บัญญัติ เจตนจันทร์ ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติอาหารฉบับใหม่ โดยกังวลว่าค่าธรรมเนียมที่สูงขึ้นอาจกีดกันผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดเล็กและชุมชน พร้อมเรียกร้องให้มีมาตรการคุ้มครองไม่ให้กฎหมายขัดขวางโอกาสในการพัฒนาธุรกิจอาหารจากครัวเรือนสู่อุตสาหกรรม.
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากจังหวัดระยอง พรรคประชาธิปัตย์ กระผมขอกราบเรียนท่านประธานเพื่ออภิปราย ตั้งข้อสังเกตประกอบการรับหลักการร่างพระราชบัญญัติอาหาร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ท่านประธานที่เคารพครับ คำว่า อาหาร ที่ อย. จะต้องเข้าไปควบคุมตาม พ.ร.บ. นี้ ผมก็ยังสงสัยและเป็นกังวลว่าอาหารอะไรที่ อย. จะต้องออก พ.ร.บ. ฉบับนี้เพิ่มเติม จากกฎหมายฉบับเก่า แล้วก็จากที่ฟังเพื่อนสมาชิกหลายท่านอภิปรายว่ามีค่าธรรมเนียม ที่เพิ่มขึ้นถึง ๑๐ เท่า จาก ๑๐,๐๐๐ บาท เป็น ๑๐๐,๐๐๐ บาท ยิ่งรู้สึกกังวลว่า กฎหมาย ฉบับนี้จะเป็นกฎหมายเพื่อส่งเสริม หรือจะเป็นกฎหมายเพื่อเป็นการกีดกันธุรกิจเอสเอ็มอี (SMEs) ที่จะนำอาหารเข้าสู่บรรจุภัณฑ์และส่งจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ ท่านประธานที่เคารพครับ เท่าที่ผมเข้าใจ อาหารที่ปรุงสำเร็จใหม่ ๆ ที่จะขายกัน ตามหน้าร้านก็ดี ปรุงสุกแล้วก็สามารถเก็บบรรจุแจกจ่ายซื้อขายกันภายในวันต่อวัน อันนี้ กรมอนามัยดูแลเรื่องของความสะอาด ความปลอดภัย แต่สิ่งใดที่มีการบรรจุภัณฑ์ แล้วก็มีการเก็บได้หลาย ๆ วัน แล้วส่งออกเป็นอุตสาหกรรม อันนี้ต้องมี อย. ติด เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค และเพื่อมาตรฐาน คุณภาพ แล้วก็ฉลากไม่เกินความจริง การโฆษณาหรือฉลากไม่เกินจากความจริง ไม่ทราบว่าผมเข้าใจถูกหรือไม่ ซึ่งก็อยากที่จะให้ อย. หรือทางท่านรัฐมนตรีได้ตอบด้วย การที่จะดูแลความปลอดภัยให้ผู้บริโภค ดูแลคุณภาพ ดูแลมาตรฐานฉลากและผลิตภัณฑ์ คุณภาพของผลิตภัณฑ์ไม่ขาดไม่เกินจากการโฆษณา ให้เกิดการชวนเชื่อนั้นเป็นสิ่งจำเป็น การที่ตั้งค่าธรรมเนียมไว้สูงโดยไม่มีคำว่าทั้งนี้ ไม่เกินท้ายพระราชบัญญัตินี้ ก็เป็นสิ่งที่น่ากังวล ถ้าหากว่าทางกระทรวงสาธารณสุข ทาง อย. เห็นว่าสิ่งที่ผมตั้งข้อสังเกตนั้นเป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อการส่งเสริมให้มีการผลิต สินค้าที่มีคุณภาพ บรรจุภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน ก็สมควรต้องแก้ไขในมาตราที่เรียกว่า ค่าธรรมเนียมต้องไม่เกินท้ายพระราชบัญญัตินี้ แล้วก็เรื่องของการทำให้ธุรกิจเอสเอ็มอี (SMEs) ได้กระทบกระเทือนก็เป็นสิ่งที่กฎหมายฉบับนี้ก็ไม่ควรจะเป็นต้นเหตุ เพราะฉะนั้น ข้อสังเกตของกระผมในการอภิปรายเห็นชอบรับหลักการต่อร่างพระราชบัญญัตินี้ ก็ต้องมีข้อสังเกตว่า ทั้งนี้ ต้องไม่กระทบต่อธุรกิจเอสเอ็มอี (SMEs) ที่จะนำเข้าสู่มาตรฐาน การพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร เรื่องของอาหารฟู้ด สตรีต (Food Street) หรือว่าอาหาร ที่ปรุงสุกใหม่ ๆ กรมอนามัยดูแล อย. ก็ไม่ต้องไปยุ่ง แต่เดี๋ยวนี้บรรจุภัณฑ์หาง่าย เอากะปิ เอาน้ำปลา พริกแห้ง หรือว่าปลาแห้ง อาหารทะเล หรืออะไรก็แล้วแต่ พอใส่กระป๋อง ใส่ฝาซีล (Seal) แล้วก็แพกเกจจิง (Packaging) สวยงามปั๊บ เข้าเกณฑ์ อย. ทันทีเลย เขาทำ ๑๐ กระป๋อง ๒๐ กระป๋อง ถ้าเกิดมีผู้ร้องเรียนมาก็ผิด อย่างนี้ก็ต้องมีข้อยกเว้นกันบ้าง ถ้าเอาถุงพลาสติกใช้ยางหนังสติ๊กรัด อันนี้กรมอนามัยดูแล อันนี้เข้าใจได้ง่าย เมื่อเขามาใส่ขวด แล้วก็มีฝาซีล (Seal) เรียบร้อย ทำน้ำส้มขายเฉพาะในพื้นที่ หมู่บ้านชุมชน ก็เป็นแพกเกจ (Package) บางทีเขาติดสติ๊กเกอร์ (Sticker) สวยงามอีก มันดูเหมือนกับว่าจะต้องมี อย. อย่างนี้อะไรคือความพอดีสำหรับธุรกิจเอสเอ็มอี (SMEs) ที่หาเช้ากินค่ำ แต่เขารักษา มาตรฐาน ผมว่าถ้าร่างพระราชบัญญัตินี้ส่งเสริมให้คนมีจิตสาธารณะ รับผิดชอบต่อผู้บริโภค ถ้าเช่นนั้นผมเห็นด้วย ต้องมีทางออก ต้องมีที่ยืนให้คนทำธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือธุรกิจในครัวเรือน ธุรกิจในชุมชน ถ้าแพกเกจจิง (Packaging) เขาดูดี ทำน้ำส้ม ทำชามะนาว ทำอะไรก็แล้วแต่ ชานม เฉาก๊วย อะไรก็แล้วแต่ แพกเกจจิง (Packaging) ดูแล้วมันเป็นบรรจุภัณฑ์ที่สวยงาม แล้วเดี๋ยวนี้ ก็สามารถซื้อออนไลน์ (Online) ได้ จากที่หนึ่งก็ไปอีกที่หนึ่ง จากตำบลหนึ่ง จากอำเภอ จังหวัดหนึ่งไปได้ทั่ว พักเดียวการกระจายสินค้ามันไปอย่างรวดเร็ว ถ้าไม่ให้โอกาสธุรกิจ เอสเอ็มอี (SMEs) ได้ลองผิดลองถูกแล้วพัฒนาบ้าง ทุกอย่างต้องเริ่มต้นต้องมาตรฐาน ถามว่า คนเกิดมาแล้วเป็นอุตสาหกรรมเลยหรือ เขาไม่ได้เกิดมาเพื่ออุตสาหกรรม เขาเกิดมาเพื่ออันนี้ ลูกค้าติดใจแล้วก็พัฒนาไป ให้ได้มีโอกาสพัฒนาจาก ๐ เป็น ๑ เป็น ๒ เป็น ๓ เมื่อเขาถึง ๕ เมื่อไร เขาก็ค่อยไปจดทะเบียนได้ไหม จะมีวิธีใดในการเขียนกฎหมาย เพื่อให้คนเหล่านี้ มีที่ยืนนะครับ ไม่ใช่ว่าเขาดังแล้วค่อยมาจด ถ้าอย่างนี้จะตั้งค่าธรรมเนียมเท่าไรก็ได้นะครับ เพราะฉะนั้นการกีดกันมาตรฐานนี่ละ คือการกีดกันทางการค้า เอามาตรฐานมาจับ แล้วทุกคนก็เบื่อหน่าย ไม่ต้องทำอะไรดีกว่า ไม่อยากจะทำ เพราะว่ากฎหมายมันแรงเกินไป ผมก็ฝากถ่วงดุลในเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายแล้วก็ค่าธรรมเนียมของกฎหมายฉบับนี้ ตลอดจนวิธีการที่ท่านมองจินตนาการว่าลูกค้าที่จะมาขึ้นทะเบียนนี้คือรายใหญ่ แล้วท่านก็เอามาตรฐานไปจับ เพื่อให้เขาลงโทษ อันนั้นก็ขออย่าให้เป็นเช่นนั้นนะครับ ก็ฝากท่านประธานถึงคณะกรรมาธิการวิสามัญได้นำข้อสังเกตผมไปปรับใช้ในการพิจารณา กฎหมายนี้ให้รอบคอบต่อไปครับ กราบขอบพระคุณครับ