ไพบูลย์ ชี้ฉบับใหม่แก้ข้อจำกัดปี ๖๓ เพิ่มวงเงินและพักทรัพย์-หนี้ แก้เศรษฐกิจ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๖๔

ไพบูลย์ นิติตะวัน อภิปรายสนับสนุนพระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ พ.ศ. ๒๕๖๔ โดยชี้ให้เห็นว่าฉบับใหม่นี้แก้ไขข้อจำกัดของปี ๒๕๖๓ ที่ไม่ครอบคลุมผู้ประกอบการรายเล็กที่ไม่ใช่ลูกหนี้เดิม เพิ่มวงเงินสินเชื่อและมาตรการพักทรัพย์พักหนี้ เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม

นายไพบูลย์ นิติตะวัน แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐ ท่านประธานครับ ในวันนี้ผมก็ขออภิปรายสนับสนุนพระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือ และฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจที่ไดรับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ พ.ศ. ๒๕๖๔ ท่านประธานครับ เรื่องนี้ในฐานะที่ผมเป็นประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ติดตามตรวจสอบการใช้เงินตามพระราชกำหนด ๓ ฉบับ เพื่อแก้ไขปัญหาเยียวยาและฟื้นฟู เศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากโรคระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) ซึ่งก็มีอยู่ฉบับหนึ่ง ๑ ใน ๓ ฉบับนั้นก็คือพระราชกำหนดการให้ความ ช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อ ไวรัสโคโรนา พ.ศ. ๒๕๖๓ คณะกรรมาธิการติดตามแล้วตรวจสอบ ก็เห็นความตั้งใจของทาง ธนาคารแห่งประเทศไทยที่อยากจะให้ความช่วยเหลือกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) รายเล็กรายน้อย แต่ก็ติดขัดที่พระราชกำหนดฉบับดังกล่าวในปี ๒๕๖๓ นั้น มีข้อขัดข้องอยู่ หลายประการ กรรมาธิการจึงได้มีการประชุมกันถึง ๕ ครั้ง เสร็จแล้วก็สรุปประเด็นโดยความ ร่วมมือของธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงการคลังและสำนักงานกฤษฎีกา ซึ่งรวบรวม ความคิดเห็นแล้วก็เสนอขอให้ท่านนายกรัฐมนตรีแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดดังกล่าว ซึ่งการเสนอไปดังกล่าวนั้น ปรากฏว่าทางท่านนายกรัฐมนตรีได้กรุณานำไปดำเนินการ โดย ทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้ปรับปรุงกลายเป็นออกเป็นพระราชกำหนดฉบับใหม่ ซึ่งความแตกต่างก็อาจจะเพิ่มคำว่า ฟื้นฟู เข้าไปด้วย ซึ่งเพิ่มคำว่า ฟื้นฟู นั้น ในความหมายก็ เป็นประโยชน์จากการที่เราได้พิจารณาแล้วในกรรมาธิการว่าพระราชกำหนดฉบับเดิมใน ปี ๒๕๖๓ นั้น ไปจำกัดเรื่องคุณสมบัติของลูกหนี้ ว่าจะต้องเป็นลูกหนี้เดิม ตั้งแต่วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๒ ซึ่งนี่เป็นปัญหาใหญ่ ทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อยที่ไม่ได้เป็นลูกหนี้ ธนาคาร ก็ไม่สามารถจะมากู้เงินจาก พ.ร.ก. ฉบับปี ๒๕๖๓ ได้ แต่ในเมื่อทางรัฐบาลและ ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกเป็นพระราชกำหนดสินเชื่อฟื้นฟูฉบับใหม่นั้น ก็เปลี่ยนให้ ลูกหนี้เป็นไม่มีวงเงินสินเชื่อก็เข้ามาได้ สิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กราย น้อย ซึ่งเดิมเข้าไม่ได้ก็จะสามารถเข้าได้ แต่เดิมในกฎหมายเก่านั้นก็มีผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) รายเล็กอยู่ ๗๖ เปอร์เซ็นต์อยู่แล้วที่เป็นสัดส่วนหลักในการกู้เงินจากโครงการตาม พ.ร.ก. ฉบับปี ๒๕๖๓ แต่ผมเชื่อครับท่านประธาน ในฉบับนี้จะมีผู้ประกอบการรายเล็กราย น้อยที่ไม่ได้เป็นลูกค้าธนาคารจะเข้าถึงได้มากขึ้นกว่าเก่าด้วย เป็น พ.ร.ก. ที่มีความจำเป็น เร่งด่วน และเป็นประโยชน์ในการช่วยเหลือประชาชนได้อย่างแท้จริง แล้วนอกจากนั้น ยังกำหนดวงเงินสินเชื่อให้เพิ่มเติมว่าลูกหนี้ใหม่ก็สามารถกู้ได้ถึง ๒๐ ล้านบาท อันนี้ก็เป็น การแก้ปัญหาได้ถูกจุด แล้วก็โดยเฉพาะที่สำคัญนั้นผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่า พ.ร.ก. ปี ๒๕๖๓ สร้างเงื่อนบางเงื่อนที่เป็นปัญหา ได้รับแก้ไขใน พ.ร.ก. ฉบับนี้ แต่ว่าวงเงิน ก็เป็นจำนวนเงิน ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เชื่อว่าจะเพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาสถานการณ์ ที่เกิดขึ้น แต่ธนาคารแห่งประเทศไทยยังมีการพัฒนาการขึ้นในพระราชกำหนดฉบับใหม่ ก็โดยที่เพิ่มมาตรการที่เรียกว่าพัก เป็นมาตรการใหม่ที่เพิ่ม นอกจากการที่ให้สินเชื่อแล้ว ทางธนาคารแห่งประเทศไทย โดยร่วมกับกระทรวงการคลังยังได้เพิ่มเงิน เพิ่มโครงการ พักทรัพย์พักหนี้ เป็นวงเงิน ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยที่อยากจะช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ ที่รุนแรงกว่า คือไม่สามารถที่จะดำเนินการไปตามปกติได้ แต่มีหลักทรัพย์ หลักประกัน ก็ให้ ตีโอนเพื่อที่จะชำระหนี้เป็นการพักทรัพย์พักหนี้ แต่ว่าการดำเนินการดังกล่าวธนาคาร แห่งประเทศไทยก็จะสนับสนุนเงินให้กับทางธนาคารพาณิชย์เพื่อดำเนินการ และรวมทั้งรัฐ ก็จะยกเว้น ลดหย่อนภาษีและค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องในการโอน ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญ ที่เกิดขึ้นนั้น ดังนั้นผมกราบเรียนท่านประธานว่าพระราชกำหนดฉบับนี้ผมชื่นชม คือถ้าไป แก้ไขพระราชกำหนดปี ๒๕๖๓ แล้ว ตามอย่างที่คณะกรรมาธิการเสนอไปนั้นก็จะแก้ไข ปัญหาไม่ได้ครอบคลุมและชัดเจนได้เท่ากับออกเป็นพระราชกำหนดฉบับใหม่ เป็นพระราชกำหนดที่เราพิจารณาอยู่ในวันนี้ ก็คือ พ.ศ. ๒๕๖๔ ผมกราบเรียนว่าเป็นไปตาม มาตรา ๑๗๒ แห่งรัฐธรรมนูญแน่นอน เพราะว่าผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) ได้มาร้อง ทุกข์กับคณะกรรมาธิการ เดือดร้อนอย่างล้นเหลือนะครับ ดังนั้นเราจึงนำปัญหาที่เกิดขึ้น ทั้งมวล ประมวลแล้วโดยธนาคารแห่งประเทศไทยร่วมประชุม ร่วมรับฟังโดยตลอด จึงเป็น การแก้ไขปัญหาตามขั้นตามตอนจากประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ผมยืนยันได้ว่าพระราช กำหนดดังกล่าวจะทำให้การฟื้นฟูช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) นั้นจะได้รับผล อย่างเป็นรูปธรรม แล้วก็จากการที่ได้ติดตามดูความตั้งใจของหน่วยราชการ โดยเฉพาะ ธนาคารแห่งประเทศไทย แล้วก็กระทรวงการคลัง ผมมั่นใจครับท่านประธานว่าถ้าสภาแห่งนี้ ได้พิจารณาแล้วก็เห็นชอบพระราชกำหนดฉบับที่เราจะพิจารณาไป ได้ประโยชน์แน่นอน เท่ากับทุกท่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ช่วยเหลือเอสเอ็มอี (SMEs) ที่กำลังรอรับ ความช่วยเหลืออยู่ ร่วมกันทำเพื่อที่จะทำให้เราได้ฟันฝ่าอุปสรรค ช่วยเหลือ บรรเทา ความเดือดร้อนให้กับประชาชน แน่นอนครับท่านประธาน หลายฝ่ายก็เกรงว่าจะไม่ทั่วถึง ไม่ครอบคลุม ผมก็ต้องขออนุญาตเรียนว่าแม้จะไม่สามารถช่วยได้ทุกคน แต่เราก็จะช่วยได้ เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่เป็นจำนวนน้อย ๆ นะครับ จำนวนหลายแสนราย ซึ่งจะมีผล ในการช่วยกันสร้างงานให้กับประชาชนเป็นล้าน ๆ คน พระราชกำหนดฉบับที่ออกมานี้ ไม่ว่าจะโดยหลักการ โดยเหตุผล หรือโดยรายละเอียดทั้งมวลนั้น ผมได้ศึกษาอย่างถ่องแท้ จึงกราบเรียนต่อท่านประธานว่าขอให้ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านได้สบายใจว่า เป็นเรื่องที่เรากำลังร่วมกันพิจารณากฎหมายเพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างแท้จริง และสิ่งที่ สำคัญก็อยากจะฝากไปยังประชาชนที่เป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) ที่รับฟังการ ถ่ายทอดอยู่นั้นให้รับรู้ว่าพระราชกำหนดฉบับนี้ตั้งมาเพื่อที่จะช่วยเหลือท่านอย่างแท้จริง ดังนั้นแม้ท่านเคยยื่นเรื่อง แล้วคราวที่แล้วไม่ได้ก็ตาม โดยติดเงื่อนไขของกฎหมาย ปี ๒๕๖๓ ก็ขอให้ท่านยื่นเรื่องอีกครั้งหนึ่ง เชื่อว่าความทุกข์ร้อนที่ท่านได้พบอยู่นั้นจะได้รับการบรรเทา ทุกข์โดยพระราชกำหนดฉบับที่สภาจะอนุมัติผ่านไป ท่านประธานครับ ผมมั่นใจครับ พระราชกำหนดฉบับนี้คงผ่านสภาแห่งนี้ได้ด้วยความเห็นพ้องต้องกันของสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรที่เป็นห่วงเป็นใยประชาชน ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) ที่กำลัง เดือดร้อนอยู่ทั่วประเทศอย่างแน่นอนครับ ขอขอบคุณครับท่านประธาน