้เกิดมาพร้อมกับความหวัง หวังภาวนาให้ ปีหน้าโควิด (COVID) หมดไป โควิด (COVID) ไม่กลายพันธุ์อีกแล้ว หวังให้การท่องเที่ยว กลับฟื้นคืนมาเป็นปกติ แม้จะรู้ว่าปีหน้ายังจะมีผู้ติดเชื้ออยู่ก็ตาม ปีหน้ายังจะต้องฉีดวัคซีนกันต่อไป ๆ ทุกปีก็ตาม แต่ก็ยังหวังขอให้นักท่องเที่ยวอย่าได้กลัว ตาย กลับมาเที่ยวประเทศไทยให้มาก ๆ จะได้มีเงินไปไถ่ถอนสินทรัพย์ที่วางไว้กับธนาคารได้ ท่านประธานครับ ผมว่ามันก็แปลกนะครับ เราไปซื้อสินทรัพย์ ซื้อตึก เขามีแต่หักค่าเสื่อมยิ่ง นานก็ยิ่งเสื่อมค่า แต่นี่กลับเพิ่มมูลค่าเป็นค่าดูแล ๑ เปอร์เซ็นต์ ผมก็ไม่ทราบว่าธนาคาร ไปดูแลอะไรนะครับ ไปจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ค่ายาม ค่าคนงานหรืออย่างไรถึงจะต้องมีค่าดูแล อันนี้ก็แปลกดีนะครับ คือถ้าหากเป็นที่ว่างเปล่าไม่ได้นำไปดำเนินการอะไร จะอ้างพอเป็นเหตุ เป็นผลได้บ้างนิดหน่อยยังพอฟังได้ แต่นี่ทั่ว ๆ ไปเรียกเก็บเงินเขาอย่างนี้ผมคิดว่า มันก็ไม่ต่างจากค่าธรรมเนียมนะครับ ซึ่งนักธุรกิจทั่วไปเขาเรียกว่า ค่าแป๊ะเจี๊ยะ ชาวบ้าน ร้านตลาดเขาเรียก ค่าเก๋าเจี๊ยะ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังท่านว่าไหมครับ ผมคิดว่าท่านน่าจะเห็นด้วยกับผมนะ ท่านประธานครับ ตามหมวด ๒ นี้ธนาคารแห่งประเทศไทย จะให้ธนาคารพาณิชย์กู้ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ดอกเบี้ย ๐.๐๑ เปอร์เซ็นต์เหมือนกัน โดยให้ธนาคารตกลงกับลูกหนี้ตีราคาหลักประกันตกลงกันเอง โอนทรัพย์ให้ธนาคารไปก่อน และเปิดโอกาสให้ลูกหนี้ได้ซื้อคืนภายใน ๕ ปี โดยคิดดอกเบี้ย ๒ เปอร์เซ็นต์ ร้อยละ ๒ ใน ๒ ปีแรก และไม่เกินร้อยละ ๕ เฉลี่ยตลอดอายุสัญญา ๕ ปี ร้อยละ ๕ เฉลี่ยตลอด อายุสัญญา แต่ทั้งหมดก็ไม่เกิน ๕ ปี ก็ถูกต้องแล้วครับ ผมเองก็จะใคร่ขอเรียนถามท่าน รัฐมนตรีหรือธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยครับ ทำไมท่านต้องใช้คำว่า โดยเฉลี่ย เพราะอะไร ต้องโดยเฉลี่ย นั่นหมายความว่าหลัง ๒ ปีแล้ว ท่านจะคิดเป็นร้อยละ ๕ แล้วต่อไปจะร้อยละ ๘ จะร้อยละ ๙ ก็ยังได้ เพราะยังเฉลี่ยอยู่ในร้อยละ ๕ เพราะอะไร หรือว่าท่านเผื่อไม้เรียว ให้ธนาคารพาณิชย์ไปบริหารหนี้อย่างนั้นหรือครับ หรืออย่างไรครับท่านประธาน ธนาคารแห่งประเทศไทยจะให้ธนาคารพาณิชย์กู้ยืมเงินตามจำนวนที่ตกลงได้ทำธุรกรรม กันไว้กับลูกหนี้โดยคิดดอกเบี้ยตามที่ว่า ๐.