ดอน ปรมัตถ์วินัย ชี้แจงการเดินทางไปเมียนมาเพื่อช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในฐานะประเทศเพื่อนบ้าน ย้ำการดำเนินการสอดคล้องผลประโยชน์ชาติและกติกานานาชาติ โดยนำสิ่งของบริจาคจากภาคเอกชนเข้าไปผ่านกลไกอาเซียน พร้อมปฏิเสธข่าวลือเรื่องวัคซีนและยืนยันไม่มีสิ่งของจากรัฐบาลติดตัวไป
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ คำถามที่นำเสนอเมื่อสักครู่ นั่นละครับ ก็เป็นโอกาสที่ได้มาชี้แจง แม้ว่าจะได้มีการตอบไปบ้างแล้วกับสื่อ แต่ขอเรียนดังนี้ว่า การไปนี้เป็นเรื่องตามกติกาสากล คือเรื่องของมนุษยธรรมเป็นพื้นฐาน ขณะเดียวกันไปในฐานะ ที่เป็นประเทศเพื่อนบ้าน ไปพูดจากันทางด้านทวิภาคี ทั้ง ๒ สิ่งเป็นเรื่องสอดคล้องกับ ผลประโยชน์ของประเทศชาติอย่างยิ่ง ท่านคงจะทราบนะครับว่า เมียนมา ซึ่งเป็นประเทศที่ ณ วันนี้ถือว่ามีความสำคัญในด้านยุทธศาสตร์ แต่ขณะเดียวกันการมีชายแดนติดต่อกันกับ ประเทศรอบด้านทั้งอินเดีย ลาว และไทย จีน แล้วก็มีไทยเท่านั้นเองที่มีชายแดนยาวที่สุด ๒,๔๐๑ กิโลเมตร และมีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามชายแดนมากมายเป็นที่รับรู้กันทั่วไปของ ทุกประเทศ และว่าไปแล้วสถานะที่พิเศษเช่นนี้ของไทยต่อเมียนมาและโดยเฉพาะ ต่อสถานการณ์ในเมียนมานี้ทำให้มีคำร้องขอต่อไทยให้ช่วยทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมให้กับ เมียนมาในมุมของมนุษยธรรม ซึ่งเป็นกติกาสากลที่มีความสำคัญอย่างมากเป็นเรื่องของ ประชาชนผู้เดือดร้อนจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ไม่เพียงแต่ทางด้านสาธารณสุขแต่ชีวิต ความเป็นอยู่ในปัจจุบัน เพราะฉะนั้นการเรียกร้องของนานาประเทศนั้นมาจากสภาวะที่เป็น จริงของเพื่อนบ้านอย่างไทย ท่านอาจจะไม่ทราบเมื่อตอนที่ผมเดินทางไปสหรัฐอเมริกา เพื่อจะร่วมการประชุมสหประชาชาติ แล้วต่อไปที่วอชิงตัน ทั้งภาครัฐบาลและภาคองค์กร ที่เรียกว่าเอ็นจีโอ (NGO) ก็มาขอร้องให้ประเทศไทยช่วยเชื่อมกับเมียนมาทางด้าน ของมนุษยธรรม การเมืองนั้นเป็นเรื่องหนึ่ง แต่ว่าประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกมีการดำเนินการ ทางด้านมนุษยธรรมด้วยความเข้าใจเป็นอย่างยิ่งและมันเป็นกติกาดึกดำบรรพ์มาว่า เหตุการณ์อันไม่สงบอะไรก็ตามที่เกิดขึ้นในประเทศหนึ่งนั้นจะต้องมีผลกระทบต่อประชาชน และการดูแลประชาชนนั้นเป็นเรื่องสำคัญที่สุด สำหรับอาเซียนเองก็ถือว่าเป็นหนึ่ง ในข้อฉันทามติ ๕ ข้อ ในเรื่องของการช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรม นานาประเทศ ทั้งเพื่อนบ้านของเมียนมา อินเดีย จีน โดยเฉพาะก็ให้ความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรม กับเมียนมา เราเองก็ดำเนินการตามนั้นมาตั้งแต่ก่อนที่จะได้เดินทางไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๔ ก็ช่วยเหลือเมียนมาทางด้านร่วมกับอาเซียนอาฮา (ASEAN