พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ หารือปัญหาผลกระทบจากโควิด-19 ที่ส่งผลต่อผู้ประกอบการ โดยตั้งข้อสังเกตถึงความล่าช้าและข้อจำกัดของมาตรการสินเชื่อฟื้นฟู ทั้งในด้านการเข้าถึงเงินกู้ของผู้ไม่มีประวัติการกู้ยืม ความล้มเหลวในการกระจายสินเชื่อให้ผู้ประกอบการรายย่อย และปัญหาความไม่มั่นใจของสถาบันการเงินต่อการค้ำประกันสินเชื่อจาก บสย. พร้อมเรียกร้องให้ธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลังเร่งปรับปรุงหลักเกณฑ์ กำหนดเป้าหมายชัดเจน ลงพื้นที่ตรวจสอบความเดือดร้อนจริง และผลักดันให้สินเชื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบหนัก พร้อมเสนอแนวทางเสริมบทบาทสถาบันการเงินของรัฐ จัดตั้งคลินิกช่วยกู้ และเร่งเยียวยาผู้เดือดร้อนอย่างทันท่วงที
เรียนท่านประธาน ผม พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ ภายใต้ สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) ตั้งแต่ต้นปี ๒๕๖๓ ที่ผ่านมา ก็ต้อง ยอมรับครับว่าผู้ประกอบการธุรกิจหลายภาคส่วนล้วนประสบปัญหารายได้ตกต่ำ สภาพคล่องหายไป บางรายจำเป็นต้องลดชั่วโมงการทำงานของพนักงานลง บางราย ต้องปลดพนักงานออกทั้งที่รู้ว่าค่าใช้จ่ายในการรับพนักงานใหม่หลังเศรษฐกิจฟื้นตัวนั้น สูงกว่า และแน่นอนครับ เพื่อความอยู่รอดหลายรายก็ปิดตัวลง ก่อนหน้านี้อย่างที่เราทราบ คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติออกพระราชกำหนดให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบการ ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) หรือที่เราเรียกสั้น ๆ ว่า พ.ร.ก. ซอฟต์โลน ซึ่งออกไปตั้งแต่วันที่ ๑๙ เมษายน ปีที่แล้ว ก็หวังว่าจะมีการช่วยเหลือ สภาพคล่องของผู้ประกอบการ รักษาระดับการจ้างงาน แต่ปรากฏว่าผลการดำเนินงาน ไม่ตอบโจทย์ครับ แล้วก็เป็นจริงอย่างที่เพื่อน ส.ส. ของผม คุณวรรณวรี ตะล่อมสิน ได้เคยอภิปรายเอาไว้เมื่อครั้ง พ.ร.ก. ฉบับที่แล้วนั้นเข้าสภา ในครั้งนั้นพรรคก้าวไกล ได้เสนอครับว่าควรจะมีหลักเกณฑ์เปิดให้ผู้ประกอบการที่ไม่เคยมีสินเชื่อกับสถาบัน การเงินใด ๆ สามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำนี้ได้ แต่ก็กินเวลากว่า ๑๒ เดือน กว่าที่คณะรัฐมนตรีนั้นจะรู้ตัวแล้วก็เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขหลักเกณฑ์ต่าง ๆ แล้วก็ออก พ.ร.ก. ฉบับใหม่นี้
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