๐๑ นั้น ท่านประธาน ผมก็ลองคำนวณดู สมมุติว่า ตกลงโอนทรัพย์กันในราคา ๑๐๐ ล้านบาท ธนาคารก็จะได้เงินกู้พิเศษ ๑๐๐ ล้านบาทนี้ ในดอกเบี้ย ๐.๐๑ เปอร์เซ็นต์ ก็เท่ากับธนาคารเสียดอกเบี้ยปีละ ๑๐,๐๐๐ บาท คิดแล้ว ตกเดือนละ ๘๓๓ บาท จากเงิน ๑๐๐ ล้านบาท ไม่ทราบผมคิดถูกหรือเปล่าผิดก็ทักท้วงได้ ส่วนลูกค้า ยอดเงิน ๑๐๐ ล้านบาท ลูกค้าต้องจ่ายอะไรบ้าง ผมขอใช้เวลาผมต่อเลยนะครับ ในพรรคผมนะครับ จ่ายค่าดูแลทรัพย์ ๑ เปอร์เซ็นต์ต่อปีอีกตกเดือนละ ๘๓,๓๓๓ บาท และจะต้องจ่ายค่าเช่า วงเล็บ ผมวงเล็บนะครับ (เสมือนค่าดอกเบี้ย) นั่นล่ะ ผมคาดว่า ค่าเช่าก็คงประมาณค่าดอกเบี้ย สมมุติว่า ๕ เปอร์เซ็นต์ก็ตกเดือนละ ๔๑๖,๖๖๖ บาท รวมแล้วทั้งหมดก็ตกเดือนละ ๕๐๐,๐๐๐ บาท ท่านประธานครับ นี่เงินก้อนเดียวกันแท้ ๆ นะครับ ในขณะที่ธนาคารพาณิชย์จ่ายดอกเบี้ยเดือนละ๘๓๓ บาท แต่ลูกหนี้ต้องจ่ายดอกเบี้ย เดือนละ ๕๐๐,๐๐๐ บาท หรือแม้นว่าผมอาจจะคิดผิด ธนาคารพาณิชย์ อาจจะให้จ่ายเป็นขั้นบันได ปีแรกถูก ปีหลังแพง เช่น ๒ เปอร์เซ็นต์ ๓ เปอร์เซ็นต์ ๔ เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับก็ว่าไป แต่อย่างไรก็ตามก็ยังเป็นเงินหลายแสนบาทต่อเดือนวันยังค่ำ เมื่อเทียบกับจำนวนเงินของธนาคารที่จ่ายเพียง ๘๓๓ บาทต่อเดือน ท่านประธานครับ นี่เงินก้อนเดียวกันนะครับ ขอเรียนถามท่านรัฐมนตรีและธนาคารแห่งประเทศไทยนะครับ ในเมื่อท่านให้ธนาคารกู้ดอกเบี้ย ๐.๐๑ เปอร์เซ็นต์ ทำไมท่านไม่กำหนดค่าเช่าไปเลย จะให้ ธนาคารกำไรกี่เปอร์เซ็นต์ ๑ เปอร์เซ็นต์พอไหม หรือว่าจะต้อง ๒ เปอร์เซ็นต์ เขามีต้นทุน ที่แน่ชัดแล้วคือ ๐.๐๑ เปอร์เซ็นต์ ที่จริงดอกเบี้ยพิเศษ ๐.๐๑ เปอร์เซ็นต์ตอนนี้ ธนาคารพาณิชย์เอาไปหาประโยชน์กำไรได้อยู่แล้วจะกินกัน ๒ ทาง ๓ ทาง จะไม่จุกตายกันหรือ เอาทั้งค่าเช่า เอาทั้งค่าดูแลทรัพย์ ธุรกิจชาวบ้านเขาเสียหายกันย่อยยับ แต่ธนาคาร ยังคงกำไรกันมหาศาล เห็นประกาศตัวเลขไหมจ่ายปันผลหุ้นละบาท ทั้งที่ธนาคารแห่ง ประเทศไทย ท่านเอาเงินภาษีประชาชนเอาไปช่วยแก้ปัญหาหนี้เสียให้ธนาคารพาณิชย์ รีดเลือดจากปูเพื่อเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ เพื่อความมั่นคงของระบบธนาคารใช่ไหม ใช่ อย่าบอกว่าไม่ใช่ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผมคิดว่าพระราชกำหนดนี้ยังขาดไปอีก ๑ หมวด อีกหมวดหนึ่งควรจะเติมหมวด ๓ หมวดที่ว่าด้วยการช่วยเหลือลูกหนี้ ในกลุ่มสีส้มและสีแดงที่ผมกล่าวมา ที่ผมได้กราบเรียนท่านประธานไว้ในเบื้องต้นไปแล้ว แต่การที่จะมีหมวดนี้ได้นั้นธนาคารแห่งประเทศไทยท่านต้องเข้าใจประชาชนที่เป็น ผู้ประกอบการเสียก่อนว่าในภาวะที่บ้านเมืองประสบภัยพิบัตินี้ ภายใต้การนำของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ประชาชนเขาไม่ใช่ข้าราชการ ไม่ใช่มนุษย์เงินเดือน เขาทำมาหากินไม่ได้มาแล้วทั้งปี ปีที่แล้วก็ทั้งปี เขาขาดทุนย่อยยับมาตั้งแต่การระบาด ของโควิด (COVID) รอบแรกแล้ว จากการที่ท่านนายกรัฐมนตรีท่านโอเวอร์รีแอกต์ (Over React) ทำเกินกว่าเหตุ สั่งล็อกดาวน์ (Lockdown) ทั้งประเทศเป็นเวลานาน ๆ หลายเดือน ทั้งที่ไม่พบผู้ติดเชื้อนะครับ ผู้ประกอบการเหล่านี้เขาขาดทุน ขาดทุนย่อยยับ แล้วก็ยังมาซ้ำเติมเพิ่มเติมในการระบาดของระลอก ๒ ระลอก ๓ นี้อีกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ท่านรัฐมนตรีครับ ฝากถึงท่านนายกรัฐมนตรีด้วย ท่านคิดว่าพวกเขาจะอยู่ได้อย่างไรมาจนถึง ทุกวันนี้ เขาจะอยู่ได้อย่างไร ถ้าไม่ใช่เพราะการกู้ยืมหนี้สินกู้ยืมเงินมาจ่ายค่าเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าวัตถุดิบ ค่าพนักงาน เขาต้องเป็นหนี้แน่นอน สิ่งที่ท่านต้องทำคือเพิ่มเติมหมวด ๓ หมวดที่บอกว่าจะให้เงินชดเชยสำหรับผู้ประกอบการกิจการเอสเอ็มอี (SMEs) เพื่อจ่ายค่าเช่า จ่ายค่าเงินเดือน ค่าพนักงาน เพื่อประคับประคองทุกชีวิตที่เกี่ยวข้องกับเขาให้สามารถ มีชีวิตที่จะดำเนินอยู่ได้ต่อไป ในระหว่างที่รัฐบาลยังกำลังงมหาวัคซีนมาฉีดให้คนไทย อยู่ในขณะนี้ ท่านประธานครับ เงินชดเชยนี้เป็นสิ่งจำเป็นและเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้วัคซีน นะครับ เวลานี้นี่คือการรักษาชีวิตคน วันที่ท่านนายกรัฐมนตรีท่านบอกให้เขาเสียสละ เพราะฉะนั้นวันนี้ท่านนายกรัฐมนตรีท่านต้องดูแลชีวิตเขาด้วยนะครับ ท้ายนี้ผมใคร่ ขอเรียกร้องไปยังธนาคารแห่งประเทศไทย ขอให้หยุดมองเอสเอ็มอี (SMEs) สีส้ม สีแดงเป็น ซอมบี้ (Zombie) เพราะว่าทุกคนล้วนเสียสละอยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ ให้รัฐบาลของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้สร้างชื่อเสียงให้ประเทศ เป็นที่ภูมิใจนักภูมิใจหนาว่า แก้ปัญหาโควิด (COVID) ได้ดีที่สุดในโลก แม้จะเป็นเพียงภาพลวงตาก็ตาม แต่ก็เป็นต้นทุน ชีวิตที่รัฐบาลจะต้องรับผิดชอบนะครับ ผมขอฝากความคิดเห็นนี้ไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย และได้กรุณานำไปพิจารณาด้วยครับ ขอกราบขอบพระคุณท่านประธาน และกราบขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีและธนาคาร แห่งประเทศไทย ขอบพระคุณครับ ต้องไม่เป็นเอ็นพีแอล (NPL) ณ ก่อนที่เกิดภาวะโควิด (COVID) อันนี้เข้าใจได้ทุกประเทศ เหมือนกันหมด สินเชื่อ ๕ ปี ดอกเบี้ยเฉลี่ย ๕ เปอร์เซ็นต์ต่อปี สูงนะครับท่าน เมื่อสักครู่ เราคุยกันแล้ว ส่วนต่างดอกเบี้ยเราแพงนะครับ แพงที่สุดในเอเชียแปซิฟิก ท่านไปจำกัด กรอบเถอะครับ อย่าเกิน ๒-๓ เปอร์เซ็นต์พอแล้ว ๕ เปอร์เซ็นต์แพงไป ไม่มีประเทศใดเลย ในภูมิภาคนี้มีส่วนต่างดอกเบี้ย ๕ เปอร์เซ็นต์นะครับ ๒ เปอร์เซ็นต์ในปีแรกอันนี้รับได้ ห้ามกู้มาชำระหนี้เดิม แล้วหนี้เดิมทำอย่างไร พักอย่างไร ท่านจะยืดไหม ถ้ายืดหนี้เข้าข่ายไหม จะเป็นกติกาที่เป็นปัญหากับการกู้ปล่อยใหม่ไหมครับ นี่คือปัญหา ถ้ากติกาท่านเขียนไว้แล้ว มันไม่สอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจมันก็ไปไม่ได้อีก ทีนี้ บสย. ค้ำประกันให้ ๑๐ ปี ค่าธรรมเนียม ๑.๗๕ เปอร์เซ็นต์ ถามจริง ๆ ครับท่านประธาน ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังครับ อะไรคือ ๑.๗๕ เปอร์เซ็นต์มาจากไหน ต้นทุนคืออะไร ท่านทราบไหม ครับ หนังสือค้ำประกันธนาคารแห่งประเทศไทยนี้ถ้ามีทรัพย์สินไปค้ำเต็มที่ ๑.๕ เปอร์เซ็นต์ ถ้าไม่มีทรัพย์สิน ๒.๕ เปอร์เซ็นต์ ในต่างประเทศ ๐.๓ เปอร์เซ็นต์ แข่งก็ไม่ได้หรอกครับ ต้นทุนที่เป็นภาระขนาดนี้เอสเอ็มอี (SMEs) ก็อยู่ไม่ได้ เพราะฉะนั้น ๑.๗๕ เปอร์เซ็นต์นี้ ท่านไปทวนนะครับ เดี๋ยวผมจะบอกว่าทำไมถึงต้องทวน คำขอ ผู้อนุมัติ ผมถามอย่างที่ ผมเรียนไปแล้ว ผมยังมีติดใจว่าผู้ที่อนุมัติเขารู้เรื่องธุรกิจนั้น ๆ ไหม เขามีความสามารถ ไหมครับ เขาเข้าใจไหม ถ้าเขาไม่เข้าใจและไม่อนุมัติเพราะความไม่รู้เป็นปัญหาอีก ในขณะเดียวกันท่านใช้ บสย. เป็นเครื่องมือ แต่รัฐค้ำประกันอยู่แล้ว ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ รัฐเองก็ต้องไปดูแล บสย. ไม่ให้ล้มใช่ไหมครับ แล้วทำเหล่านี้เพื่ออะไรครับ เพื่อส่งภาระ ส่งต่อไปให้ธุรกิจซึ่งไปจะไม่รอดอยู่แล้ว อันนี้เป็นวิธีที่ดีแล้วหรือครับ แล้ว ๑.