สินิตย์ เลิศไกร ชี้แจงนโยบายประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวและมาตรการคู่ขนานเพื่อรองรับผลผลิตออกสู่ตลาด พร้อมผลักดันยุทธศาสตร์ข้าวระยะยาวสี่ด้านที่มุ่งเน้นทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ การผลิตอย่างยั่งยืน และการพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูป เพื่อผลักดันข้าวไทยสู่การเป็นผู้นำตลาดโลก โดยเรียกร้องการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์คุณภาพ แผนผลิตพันธุ์ข้าวที่สอดคล้องกับความต้องการ และมาตรการลดต้นทุนผ่านการสนับสนุนราคาปุ๋ยและยาปราบศัตรูพืช พร้อมเยียวยาเกษตรกรผ่านโครงการพัฒนาคุณภาพผลผลิต
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ผมขอชื่นชม นายแพทย์จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ ซึ่งเป็นรองประธานแก้ไขปัญหาผลผลิต กับการเกษตร ซึ่งเป็นตรงกับที่ท่านได้ไปเป็นรองประธานแก้ไขปัญหาผลผลิตการเกษตร ผมขอขอบคุณมาก คำถามมีประโยชน์มาก แนวทางการแก้ไขปัญหาข้าวตกต ่า ซึ่งรัฐบาลได้มี นโยบายประกันรายได้ของเกษตรกร ซึ่งข้าวเหนียวเราประกันรายได้ที่ ๑๒,๐๐๐ บาทต่อตัน ข้าวเจ้า ๑๐,๐๐๐ บาทต่อตัน ข้าวหอมปทุม ๑๑,๐๐๐ บาทต่อตัน ข้าวหอมมะลินอกพื้นที่ ๑๔,๐๐๐ บาทต่อตัน ๑๖ ตัน ต่อครัวเรือน โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิที่ท่านได้กรุณาตั้งคำถาม ๑๕,๐๐๐ บาทต่อตัน ๑๔ ตัน ต่อครัวเรือน แนวทางในการแก้ปัญหานั้น เนื่องจากผลผลิตข้าวฤดูกาลผลิตที่ ๒๕๖๔-๒๕๖๕ ได้เริ่มออกสู่ตลาดมากในช่วงเดือนพฤศจิกายน โดยเป็นช่วงที่ข้าวหอมมะลิออกสู่ตลาด มากที่สุดถึง ๙๕.๗๘ เปอร์เซ็นต์ รัฐบาลกำหนดดำเนินโครงการประกันรายได้ผู้ปลูกข้าว และมาตรการคู่ขนาน เพื่อเป็นหลักประกันให้เกษตรและรักษาเสถียรภาพราคาข้าว โครงการ ประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวเพื่อป้องกันความเสี่ยงให้เกษตรกรมีรายได้ที่เหมาะสม จากการจำหน่าย โดยให้สอดคล้องกับต้นทุนการผลิต โดยไม่เป็นการแทรกแซงกลไกตลาด และรัฐไม่ต้องรับภาระต้นทุนค่าใช้จ่ายบริหารจัดการ ซึ่งเกษตรกรได้รับการชดเชยส่วนต่าง ระหว่างราคาประกันรายได้ ราคาเกณฑ์กลางอ้างอิงซึ่งเป็นราคาเฉลี่ยจาก ๓ แหล่ง ๑. ราคาจากกรมการค้าภายใน ๒. ราคาจากสมาคมโรงสี และราคาข้าวสารที่โรงสีส่งออก ซึ่งกรณีข้าวหอมมะลิกำหนดราคาประกันรายได้ที่ ๑๕,๐๐๐ บาทต่อครัวเรือน ไม่เกิน ๑๔ ตันนั้น ทั้งนี้ได้มีการประกาศราคาเกณฑ์กลางอ้างอิง ๖ งวดแล้ว โดยราคาแกนกลาง อ้างอิงชดเชยส่วนต่างข้าวหอมมะลิ งวดที่ ๑-๖ เกษตรกรจะได้รับการชดเชยส่วนต่าง อยู่ที่ประมาณ ๔,๑๐๐-๔,๒๐๐ บาท โดยได้รับชดเชยส่วนต่างสูงสุดที่ ๔,๒๑๓ บาทต่อตัน และชดเชยสูงสุดต่อครัวเรือนอยู่ที่ ๕๗,๐๐๐-๕๘,๐๐๐ บาท ไม่เกินครัวเรือนละ ๑๔ ตัน และชดเชยสูงสุดต่อครัวเรือนที่ ๕๘,๙๘๘ บาท ซึ่งนโยบายประกันรายได้เราจะต้องมี นโยบายของมาตรการคู่ขนานเสมอ เพื่อดูดซับอุปทานในช่วงที่ข้าวออกสู่ตลาดมาก เพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ซึ่งโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี กรณีข้าวหอมมะลิ เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับสินเชื่อโดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ย ๑๑,๐๐๐ บาทต่อตัน และได้รับค่าจัดเก็บกรณีเกษตรกรมียุ้งฉางได้ตันละ ๑,๕๐๐ บาท ต่อตันข้าวเปลือก เกษตรกรฝากเก็บที่สหกรณ์ สหกรณ์จะได้รับค่าฝากเก็บตันละ ๑,๐๐๐ บาท ต่อตันข้าวเปลือก และเกษตรกรจะได้รับตันละ ๕๐๐ บาท ต่อตันข้าวเปลือก โครงการสินเชื่อ เพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร สถาบันเกษตรได้สินเชื่อการรับซื้อ ข้าวเพื่อจำหน่ายหรือแปรรูป โดยรัฐบาลชดเชยอัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๓ และสหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการได้รับภาระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑ โครงการชดเชยดอกเบี้ย ให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต๊อก (Stock) โดยผู้ประกอบการโรงสีเก็บสต๊อก (Stock) ข้าวไว้ประมาณ ๒-๖ เดือน นับตั้งแต่วันที่รับซื้อและรัฐบาลได้ชดเชยดอกเบี้ยร้อยละ ๓ ซึ่งท่านได้ถามถึงต้นทุน ได้ถามว่ารัฐบาลอย่าทำนโยบายประกันรายได้เลย เพราะว่า ไม่มีนโยบายที่ชัดเจน ผมขอตอบว่าแนวทางในการส่งเสริมและมาตรการสร้างความยั่งยืน ให้เกษตรกรรัฐบาลเล็งเห็นถึงความสำคัญของการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวเพื่อให้มี การพัฒนาที่ยั่งยืน โดยจัดทำเป็นยุทธศาสตร์ข้าว ปี ๒๕๖๓-๒๕๖๗ ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติ เมื่อวันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๖๔ รับทราบยุทธศาสตร์ข้าว ยุทธศาสตร์ข้าวมีสาระสำคัญดังนี้
วิสัยทัศน์ ไทยเป็นผู้นำการผลิตการตลาดข้าวและผลิตภัณฑ์ข้าวคุณภาพโลก ประกอบด้วยยุทธศาสตร์ ๔ ด้าน คือ ๑. ด้านการค้าตลาดต่างประเทศ ๒. ด้านตลาด ภายในประเทศ ๓. ด้านการผลิต ๔. ด้านผลิตภัณฑ์แปรรูปและนวัตกรรม ขับเคลื่อนภายใน หลักการตลาดนำการผลิต โดยแบ่งข้าวออกเป็น ๗ ชนิด ตามความต้องการของตลาดข้าว ๑. คือ ตลาดพรีเมียม (Premium) ได้แก่ ข้าวหอมมะลิ ข้าวหอมไทย ตลาดทั่วไป ได้แก่ ข้าวพื้นนุ่ม ข้าวพื้นแข็ง และข้าวนึ่ง ตลาดเฉพาะ ได้แก่ ข้าวเหนียว ข้าวสี หรือข้าวคุณภาพ พิเศษ ซึ่งมีพันธกิจสำคัญ ๆ อยู่ ๔ ด้านคือ ๑. ด้านการตลาดต่างประเทศ มุ่งมั่นพัฒนา สินค้าข้าวให้มีความหลากหลายตรงกับความต้องการของตลาด สร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพ มาตรฐานและความปลอดภัย ๒. ด้านการตลาดภายในประเทศ มุ่งเน้นรักษาคุณภาพข้าว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ๓. ด้านการผลิต มุ่งเน้นพัฒนาก้าวให้มีความเข้มแข็ง พึ่งพาตนเองให้เกิดการอยู่ดีมีสุข
