สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๖๔

สาทิตย์ วงศ์หนองเตย หารือเรื่องพระราชกำหนดการกู้เงิน 3 ฉบับ โดยเฉพาะพระราชกำหนดเรื่องซอฟต์โลน (Soft Loan) และเรียกร้องการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการนี้ และหารือเรื่องผลกระทบจากโควิด-19 พร้อมเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐในการแก้ไขปัญหานี้ในระยะยาว

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ตรัง

ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้เป็น วันที่ ๒๗ พฤษภาคม ปี ๒๕๖๔ แล้วก็ช่างบังเอิญอย่างเหลือเกินครับว่าเมื่อวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ปี ๒๕๖๓ คือเมื่อปีที่แล้ว สภานี้ได้พิจารณาพระราชกำหนด ๓ ฉบับ อย่างที่เรารู้จักกันในนามของพระราชกำหนดกู้เงิน ๑ ล้านล้านบาท นั่นหมายความรวมถึง พระราชกำหนดที่เกี่ยวเนื่องกับตัวพระราชกำหนดฉบับนี้ด้วย ครบ ๑ ปีพอดีครับ พระราชกำหนดฉบับนี้ที่เราเรียกกันสั้น ๆ ว่าเป็นพระราชกำหนดเรื่องของซอฟต์โลน (Soft Loan) นี้ ความจริงอาจจะเรียกได้ว่าเป็นฉบับแก้ไขเพิ่มเติมจากตัวพระราชกำหนด ซอฟต์โลน (Soft Loan) ฉบับแรกซึ่งสภาอนุมัติไปเมื่อปีที่แล้วก็ครบ ๑ ปีพอดี ผมเรียน ท่านประธานครับว่าผมจำได้ว่าตัวพระราชกำหนดซอฟต์โลน (Soft Loan) ฉบับที่เข้าสู่สภา ในขณะนั้นเป็นฉบับที่เรียกได้ว่าถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดฉบับหนึ่งจากเพื่อนสมาชิกในสภา สิ่งหนึ่งที่เพื่อนสมาชิกในสภานี้ที่ได้พูดถึงก็คือด้วยมาตรการเขียนเอาไว้ในพระราชกำหนดนั้นมัน มีปัญหาแน่นอน ถ้าคำว่า ซอฟต์โลน (Soft Loan) มันควรจะต้องเป็นมาตรการแก้ไขปัญหา ทางการเงินที่เป็นเงินกู้เหมือนกับเป็นลักษณะเฉพาะกิจ ซึ่งคำว่า ซอฟต์โลน (Soft Loan) นี้ ก็มีความหมายโดยตัวของมันอยู่แล้วว่าควรจะมีลักษณะของการที่ผู้จำเป็นที่จะต้องใช้อย่าง ในกรณีนี้ก็คือเอสเอ็มอี (SMEs) ต้องเข้าถึงง่าย ไม่มีกระบวนการซับซ้อนและสามารถ ที่จะแก้ไขเยียวยาได้ทันที แต่เสียงท้วงติงของเพื่อนสมาชิกในเวลานั้นก็ไม่ได้รับการ ตอบสนองผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในขณะนั้นก็ยืนยันว่าสามารถที่จะดำเนินการไปได้ แต่ในที่สุด ก็พบปัญหาจริงครับ ผมเป็นคนหนึ่งที่เป็นกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการวิสามัญที่สภานี้ขึ้น เพื่อที่จะพิจารณาตัวพระราชกำหนดเรื่องของการกู้เงินทั้ง ๓ ฉบับ ในฉบับซอฟต์โลน (Soft Loan) นั้น ในคณะกรรมาธิการได้เชิญผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลายท่านเข้ามาพูดคุยกัน แล้วก็มีการยอมรับว่ามีปัญหาจริง ในการประชุมคราวหนึ่งท่านประธานครับ เมื่อวันที่ ๑ ธันวาคม ปี ๒๕๖๓ แต่ละธนาคารจะมีนโยบายเฉพาะตัวว่าธนาคารนี้จะเน้นเรื่องของสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ หรือพวกเช่าซื้อ อีกธนาคารหนึ่งอาจจะไปเรื่องของอุตสาหกรรมการผลิต อีกธนาคารหนึ่ง จะไปอีกเรื่องหนึ่ง แต่เป้าหมายเชิงนโยบายว่าใครกระทบมากที่สุดควรได้ก่อน คือการจัดลำดับความสำคัญไม่มี ก็เลยทำให้พวกโรงแรม พวกการท่องเที่ยวถึงได้น้อย คำถาม มีว่าซอฟต์โลน (Soft Loan) ตัวนี้เราจะมีการกำหนดเป้าหมายสินเชื่อเชิงนโยบายลักษณะนี้ หรือไม่ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาทั้งหลายมันตรงจุดมากขึ้น ที่สำคัญก็คือมันต้องเข้าไปรักษา ระดับการจ้างงานให้เกิดขึ้น เพราะเอสเอ็มอี (SMEs) เป็นกลไกหลักในตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ของประเทศของเรา นี่คือเรื่องใหญ่ครับ