๗๕ ต่อปีนี้ ท่านคำนวณไหมว่า ๑๐ ปี ๑๗ เปอร์เซ็นต์ ๑๗.๕ เปอร์เซ็นต์รัฐช่วยออก ๓.๕ เปอร์เซ็นต์ ผมอ่าน พ.ร.ก. ชัดเจน เหลือ ๑๔ เปอร์เซ็นต์ ผมกู้ ๑๐๐ ล้านบาท ๑๐ ปีผมต้องจ่าย ค่าธรรมเนียม ๑๔ ล้านบาท ท่านรัฐมนตรีครับ ไปดูประเทศไหนเลยครับที่เขาชาร์จ (Charge) ค่าธรรมเนียม ๑๔ ล้านบาท เวลากู้ ๑๐๐ ล้าน ๑๐ ปี มาบอกผม ไม่เคยเห็นครับ เป็นภาระที่สูงมาก สู้ไม่ได้ครับ ผมเอากรณีศึกษาของเยอรมันครับ ผมอ่านใน พ.ร.ก. ชัดเจน เหมือนกับท่านได้เปรยไว้ว่าท่านไปเปรียบเทียบกับมาตรการประเทศโน้น ประเทศนี้ ประเทศนั้น แต่เยอรมันเห็นไหมเขามีกี่แบบ มีโลน ( Loan) ๔ ประเภท ไม่เป็นเอ็นพีแอล (NPL) ก่อนโควิด (COVID) นี้เหมือนกัน แต่ท่านเห็นไหมว่าโจทย์ของเขา เงื่อนไขของเขาคืออะไร เขาเอาธุรกิจเป็นตัวตั้ง และเอาลูกจ้างเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่เอาหนี้ธนาคารเป็นตัวตั้ง แต่ของเรา เอาหนี้ธนาคารเป็นตัวตั้ง เขาบอกว่ารายได้ ๓ เดือนถ้ามี ๑.๘ ล้านยูโร ให้ดอกเบี้ย ๓ เปอร์เซ็นต์ ๑๐ ปี ถ้ามีลูกจ้าง ๑๐-๕๐ คน รายได้ ๓ เดือน ไปได้ ๑.๑ ล้านยูโร เห็นไหมครับ เขาเอาธุรกิจเป็นตัวตั้งและเอารายได้เป็นตัวตั้งครับ และลูกจ้างเป็นตัวตั้ง เขาไม่ได้เอาหนี้เป็นตัวตั้ง ไม่ได้เอาทรัพย์สินเป็นตัวตั้ง ของเราเอาหนี้และทรัพย์สินเป็นตัวตั้ง นี่คือปัญหาครับ ผมเรียนท่านประธานครับว่า ผมเคยอภิปรายแล้วว่าเรามีทางเลือกมากกว่า แค่นี้ ผมเคยพูดในเวทีนี้ ที่สภานี้ ทำอย่างไรท่านต้องคิดว่าจะใช้เงินน้อยให้ได้ผลเยอะ ในเมื่อรัฐบาลก็ค้ำประกันสินเชื่อทั้งหมดอยู่แล้ว สภาพคล่องธนาคารพาณิชย์เองมีเยอะ มีล้นครับ หลายธนาคารมีล้น วันนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยจะเอาสภาพคล่องตัวเอง ไปใส่ให้เขาเพิ่มอีก ไม่ได้ช่วยธนาคารพาณิชย์เลย ทำไมไม่คิดว่าจะมีการปล่อยสินเชื่อร่วมกัน กับธนาคารพาณิชย์และ/หรือชดเชยส่วนต่างดอกเบี้ยเพื่อให้ธุรกิจรอดและธนาคารพาณิชย์เอง ก็รอด เขาทำกันเยอะนะครับท่านประธาน ผมเอาเรื่องนี้ไปพูดที่สหประชาชาติและพูดในเวทีแห่งนี้ครับ มีหลายประเทศเอาไปใช้ครับ ประเทศไทยยังไม่ยอมใช้สักทีครับ ใช้เงินน้อย ๆ แล้วได้ผลเยอะ ๆ ซึ่งมันไม่ยากครับ มันทำได้ แต่ไม่ทำสักที ผมยกตัวอย่างให้ดูเลยนะครับ ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าผมทำแมตชิงฟันด์ (Matching Fund) แพกกิงเครดิต (Packing Credit) จ่ายส่วนต่างดอกเบี้ย ท่านจะปล่อย สินเชื่อได้ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ใช่แค่ ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ทำไมท่านไม่ทำครับ ไม่ยากนะครับ ทำได้ หลังเวทีท่านอยากจะรู้รายละเอียดผมยินดีท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังครับ แต่อย่าไปหยุดคิดแค่ว่ามีเงินแค่ไหนก็แค่นั้น แล้วไปแข่งกับธนาคารพาณิชย์อีกมันไปไม่ได้ครับ กรรมการอนุมัติสินเชื่อ ขอร้องจริง ๆ ต้องเชี่ยวชาญครับ ไม่เชี่ยวชาญเจ๊งอีกไปไม่ได้อีก หลายประเทศตอนนี้เพื่อให้จ้างแรงงานอยู่ได้ ใช้ระบบโคเพย์ (Co-Pay) ของเราคิดถึงไหม โคเพย์ (Co-Pay) อย่าไปคิดว่าเรามาจากคลัง เรามาจากธนาคารแห่งประเทศไทย แล้วไม่ต้องเอาหลักคิดที่เกี่ยวกับลูกจ้างมารวมอยู่ในเงื่อนไขด้วย ต้องเอามารวมครับ เพราะว่าอันนี้คือทำให้อยู่ได้ พักทรัพย์ พักหนี้ อันนี้มีปัญหานิดหนึ่งนะ ก็ให้กู้แบบเดียวกัน ครับ .๐๑ เปอร์เซ็นต์ พักทรัพย์พักหนี้ แคริงคอสต์ (Caring Cost) ๑ เปอร์เซ็นต์ ท่านครับ ช่วยอธิบายผมนิดหนึ่ง ๑ เปอร์เซ็นต์ เป็นค่าอะไร ในเมื่อเงินทั้งหมดมาจากธนาคาร แห่งประเทศไทยให้ไปถือทรัพย์สิน ต้นทุนคืออะไรครับ ๑ เปอร์เซ็นต์ มาจากไหน ไม่น้อยนะครับ สำหรับคนที่ไม่ต้องใช้เงินตัวเอง ๑ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเป็นเงินตัวเองบอกว่า นี่คือแคริงคอสต์ (Caring Cost) ยินดีครับ เผอิญไม่ได้ใช้เงินตัวเองพอไม่ได้ใช้เงินตัวเอง ต้นทุนเพียงจุด ๐.๐๑ เปอร์เซ็นต์ ไปคิด ๑ เปอร์เซ็นต์ ไม่เป็นธรรม ท่านไปทวนตรงนี้หน่อยครับ เพราะฉะนั้นค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ตามที่จ่ายจริง อันนี้ถ้าไม่ตกลงกันยุ่งแน่เลยเพราะค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ถ้าคนที่ไปดูแลทรัพย์สิน อุ้ยอ้าย ต้นทุนดูแลเยอะ เจ๊งอีกเหมือนกัน ไปไม่ได้เหมือนกัน อันนี้ต้องตกลงกันล่วงหน้านะครับ ข้อสังเกตเรื่องพักทรัพย์พักหนี้ ผมมีนิดเดียว ท่านกรุณาปรับให้มันยืดหยุ่น ใช้หลักการปรับโครงสร้างหนี้ครับ เพราะบางครั้งมันต้องยืดหนี้ ต้องเพิ่มทุน ต้องลดดอกเบี้ย นั่นส่วนที่ ๑ ส่วนที่ ๒ ท่านจะมีหลายกรณีมากเลยครับ ที่หลักประกันมีมูลค่าสูงกว่าหนี้ ท่านก็ไปบังคับเขาว่าทรัพย์สินท่าน ๑๐๐ ล้านบาท ท่านก็บอกว่าผมมีหนี้ ๒๐ ล้านบาทแต่ผมจะใช้โปรแกรมนี้ไม่ได้เลย ถ้าผมไม่เอาทรัพย์สิน ผมทั้งก้อนโยกไปให้ ไม่ควรหรอกนะครับ มันมีวิธีระหว่างทางกลาง ๆ ทำได้ครับ ไม่มีเวลาที่จะลงรายละเอียดนะครับ แต่ทำได้มากกว่านี้เยอะ

สุดท้ายครับ เป้าหมายของ พ.ร.ก. ทั้งฉบับ ทั้ง ๒ กรอบ มีทั้งเงินกู้ ทั้งพักทรัพย์ พักหนี้ ผมขอหลักประกันจากรัฐบาลนิดหนึ่งครับ ท่านจะทำด้วยความยืดหยุ่น ยืดหยุ่นครับ กติกาท่านเขียนยังมีปัญหาและไปไม่ได้ ข้อ ๒ ท่านช่วยเปลี่ยนวิธีคิดนิดหนึ่ง ท่านช่วยเอาธุรกิจเป็นตัวตั้งได้ไหมครับ ธุรกิจมันหลากหลายมากท่านเอาหนี้ เอาสินเชื่อ เอาดอกเบี้ยมาเป็นตัวตั้งอย่างเดียวไปไม่ได้ครับ ไม่ใช่เอาสถาบันการเงินรอด เป็นตัวตั้ง ธุรกิจรอดสถาบันการเงินรอด ลูกจ้างรอด อันที่ ๓ ใช้เงินน้อยได้ผลเยอะ ทำอย่างไรมีเยอะนะครับ แพกกิงเครดิต (Packing Credit) ซินดิเคตโลน (Syndicate Loan) ร่วมระหว่างรัฐกับเอกชน กับธนาคารพาณิชย์มีเยอะครับ ตัวอย่างมีเต็มไปหมดเลย แต่เรายังไม่ยอมทำสักที อันที่ ๔ โจทย์ใหญ่ ไม่ใช่เรื่องหนี้ ไม่ใช่เรื่องทรัพย์สินครับ ต้องรู้ชัด ๆ ก่อนว่าแต่ละธุรกิจต้องทำยังไงถึงจะรอด ต้องใช้เงินเท่าไร ต้องใช้ทรัพย์สิน ส่วนไหน บางธุรกิจไม่รู้วิธีทำครับ เอาเงินไปให้ก็ไม่รอดอยู่ดี อันนี้ต้องมีคลินิก บิสซิเนสคลินิก (Business Clinic) ซึ่งเราเคยทำตอนวิกฤติเศรษฐกิจ เคยทำนะครับ ร่วมกับหอการค้า ร่วมกับสภาอุตสาหกรรม ตรงนี้ต้องกลับมาใช้ สุดท้ายปรับโครงสร้างหนี้ให้รอด มันมีหลาย สูตร ไม่ใช่เฉพาะสินเชื่อและทรัพย์สิน ก็ขอให้ท่านทำด้วยความรวดเร็ว ตรงเป้า ใช้เงินน้อย แผนและกรอบเวลาขอให้ชัดเจนและปรับโครงสร้างสถาบันการเงินไปพร้อม ๆ กันนะครับ เพราะสถาบันการเงินของประเทศไทยวันนี้แข่งไม่ได้ และท่านต้องใช้โอกาสนี้ปรับโครงสร้าง สถาบันการเงินไปพร้อม ๆ กันด้วยระบบแพกกิงเครดิต (Packing Credit) และร่วมกันปล่อยกู้ และร่วมกันดูแลธุรกิจให้รอดครับ ขอบพระคุณครับ