จากฉบับที่แล้วเราจะเห็น ว่าแม้ยอดเฉลี่ยการปล่อยสินเชื่อจะอยู่ที่ ๑.๘ ล้านบาทต่อราย ซึ่งก็ดูเหมือนว่าจะสะท้อนว่า เป็นการปล่อยสินเชื่อให้กับรายย่อยเป็นส่วนใหญ่ แต่หากเทียบกับกรอบวงเงินที่ได้รับมาก็คือ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นมีการปล่อยสินเชื่อไปเพียงแค่ ๑๓๘,๐๐๐ ล้านบาทเศษ ส่วนที่ไปสู่เอสเอ็มอี (SMEs) รายย่อย เป็นเพียงแค่ ๑ ใน ๑๔ ของกรอบวงเงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้น เห็นได้ชัดนะครับว่าเอสเอ็มอี (SMEs) รายย่อยนั้นยังมีอีกมากมายครับที่เข้า ไม่ถึงมาตรการนี้ นั่นคือสิ่งที่ผ่านไปแล้ว ทีนี้เรามาดู พ.ร.ก. ฉบับใหม่ครับ มีการแก้ไข ในรายละเอียดหลายอย่างครับ เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในรอบที่แล้ว มีการกำหนด หลักเกณฑ์ใหม่เพื่อให้ผู้ประกอบการที่ไม่เคยมีสินเชื่อนั้นสามารถเข้าสู่แหล่งเงินกู้ ดอกเบี้ยต่ำได้ โดยมีเพดานการกู้อยู่ที่ ๒๐ ล้านบาท แต่เมื่อดูผลประกอบการ ซึ่งผมเข้าใจ นะครับว่าเราเพิ่งเริ่มต้น เราเพิ่งเริ่มโครงการ แต่เมื่อดูตัวเลขผลที่ผ่านไปแล้วต้องเรียนว่า น่าเป็นห่วงนะครับ ก็พบนะครับว่ามีการปล่อยสินเชื่อไปแล้ว ๑๑,๕๐๐ ล้านบาทเศษนะครับ อันนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ ๑๗ พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งผมทราบนะครับว่ามีการปล่อยเพิ่ม ไปแล้วประมาณ ๔,๐๐๐-๕,๐๐๐ ล้านบาท ทีนี้อย่างนี้ครับ หากเรามาดูนะครับว่า สัดส่วนที่ปล่อยสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการที่ไม่เคยมีสินเชื่อกับสถาบันการเงินเลย สัดส่วน มีเพียงแค่ ๐.๙ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น คำถามคือทางรัฐบาล ทางธนาคารแห่งประเทศไทย พึ่งพอใจกับสัดส่วนการกระจายสินเชื่อแบบนี้หรือไม่ ล่าสุดก็เป็นข่าวว่าธนาคารแห่งประเทศไทยนั้น ได้เชิญซีอีโอ (CEO) ของสถาบันการเงินต่าง ๆ เข้ามาหารือ ผมก็ได้ติดตามการแถลงข่าว ของผู้แทนจากธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งเมื่อฟังแล้วผมรู้สึกสิ้นหวัง และเป็นห่วง ผู้ประกอบการรายย่อยเป็นอย่างยิ่งครับท่านประธาน เพราะปรากฏว่าสิ่งที่ธนาคาร แห่งประเทศไทยนั้นตอบคำถามกับสื่อมวลชน ทำให้เราทราบครับว่าไม่ได้มีการกำหนด เป้าหมายว่าต้องการเห็นการกระจายตัวของสินเชื่ออย่างไร ไม่มีคำอธิบายครับว่าอยากเห็น การปล่อยลูกหนี้รายใหม่เป็นสัดส่วนเท่าไร มีแต่เพียงการระบุจุดประสงค์ว่าต้องการที่จะ ช่วยเหลือเอสเอ็มอี (SMEs) ที่มีศักยภาพและได้รับผลกระทบจากโควิด (COVID) ประเด็น คือว่านี่เป็นครั้งที่ ๒ นะครับ นี่เป็นการปรับปรุง พ.