AHA) จัดส่งของเข้าไปให้กับ เมียนมา และของส่วนใหญ่ที่ส่งเข้าไปรวมไปถึงเมื่อวันที่ ๑๔ มิถุนายนนั้นก็เพื่อให้กับกาชาดสากล ที่ปฏิบัติงาน เรามีเส้นทางพิเศษที่เรียกว่า ศูนย์ช่วยเหลือทางด้านโลจิสติกส์ (Logistics) ของอาเซียน (ASEAN) ยามฉุกเฉิน ในยามภัยพิบัติที่เรียกว่าเดลซ่า (DELSA) อยู่ที่ชัยนาท ของหลายสิ่งหลายอย่างที่ไปสู่เมียนมาในนามของ อาเซียน (ASEAN) ก็มาจากเดลซ่า (DELSA) สำหรับวันอาทิตย์ ๑๔ เป็นสิ่งของบริจาคโดยตรงจากภาคเอกชนของไทยจำนวน รวมทั้งหมด ๑๗ ตัน แต่เราเอาไปไม่ได้หมด เอาไปได้ ๑๑ เหลือทิ้งค้างไว้จะไปทางรถยนต์ ทีหลัง แต่ทั้งหมดก็เพื่อกาชาดในเมียนมา ก็อยากจะให้ท่านรับทราบว่าสิ่งต่าง ๆ ที่ดำเนินอยู่ ในแง่ของมนุษยธรรม ซึ่งเป็นเวชภัณฑ์ เป็นอาหาร ล้วนแล้วแต่ได้รับการต้อนรับจาก ผู้เกี่ยวข้อง แต่ก่อนที่จะไปหลังจากที่กลับมาจากสหรัฐอเมริกาดังที่ได้กล่าวไว้แล้ว เราก็จัด ประชุมหน่วยงานต่าง ๆ ขององค์กรระหว่างประเทศ ของหลายด้านของสถานทูตด้วย และของหน่วยงานไทยด้วย ทั้งหมดรวมไปแล้วประมาณ ๑๗-๒๐ องค์กรด้วยกัน ทั้งหมด จะพูดกันอยู่เรื่องเดียวก็คือการช่วยเหลือเมียนมา เพราะฉะนั้นเรื่องที่ได้เข้าไปเมียนมานั้น ก็เป็นไปตามที่องค์กรระหว่างประเทศได้ขอร้องให้ไทยช่วยดำเนินการ และในฐานะ ที่เป็นผู้ที่เป็นประธานในการประชุมวันนั้นและพร้อมกันนั้นก็มีพื้นฐานในแง่ของการติดต่อ และรับรู้เรื่องราวต่าง ๆ ในเมียนมามาตลอด ก็ได้รับอาสาที่จะไปและขออนุมัติจาก ทางรัฐบาลนำสิ่งของดังกล่าวเข้าไป คำว่ามีโอกาสได้คุ้นเคยกับเมียนมาก็ย้อนไปสัก ๔๐ กว่าปี ผมเคยเป็นเจ้าหน้าที่โต๊ะเมียนมา เพราะฉะนั้นก็เป็นธรรมดาที่รับรู้ถึงพัฒนาการต่าง ๆ ในเมียนมา ตอนนั้นเรียกว่าพม่านะครับ รับรู้ถึงพัฒนาการต่าง ๆ มาต่อเนื่อง วัคซีนที่ท่านพูดถึง ไม่มีหรอกครับอันนั้นก็เป็นข่าว ปล่อยข่าว บิดเบือนข่าวอะไรก็แล้วแต่ไม่ทราบ แต่ก็มักจะเป็น เช่นนี้ ไม่มีอะไรสักชิ้นที่เป็นของรัฐบาล ของวันที่เดินทางไปวันที่ ๑๔ ที่ผ่านมาล้วนแล้วแต่ เป็นสิ่งของบริจาคจากภาคเอกชนทั้งหมด วัคซีนที่ไม่มีท่านคงอาจจะเป็นประโยชน์ที่ได้ทราบว่า สิ่งที่จะบริจาค โดยเฉพาะทางด้านวัคซีนไม่ว่าเราจะรับหรือเราจะให้ มันมีกระบวนการ เยอะแยะ ต้องทำเอ็มโอยู (MOU) ระหว่างกัน ต้องมีการรับรู้หรือทำเอ็มโอยู (MOU) ร่วมด้วยของเจ้าของวัคซีน ซึ่งหมายถึงบริษัทผู้ผลิตวัคซีนนั้น ๆ อันนี้เป็นกติกาสากลเลย และการรับวัคซีน หรือการให้วัคซีนก็ต้องผ่าน ครม. เหล่านี้เป็นกฎเกณฑ์ทั่วไป เพราะฉะนั้น ใครก็ตามที่นั่งเทียนพูด หรือว่าไปเล่าข่าว บอกข่าวชาวบ้านแล้วก็ไปให้ข้อคิดเห็นหรือความรู้ หรือข้อมูลที่ผิดพลาด จริง ๆ แล้วผมเห็นว่าเป็น เฟกนิวส์ (Fake news) ด้วยซ ้าไปนะครับ แต่ว่ามันก็เกิดขึ้นแทบทุกวันในบ้านเราสำหรับนักเล่าข่าวก็ดี สื่อก็ดีหรือใครก็ตามในแวดวง ต่าง ๆ ที่พอได้ยินอะไรสักอย่างก็นำไปขยายความออกไปเชิงบิดเบือนจนถึงขั้นเป็น