สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๙ · ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๔

ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หารือเรื่องการควบรวมกิจการของบริษัททรูและดีแทค และเรียกร้องให้ภาครัฐกำกับดูแลอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันผลกระทบต่อประชาชน

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ขอกราบเรียนว่าทางรัฐบาลก็มีความเป็นห่วงเป็นใย ในเรื่องของการควบรวมกิจการของทรูและดีแทค ซึ่งก็อย่างที่ในข่าวว่ามีการควบรวมแล้วก็ จะส่งผลให้จากผู้ประกอบการรายใหญ่ซึ่งมีอยู่อันดับ ๒ และอันดับ ๓ คือทรู กับดีแทค รวมกัน จะกลายเป็นอันดับหนึ่ง จะทำให้โครงสร้างการแข่งขันในตลาดนี้อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงไป อย่างมีนัยสำคัญ อันนี้ก็ยอมรับกันทุกคนว่าเป็นเรื่องจริง ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้ให้นโยบาย บอกว่าให้ผู้เกี่ยวข้องเข้าไปศึกษาแล้วก็ติดตาม แล้วก็พยายามดูว่าเรามีอำนาจหรือมีอะไรบ้าง ที่จะเข้าไประงับยับยั้งหรือแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ ถ้ามันเกิดผลกระทบต่อประชาชน อย่างไรก็ดี ตอนนี้ก็เพิ่งเป็นการเริ่มต้นทางธุรกิจซึ่งเป็นการควบรวมกิจการกันของ ๒ บริษัท รวมนี้คือ รวมตัวบริษัทที่เป็นโฮลดิงคอมพานี (Holding Company) ในตลาดหลักทรัพย์ ตัวธุรกิจ โอเปอเรเตอร์ (Operator) คือที่ถือคลื่นความถี่ แล้วก็เป็นคนดำเนินธุรกิจ คือตัวดีแทค หรือตัวที่ให้บริการมือถือกับตัวให้บริการยี่ห้อทรู ยังไม่ได้รวมกัน ต้องแยกให้เข้าใจก่อน คืออันนี้รวมในเฉพาะส่วนของผู้ถือหุ้น ถ้ายกตัวอย่างก็เหมือนโรงพยาบาลก็คือจะมีการรวม เครือบีดีเอ็มเอส (BDMS) ซึ่งเราคงเคยได้ยินชื่อ ก็จะมีหลายโรงพยาบาลในสังกัด ยกตัวอย่าง โรงพยาบาลเปาโล โรงพยาบาลพญาไท ผมจำชื่อไม่ได้ โรงพยาบาลกรุงเทพ แต่ละโรงพยาบาล ก็แยกกันทำธุรกิจไปคนละกลุ่มโรงพยาบาล เพียงแต่ผู้ถือหุ้นใหญ่ เป็นคนกลุ่มเดียวกัน ท่านครับ คล้ายหลักการเดียวกันว่ามือถือทรู (true) กับมือถือดีแทค (dtac) ก็จะแยกกันทำธุรกิจอยู่ในปัจจุบัน เพียงแต่ว่าเจ้าของผู้ถือหุ้นเป็นคนกลุ่มเดียวกัน เป็นบริษัทเดียวกันนะครับ แต่ที่สำคัญที่อยากให้เพื่อนสมาชิกและพี่น้องประชาชนเข้าใจคือว่า ธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคมก็เป็นสาธารณูปโภคนะครับ เป็นโครงสร้างพื้นฐาน เป็นอินฟราสทรัคเจอร์ (Infrastructure) สำคัญของประเทศ ซึ่งธุรกิจแบบนี้มันมีการลงทุนสูง มีความเสี่ยงสูง และมีลักษณะของการที่ต้องมีการให้สัมปทาน อย่างกรณีนี้คือการให้คลื่นความถี่ไปใช้ทำธุรกิจ เหมือนพลังงานที่เราพูดไปเมื่อก่อนนี้ ธุรกิจพลังงานของ ปตท. ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ไฟฟ้าภูมิภาค ทุกอย่างเหล่านี้มันเป็นสาธารณูปโภค ซึ่งโดยลักษณะของธุรกิจมันไม่สามารถ ทำให้มีการแข่งขันอย่างเสรีได้อยู่แล้วเหมือนธุรกิจอื่น ๆ เช่น ค้าปลีกหรือว่าทำธุรกิจทั่วไปนะครับ นี่เป็นสาธารณูปโภค ซึ่งโดยหลักเรามีการกำกับดูแลโดยหน่วยงานอยู่แล้ว ทุกอย่างก็มีการกำกับ พลังงานก็มีคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานดูแลในเรื่องพลังงานนะครับ เรื่องการสื่อสาร ก็มีคณะกรรมการ กสทช. กำกับดูแล ทั้งให้ใบอนุญาต มีการให้คลื่นความถี่ไปในการประมูล จัดสรรเก็บรายได้เข้ารัฐ ซึ่งทุกอย่างก็เป็นการแข่งขันในการจะมาประมูลยื่นเพื่อจะรับคลื่น ความถี่ไปทำธุรกิจก็มีการแข่งขันกัน ทำธุรกิจแล้วก็มีการแข่งขันในระดับหนึ่งเพราะต้องไป ติดตั้งระบบทั่วประเทศ เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้ใช้บริการได้อย่างสะดวก แล้วก็แข่งขันกัน เรื่องสปีด (Speed) ความเร็ว ราคาเพื่อดึงดูดลูกค้าให้มาใช้บริการมือถือของตนเอง คือจะบอกว่าไม่มีการแข่งขันเลย ผมก็คิดว่าอาจจะไม่ถูกเสียทีเดียว แต่ถ้าจะให้มีการแข่งขัน เหมือนธุรกิจทั่ว ๆ ไปก็คงเป็นไปไม่ได้นะครับ เพราะนี่คือสาธารณูปโภคพื้นฐาน แล้วก็ยืนยัน ว่าทางรัฐบาลเป็นห่วงเป็นใยเรื่องนี้ติดตามอยู่ตลอด ตอนนี้อยู่ในขั้นของการรวมกิจการคือ รวมในเชิงเขาเรียกกฎหมายของกระทรวงพาณิชย์นะครับ การรวมบริษัทนะครับ ยังไม่ถึง ขั้นตอนการรวมธุรกิจโอเปอเรเตอร์ (Operator) มือถือยังไม่ได้รวม แต่เมื่อเราเล็งเห็นแล้วว่า มีผลกระทบ ตอนนี้ทางรัฐบาลเขาได้ประสานกับ กสทช. แล้วก็หน่วยงานทางกระทรวงดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคมก็ศึกษาเรื่องนี้อยู่ว่าจะมีผลกระทบอย่างไร แล้วจะมีมาตรการ ในการกำกับดูแลอย่างไร เข้าใจคำว่ากำกับดูแลด้วยนะครับ คือธุรกิจที่เป็นสาธารณูปโภค จะมีแข่งขัน ๒ ราย ๓ ราย ๔ รายมันก็ถือว่าเป็นการแข่งขันที่น้อย อย่างไรก็ต้องมีการกำกับ ดูแล เช่น กำหนดราคาขั้นสูง มีมาตรการการทำธุรกิจบางอย่างที่อาจจะไปส่งผลกระทบ มีอำนาจเหนือตลาดหรือไปทำให้ประชาชนเดือดร้อน เรามีการไปกำกับดูแลแน่นอนครับ ซึ่ง กสทช. ก็ติดตามเรื่องนี้และจะมีมาตรการออกมาในอนาคตแน่นอนครับ ในเบื้องต้นนะครับ ขอตอบคำถามแรกก่อนครับ