ร.บ. ฉบับที่แล้ว ท่านเคยออกมาแล้ว ๑ ครั้ง ควรหรือไม่ครับที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ที่กระทรวงการคลังจะมีเป้าหมาย ในรายละเอียดที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการกำกับสถาบันการเงิน ในการกำกับ แบงก์พาณิชย์ให้ปล่อยสินเชื่อตามเจตนาของท่าน ผมถามง่าย ๆ เลยครับว่า ที่ท่านบอกว่า ท่านจะช่วยเอสเอ็มอี (SMEs) ที่มีศักยภาพ แต่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด (COVID) ตกลงแล้วท่านทราบไหมครับว่าผู้ประกอบเหล่านี้ที่ท่านบอกมีกี่ราย พูดง่าย ๆ ก็คือ ผู้ประกอบการที่มีผลกระทบแล้วต้องการสินเชื่อ จริง ๆ แล้วมีกี่รายกันแน่ เวลาที่เราพูดถึง ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบแน่นอนครับเซกเตอร์ (Sector) ที่เดือดร้อนและหนักหนา ที่สุดคือภาคการท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจอื่น ๆ ที่รองรับนักท่องเที่ยว ผมก็อยากถามนะครับว่า สุดท้ายแล้วทางธนาคารแห่งประเทศไทยที่กำกับดูแล แล้วก็ผ่าน มาแล้ว ๑ พ.ร.ก. ซอฟต์โลน ฉบับที่แล้ว ท่านทราบหรือไม่ครับว่าสถาบันการเงินปฏิเสธ ลูกหนี้ที่อยู่ในเซกเตอร์ (Sector) เหล่านี้มากน้อยแค่ไหน ผมต้องขออนุญาตที่จะเรียนต่อท่าน ประธานผ่านไปยังท่านผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยว่า ผมเรียกร้องให้หน่วยงานของ ท่านทำงานเชิงรุกมากกว่านี้ครับ ท่านต้องส่งทีมงานเดินทางไปพบกับผู้ประกอบการตาม จังหวัดต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดที่พึ่งพาการท่องเที่ยวเป็นพิเศษ ไปดูครับว่ามาตรการ ของท่านแท้จริงแล้วมันตอบโจทย์ผู้ประกอบการหรือตอบโจทย์สถาบันการเงินกันแน่ ผมขอ ยกตัวอย่างจังหวัดภูเก็ต เป็นจังหวัดที่เคยสร้างรายได้มหาศาลจากการท่องเที่ยว ทุกวันนี้ ผู้ประกอบการเหล่านี้เดือดร้อนชนิดที่เรียกว่าแสนสาหัสจริง ๆ ครับท่านประธาน อย่าเรียกว่ารายได้เหลือ ๐ เลยครับ เรียกว่าติดลบกันลงไปแล้ว ป่าตองที่เคยคึกคัก ทุกวันนี้ แม้แต่เซเว่น-อีเลฟเว่น (7-Eleven) ที่หาดป่าตองยังต้องปิดนะครับ ล่าสุดมีการเตรียมการ โครงการภูเก็ตแซนด์บอกซ์ (Sandbox) ซึ่งก็จะเปิดรับนักท่องเที่ยวในวันที่ ๑ กรกฎาคม หน่วยงานต่าง ๆ ในจังหวัดครับก็พยายามที่จะเตรียมความพร้อมในหลาย ๆ ด้านโดยเฉพาะ อย่างยิ่งเรื่องการพยายามเร่งฉีดวัคซีน ซึ่งเอาล่ะครับเรื่องวัคซีนจะฉีดได้มากน้อยแค่ไหน จะ มีความเป็นไปได้ในการกระจายวัคซีนได้มากแค่ไหนผมจะไม่มาพูดในวาระนี้นะครับ แต่ว่า ประเด็นก็คือว่าผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวในภูเก็ตเขาก็เตรียมความพร้อมครับ หลายรายก็ขอสินเชื่อผ่านตัว พ.ร.ก. สินเชื่อฟื้นฟูฉบับใหม่นี้ล่ะครับ เพื่อที่จะเตรียมฟื้นฟู ธุรกิจแล้วก็รองรับกับโครงการภูเก็ตแซนด์บอกซ์ (Sandbox) ของรัฐบาล แต่ปรากฏว่า เกิดอะไรขึ้นครับท่านประธาน โรงแรมขนาดเล็กอยากจะขอแอสเซต แวร์เฮาส์ซิง (Asset Warehousing) โครงการพักทรัพย์พักหนี้ ถูกธนาคารปฏิเสธครับ บอกว่าเขาไม่มีใบอนุญาต ผมถามหน่อยครับว่าโรงแรมขนาดเล็กในภูเก็ตมีกี่รายที่มีใบอนุญาต ทุกวันนี้ประชาชนจะอด ตายอยู่แล้วครับ แบงก์จะมาเรียกหาใบอนุญาตทำไมครับ พอโรงแรมเหล่านี้จะไปขอซอฟต์โลน (Soft Loan) ก็บอกว่าปรับโครงสร้างหนี้อยู่ ปฏิเสธที่จะให้เงินกู้ บางรายก็ถูกปฏิเสธครับ เพราะว่าติดพักชำระหนี้ มีบางรายถูกตรวจสอบเครดิต บูโร (Credit Bureau) แล้วก็ปฏิเสธด้วย เหตุผลนี้ว่าเครดิต บูโร (Credit Bureau) ไม่ผ่าน ผมถามว่าผู้ประกอบเหล่านี้เขาเดือดร้อน มาตั้งแต่โควิด (COVID) รอบที่แล้ว แล้วจะคาดหวังให้เขาไม่ติดเครดิต บูโร (Credit Bureau) ได้ ไปดูกิจการอย่างร้านนวดครับท่านประธาน ร้านนวดแผนโบราณก็ถูกปฏิเสธ โดยอ้างว่า ธุรกิจของท่านไม่ได้อยู่ในลิสต์ (List) ของเอสเอ็มอี (SMEs) ร้านอาหารนะครับ ธนาคารบอกว่า ไปเปิดก่อน ไปเปิดก่อน ๖ เดือน แล้วค่อยมาขอสินเชื่อ บริษัททำธุรกิจรถนำเที่ยวที่ผ่านมา ไม่มีลูกค้าครับ รถจอดทิ้งไว้เป็นปี จะฟื้นฟูธุรกิจเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวแน่นอนครับ ต้องเอารถไปตรวจสภาพ เอารถไปปรับปรุง ซ่อมแซม บางรายรถไม่ได้ต่อทะเบียนนะครับ จอดทิ้งไว้เฉย ๆ ก็ต้องไปต่อทะเบียน เขาต้องการเงินทุนครับ ต้องการสภาพคล่อง เพื่อการเตรียมตัวในการฟื้นฟูธุรกิจ แต่ก็ถูกปฏิเสธ หนักสุด เรารู้ว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้เพิ่งเริ่มใช้ นะครับ แต่หนักสุดมีถึงกระทั่งว่าธนาคารปฏิเสธลูกค้าโดยการบอกว่าวงเงินเต็มแล้ว ประชาชนเขากินข้าวนะครับท่านประธาน ไม่ได้กินหญ้าครับ เขารู้ว่าเหตุผลที่แท้จริงคือ แบงก์ไม่ต้องการปล่อยสินเชื่อ ท่านประธานครับ ธุรกิจภาคท่องเที่ยวในภูเก็ตเหล่านี้มากมาย ที่ถูกแบงก์ปฏิเสธด้วยเหตุผลต่าง ๆ นานา ผมคิดว่าเรายังจะเรียก พ.ร.ก. ฉบับนี้ว่า พ.ร.ก. ฟื้นฟูได้อยู่หรือเปล่าครับ