เรื่องที่ ๓ ที่อยากเสนอไว้ก็คือว่าผลจากตัว พ.ร.ก. ฉบับนี้ที่มันชี้ให้เห็นว่า ตั้งแต่ปีที่แล้วมาถึงตัวนี้ต้องออก พ.ร.ก. มาแก้ไขนั้นมันสะท้อนให้เห็นว่าประเทศของเรา ณ ปัจจุบันนี้มันจำเป็นที่จะต้องมีการมองสถานการณ์ผลกระทบจากโควิด-๑๙ (COVID-19) อย่างเป็นจริงและทันท่วงที ทันต่อเวลามากขึ้น ผมไม่ทราบว่ารัฐบาลมีกลไกใดในการที่จะ ติดตามสถานการณ์ วิเคราะห์หรือคาดการณ์ไปข้างหน้า เราจะมองคาดการณ์ของ สถานการณ์แบบมองโลกในแง่ดีอย่างเดียวคงไม่ได้ เพราะไม่มีใครคิดว่าวันนี้โควิด-๑๙ (COVID-19) บ้านเรามันเป็นการระบาดรอบที่ ๓ แล้วก็มีความรุนแรงมากกว่าเดิมอย่างชนิด ที่เรียกว่าแตกต่างจากรอบที่ ๑ อย่างสิ้นเชิง จนปัจจุบันผู้ที่เสียชีวิตรายวันอาจจะถึง ชั่วโมงละคนแล้วเสียด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นรัฐบาลเองจำเป็นที่จะต้องมีการวิเคราะห์ สถานการณ์ คาดการณ์ผลกระทบความเสียหาย และที่สำคัญก็คือการกำหนดมาตรการ ในการที่จะฟื้นฟูจากโควิด-๑๙ (COVID-19) ไม่ใช่เรื่องที่จะคิดแก้รายวัน ซึ่งเรื่องนี้คงจะได้คุย กันเยอะในตอน พ.ร.ก. ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่จะเข้าสภา มันแก้วันต่อวัน รายวันคงไม่ได้ แต่ หลายประเทศในขณะนี้ทั่วโลกเริ่มมองไปในระยาวแล้วว่าหลังจากโควิด-๑๙ (COVID-19) ประเทศเขาจะเดินไปในทิศทางใด การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าต้องทำครับ แต่เราสาละวน อยู่กับปัญหาเฉพาะหน้าไม่ได้ มันก็ต้องมองในระยะยาวต่อไปในวันข้างหน้าด้วย ผมก็ถือ โอกาสนี้ในเวลาที่เราจะอนุมัติพระราชกำหนดฉบับนี้ไป ได้ฝากความคิดเหล่านี้ถึงรัฐบาล แล้วก็เชื่อว่ารัฐบาลจำเป็นจะต้องเปิดใจกว้างรับฟังทุกภาคส่วนด้วย ไม่อย่างนั้นโควิด-๑๙ (COVID-19) ก็อาจจะทำให้โอกาสของประเทศมันย่ำแย่ลงครับ ขอบพระคุณครับ