เฟกนิวส์ (Fake news) ก็ย่อมได้ สำหรับองค์กรที่ได้กล่าวไว้ว่าผมเป็นประธานและประชุมในลักษณะ เป็นประชาคมระหว่างประเทศที่พูดถึงเรื่องฮิวแมนิทาเรียน (Humanitarian) ที่เกิดขึ้น เมื่อวันที่ ๒๐ กรกฎาคม มีหน่วยงานเช่น ยูเอ็นเอชซีอาร์ (UNHCR) ยูเอ็น แรพเพอทัวร์ คอมมิตตี (UN Rapporteur Committee) ยูนิเซฟ (UNICEF) มีดับเบิลยูเอชโอ (WHO) เวิลด์ฟูดโปรแกรม (World Food Programme) องค์การกุศลของคริสตจักร สภากาชาด สากล สภากาชาดไทย ผู้แทนภาคเอกชน องค์การไม่แสวงกำไรของไทย มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง เหล่านี้ล้วนแล้วมาประชุมร่วมกันและเห็นพ้องว่าควรที่จะต้องช่วย แล้วจากวันนั้นวันที่ ๒๐ ดังกล่าวก็นำไปสู่การบริจาคสิ่งของต่าง ๆ มากมาย และเป็นเหตุ ที่จะต้องนำเข้าไปในเมียนมา เพราะฉะนั้นอยากจะกล่าวว่าไม่ได้เป็นเรื่องลักลอบ แต่เราไปตาม ความเหมาะสมของสถานการณ์ของความจำเป็น การไปได้ตกลงกับทางฝ่ายเมียนมาว่าเราจะ ไม่มีข่าว แต่ว่าข่าวที่ออกมามาจากฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลเขาพิกอัป (Pickup) การมอบของ ที่สนามบิน แล้วก็นำมาปะติดปะต่อเรื่อง แล้วก็มองไปด้วยว่าเป็นเรื่องที่มาจากต่างประเทศ ก็เลยเป็นข่าวที่เราจำเป็นจะต้องออกมาชี้แจงให้มีการรับรู้กัน ก็เลยอยากจะเรียนว่าไม่ได้ไป อย่างลักลอบ เพียงแต่ไม่เห็นว่ามีความจำเป็นต้องโพนทะนา ต้องป่าวประกาศ เพราะบางเรื่อง ในด้านการต่างประเทศไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นต้องออกมาป่าวประกาศ เราหวังผลสำเร็จ แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าจะเป็นประโยชน์กับประเทศชาติหรือประชาชนไม่ว่าจะฝ่ายใด เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ได้ดำเนินการไปด้วยความรอบคอบ ด้วยความสุขุม และไม่ได้ต้องการแสงอะไรต่ออะไร แต่ไปเพื่อจะทำงานให้เกิดประโยชน์จริงจัง เพราะฉะนั้น ก็หวังว่าได้ตอบคำถามว่างานต่างประเทศไม่ใช่เป็นงานที่ต้องออกมาป่าวประกาศโพนทะนา หรือโฉ่งฉ่างกันอยู่ได้ตลอดเวลาตามความเข้าใจของคนจำนวนไม่น้อย เราทำงานเพื่อหวังผล และเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติโดยแท้ เพราะฉะนั้นในเรื่องที่ได้กล่าวไปตั้งแต่ต้น สำหรับทริป (Trip) วันที่ ๑๔ เป็นเรื่องของการปฏิบัติตามกติกาสากลเกี่ยวกับเรื่องของ มนุษยธรรม และเป็นการปฏิบัติงานเพื่อผลประโยชน์ของประเทศไทยในฐานะประเทศ เพื่อนบ้านกับเมียนมา เพื่อนบ้านในฐานะที่รับรู้ถึงปัญหาสารพันที่เกิดขึ้นตามชายแดน และสิ่งที่สามารถจะบานปลาย ลามปามออกไปจนถึงขั้นที่จะกระทบต่อผลประโยชน์ของ ประเทศและประชาชนไทย เพราะฉะนั้นในแง่ของการไปเชื่อมโยงกับเมียนมาในลักษณะนี้ก็ดี หรือในลักษณะที่ไปรวมกลุ่มกับอาเซียนก็ตาม ทั้งหมดนี้ทำการเพื่อผลประโยชน์ของประเทศไทย ในภาพรวมทั้งหมด อันนี้ก็เป็นคำตอบต่อคำถามแรก เชิญครับถ้าหากมีอะไรเพิ่มเติม