อีกประเด็นหนึ่ง คือเรื่องหนี้นอกระบบครับ รัฐบาลเอง กระทรวงการคลัง หรือธนาคารแห่งประเทศไทยเองก็ต้องการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ แต่ด้วยความช่วยเหลือ ที่ไปไม่ถึงพวกเขาเหล่านี้ล่ะครับ ท่านกำลังผลักดันให้เขาไปหาหนี้นอกระบบอย่างหลีกเลี่ยง ไม่ได้ครับ เพราะฉะนั้นต่อประเด็นของผู้ประกอบการในจังหวัดภูเก็ต ผมในฐานะ ผู้แทนราษฎรผมจะรวบรวมข้อมูล แล้วก็จะเชิญผู้ประกอบการเหล่านี้เพื่อไปหารือกับ ธนาคารแห่งประเทศไทยครับ ไปดูกันในรายละเอียดว่าเราจะช่วยเขาเหล่านี้ได้อย่างไร
ประเด็นต่อไป คำถามคือว่าทำไมสถาบันการเงินหรือแบงก์เหล่านี้ที่ไม่ได้ มีคุณหรือไม่ได้มีโทษเลย ถ้าเขาจะไม่ปล่อยสินเชื่อ เขาจะไม่ทำตามนโยบายของท่าน ประเด็นคือแล้วทำไมเขาต้องปล่อย พ.ร.บ. ฉบับนี้เราคงจะเรียกว่าซอฟต์โลน (Soft Loan) ไม่ได้แล้ว เพราะว่าดอกเบี้ยก็เพดานอยู่ที่ ๕ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าคนที่ได้ซอฟต์โลน (Soft Loan) คือสถาบันการเงินนะครับ คือต้นทุนอยู่ที่ ๐.๐๑ เปอร์เซ็นต์ แถมรอบนี้ยังมีการ ค้ำประกันโดยบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม หรือที่เราเรียกว่า บสย. ที่ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ของทั้งวงเงินการปล่อยของแต่ละสถาบันการเงิน ซึ่งก็ถือว่าอยู่ในระดับ ที่สูงกว่าที่เคยเป็นมาเล็กน้อย เจตนาผมเชื่อว่าที่เรากำหนดกันแบบนี้ก็เพื่อให้สถาบันการเงิน สามารถที่จะปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้ารายย่อยโดยไม่ต้องเรียกหลักประกัน หรือเรียก หลักประกันในระดับที่น้อยลงกว่าปกติ ผมได้มีโอกาสได้ฟังคำชี้แจงจากผู้แทนของธนาคารแห่งประเทศไทย เรียกว่าเป็นแพ็กเกจ (Package) ย่อย คือมีการวางแนวทางให้สถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อว่าให้ปล่อย ในรายย่อยในสัดส่วนที่มาก มากพอที่จะสามารถทำให้ท่านคำนวณความเสี่ยงสำหรับลูกค้า รายย่อยที่ขอวงเงินไม่เกิน ๕ ล้านบาทที่ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ หรือหากไม่เกิน ๑๐ ล้านบาท ก็ที่ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำ แต่ในความเป็นจริงที่ปรากฏครับ ผู้ประกอบการหลายรายกลับ ถูกเรียก โลน ทู แวลู (Loan to Value) หรือสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกันที่ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ บางรายถูกเรียกถึง ๖๐ เปอร์เซ็นต์ นี่แสดงว่าอะไรครับ ธนาคารกำลังพิจารณาสินเชื่อเหมือน ไม่มี บสย. มาค้ำประกันนะครับ แสดงว่ามาตรการของท่านยังมีแรงจูงใจที่ไม่มากพอที่จะทำ ให้แบงก์เหล่านี้ทำตามนโยบายที่ท่านอยากเห็น นอกจากนั้นนะครับท่านประธาน ยังมีข้อมูล ที่ผมได้รับฟังวงในจากสถาบันการเงินมาอีกครับ ที่เขาบอกว่าหลักประกันที่ได้จาก บสย. แบบนี้สถาบันการเงินเขาไม่มีความมั่นใจ เพราะว่าที่ผ่านมาการชดเชยหนี้ของ บสย. ปรากฏว่าไม่สามารถที่จะชดเชยหนี้ในระยะเวลาที่เหมาะสมได้ บางธนาคารหนี้ที่ บสย. ยังค้างอยู่ถึงกลับตีเป็นหนี้สูญ เพราะฉะนั้นผมก็อยากทราบเหลือเกินครับท่านประธาน ก็อยากจะเรียนถามว่าจริง ๆ แล้วปัจจุบัน บสย. ค้างชำระการชดเชยหนี้ให้กับสถาบันการเงิน อยู่เท่าไร เรารู้กันดีว่างบประมาณของ บสย. นั้นต้องขอรับจากงบประมาณแผ่นดินในแต่ละปี ซึ่งผมก็ไม่ทราบว่าในแต่ละปีนั้นถูกสำนักงบประมาณตัดไปกี่มากน้อย ดังนั้นผมเชื่อว่าอันนี้ เป็นประเด็นที่สำคัญว่าธนาคารแห่งประเทศไทยควรที่จะเร่งสร้างความมั่นใจในเรื่อง การค้ำประกันหนี้ให้กับสถาบันการเงิน จากนั้นนี่คือข้อเสนอของผม ประการที่ ๑ อย่างที่เรียนไป แล้วทางธนาคารแห่งประเทศไทยหรือกระทรวงการคลังต้องเร่งสร้างความมั่นใจให้กับ แบงก์พาณิชย์ต่าง ๆ ว่า บสย. นั้นพร้อมที่จะชดเชยหนี้เสียในห้วงเวลาที่เหมาะสม ประการที่ ๒ ผมเห็นว่าท่านต้องเพิ่มมาตรการสร้างแรงจูงใจให้กับแบงก์ต่าง ๆ ในการปล่อยสินเชื่อ สิ่งที่ท่านทำได้คืออะไรครับ ปกติแล้วแบงก์เหล่านี้เวลาปล่อยสินเชื่อเขาได้ค่าธรรมเนียม ในการทำวงเงิน ซึ่งตอนนี้ท่านระงับและไม่ได้มีการชดเชยให้เขา ข้อเสนอของผมคืออะไร คือให้ท่านจ่ายค่าธรรมเนียมในการทำวงเงินเป็นพิเศษในกรณีที่ลูกหนี้ขอวงเงินต่ำกว่า ๒ ล้านบาท ทำไมถึงเป็น ๒ ล้านบาท เพราะนี่คือค่าเฉลี่ยที่ท่านปล่อยเมื่อรอบที่แล้ว และรอบนี้ล่าสุดปัจจุบันก็อยู่ที่ ๒.๑ ล้านบาท สำหรับลูกหนี้รายย่อยที่เป็นลูกหนี้ สถาบันการเงินอยู่แล้วก็ดี หรือเป็นลูกหนี้รายใหม่ก็ดี ที่ขอต่ำกว่า ๒ ล้านบาท ผมเสนอ ให้ท่านมีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษให้กับธนาคาร
ประการที่ ๓ ในเมื่อท่านกำกับธนาคารพาณิชย์ทั่วไปไม่ได้ ก็เรียกร้องให้ท่าน พยายามที่จะใช้สถาบันการเงินของรัฐให้เข้มแข็งมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นธนาคารออมสิน เอส เอ็มอีแบงก์ (SMEs Bank) ธ.ก.ส. เอ็กซิมแบงก์ (Exim Bank) ธนาคารอิสลาม พยายามใช้ แขนขามือไม้เหล่านี้ในการที่จะเร่งปล่อยสินเชื่อให้กับรายย่อย