ส่วนคำถามที่ท่านถามว่า เราจะมีการลดต้นทุนการผลิตหรือไม่ อย่างไร ต้นทุนการผลิตข้าวหอมมะลิ ปี ๒๕๖๔-๒๕๖๕ ต้นทุนการผลิตต่อไร่ปี ๒๕๖๔ อยู่ที่ประมาณ ๓,๘๕๘ บาทต่อไร่ หรือประมาณ ๑๑,๒๕๐ บาทต่อตัน เพิ่มขึ้นจาก ปี ๒๕๖๓ ๓,๘๐๔ บาท ต่อไร่ หรือ ๑,๔๘๐ บาทต่อตัน นี่ราคาข้อมูลการผลิตข้าว ซึ่งเราก็มีการส่งเสริมด้านเมล็ดพันธุ์ กรมการข้าวมีการส่งเสริมเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิพันธุ์ดีอยู่แล้ว แต่ไม่สามารถที่จะสร้างวิจัย ให้มีความต้องการอย่างเพียงพอ จึงทำให้เกษตรกรต้องเก็บพันธุ์ไว้ใช้เองประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งนายกรัฐมนตรี ประธาน นบข. ได้มีข้อสั่งการในที่ประชุมเมื่อวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๖๔ ได้มอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จัดทำแผนผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวให้มีความเพียงพอ ต่อความต้องการปลูกข้าวแต่ละชนิดให้มีคุณภาพเหมาะสมกับพื้นที่ รวมถึงส่งเสริมให้มีการ วิจัยพัฒนาพันธุ์ใหม่ให้เป็นไปตามความต้องการของตลาดโดยพิจารณาถึงปัญหาอุปสรรค การรับรองพันธุ์ให้มีความเหมาะสมคล่องตัว โดยเฉพาะการวิจัยพันธุ์ข้าวของสถาบันศึกษา ซึ่งการส่งเสริมเมล็ดพันธุ์เป็นหนึ่งในพันธกิจด้านการผลิตบรรจุไว้ในยุทธศาสตร์ข้าว
ส่วนการแก้ไขปัญหาปุ๋ยเคมี กรมการค้าภายในได้ดำเนินโครงการพาณิชย์ ลดราคาปุ๋ยช่วยเกษตรกรซึ่งปุ๋ยนั้นมีการนำเข้า ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ การจำหน่ายแม่ปุ๋ยเคมี สูตรสำเร็จในตลาดให้กับกลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน หรือสหกรณ์ โดยส่วนลดกระสอบละ ประมาณ ๒๐-๕๐ บาท ซึ่งเกษตรกรที่สนใจสามารถสอบถามได้จากเกษตรจังหวัด พาณิชย์จังหวัด และสหกรณ์จังหวัด
ส่วนในเรื่องของการแก้ปัญหากรณียาปราบศัตรูพืช ซึ่งได้ขอความร่วมมือกับ ผู้ประกอบการให้ตรึงราคาจำหน่ายสินค้า ยาป้องกันหรือกำจัดศัตรูพืชหรือโรคพืชเพื่อช่วย บรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกร โดยเฉพาะประเภทสารกำจัดวัชพืชที่ได้รับความนิยม อย่างเช่น ไกลโฟเซต (Glyphosate) กลูโฟซิเนต (Glufosinate) ซึ่งการจัดจำหน่ายในราคา ถูกกว่าท้องตลาดให้กับสถาบันเกษตรกรได้รับส่วนลดประมาณ ๒๐-๓๕ เปอร์เซ็นต์ ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการส่วนใหญ่ก็มาจาก ๓ สมาคม ได้แก่สมาคมคนไทยธุรกิจ การเกษตร สมาคมอารักขาพืชไทย และสมาคมการค้าวัชพืช การค้านวัตกรรมเพื่อการเกษตร ซึ่งกรมค้าภายในและกระทรวงพาณิชย์จะติดตามดูแลการจำหน่ายยาป้องกันอย่างเข้มงวด หากพบว่ามีการจำหน่ายในราคาที่ผิดปกติหรือมีเรื่องร้องเรียน กรมจะประสานแจ้งบริษัท ให้มีการดำเนินการตรวจสอบตัวแทนจำหน่ายต่อไป รัฐบาลได้ดำเนินโครงการสนับสนุน ค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรผู้ปลูกข้าว ปี ๒๕๖๔ และปี ๒๕๖๕ โดยจ่ายเงินให้เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนผู้ปลูกข้าวอัตราไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท ไม่เกินครัวเรือนละ ๒๐ ไร่ หรือครัวเรือนละไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ บาท เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกร ผู้ปลูกข้าว ช่วยให้เกษตรกรมีกำลังใจในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าว ซึ่งคำถาม ที่ท่านถามมา ผมขออนุญาตตอบเพียงแค่นี้ก่อน ถ้าท่านมีคำถามที่ ๒ เดี๋ยวผมค่อยตอบต่อครับ ขอบคุณครับ