แล้วข้อสุดท้าย ผมตั้งชื่อให้ท่านแล้วครับ คลินิกช่วยกู้ ธนาคารแห่งประเทศ ไทยตั้งคอลเซ็นเตอร์ (Call Center) เลยครับ ตั้งโครงการคลินิกช่วยกู้ รับเรื่องให้คำปรึกษา แบตชิง (Batching) ระหว่างเอสเอ็มอี (SMEs) กับสถาบันการเงิน เป็นกลไกอีกกลไกหนึ่ง ที่จะช่วยผลักดันให้เกิดการกระจายสินเชื่อที่เหมาะสมกว่านี้สุดท้ายท่านประธานครับ ผมก็ต้องเรียนว่าผมเห็นใจทางธนาคารแห่งประเทศไทย เพราะเราต้องยอมรับว่าต่อให้เราตั้ง มาตรการตั้งหลักเกณฑ์ให้ดีกว่านี้อย่างไรก็อาจจะเป็นเรื่องยากที่จะเอาชนะกลไกตลาด แบงก์เหล่านี้เขาก็ต้องคำนึงถึงผลประกอบการเขา เขาก็ต้องคำนึงถึงผู้ถือหุ้นของเขา เราต้องยอมรับว่าในท้ายที่สุดแล้วก็อาจจะยังมีเอสเอ็มอี (SMEs) รายย่อยอีกไม่น้อยที่เข้า ไม่ถึงมาตรการนี้ ตรงจุดนี้ผมต้องขอเรียนต่อท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีครับว่า หยุดโม้คุยโวได้แล้วครับ ว่าการดูแลการแพร่ระบาดนั้นทำได้ดีกว่าชาติอื่น ๆ โดยดูจาก ตัวเลขผู้ติดเชื้อที่น้อยกว่า จำนวนผู้เสียชีวิตที่น้อยกว่า แต่ให้มองอีกด้านหนึ่งคือ ความเสียหายด้านเศรษฐกิจที่ไม่ได้น้อยกว่าเลยครับท่านประธาน เมื่อเทียบกับต่างประเทศ ต้องเรียนว่าประชาชนเขาทำธุรกิจของเขาอยู่ดี ๆ แต่กลับกลายว่าต้องมีปัญหา แล้วรัฐ ก็มาหยิบยื่นซอฟต์โลน (Soft loan) หยิบยื่นความเป็นหนี้ให้ ทั้ง ๆ ที่ผลกระทบเหล่านี้ ไม่ได้เกิดจากการบริหารธุรกิจที่ผิดพลาด ผลกระทบเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากการวางแผนธุรกิจ หรือการวางแผนการเงินที่ไม่รอบคอบ แต่เป็นรัฐบาลเองนั่นละครับ ที่ล้มเหลว ผิดพลาด และไม่รอบคอบ เป็นรัฐบาลเองนั่นละครับ ที่ไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาด เสียสมดุลใน ด้านสาธารณสุขกับการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ เป็นรัฐบาลเองนั่นละครับ ที่ปล่อยให้ มีการลักลอบเข้าเมืองตามชายแดนจนสู่การแพร่ระบาดระลอกใหม่ และเป็นรัฐบาลเองนั่นละ ครับ ที่การ์ดตกล้มเหลว จนนำมาซึ่งความเสียหายทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่หลวงครั้งหนึ่ง ดังนั้นผมยืนยันว่าการช่วยเหลือผู้ประกอบการ รัฐจำเป็นต้องเยียวยาครับ จำเป็นต้องจ่ายเงิน ช่วยเหลือตรงไปที่ผู้ประกอบการโดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยว อย่ากลัวครับ ว่าจะเกิด อินคลูซีฟ เออร์เรอร์ (Inclusive Error) คือจะไม่ต้องกลัวว่าจะเป็นการให้เงินกับคนที่ ไม่สมควรได้รับ แต่จงกลัวว่าผู้ประกอบการที่สมควรได้รับการช่วยเหลือกลับไม่ได้ แล้วถ้า ท่านนายกรัฐมนตรีคิดไม่ออกว่าจะทำอย่างไร เดี๋ยวรอฟังหัวหน้าพรรคผม ขอบคุณครับ