วาโย ตั้งข้อสังเกต ร่าง พ.ร.บ. อาหาร หวั่นกระทบผู้บริโภค-ผู้ประกอบการ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๘ · ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๔

วาโย อัศวรุ่งเรือง หารือร่าง พ.ร.บ. อาหาร โดยตั้งข้อสังเกตถึงการยกเลิกนิยาม "ตำรับอาหาร" การจดแจ้งส่วนประกอบโดยไม่ต้องระบุน้ำหนัก ซึ่งอาจกระทบสิทธิผู้บริโภคในการรับรู้ข้อมูลอย่างโปร่งใส พร้อมกังวลต่อการขยายอำนาจคณะกรรมการและพนักงานเจ้าหน้าที่ การควบคุมการโฆษณาที่อาจจำกัดเสรีภาพเกินควร และการปรับค่าธรรมเนียมใบอนุญาตผลิตอาหารที่สูงขึ้นถึง 10 เท่า ซึ่งเสี่ยงทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยหลีกเลี่ยงการจดทะเบียน และส่งผลให้การควบคุมมาตรฐานอาหารขัดกับเจตนาของกฎหมาย

นายวาโย อัศวรุ่งเรือง แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ กระผม วาโย อัศวรุ่งเรือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ ฝ่ายโสตครับ ขออนุญาตนำสไลด์ (Slide) ขึ้นด้วยนะครับ วันนี้ครับท่านประธาน เรามาพิจารณากันในเรื่องของร่าง พ.ร.บ. อาหาร มีประเด็นที่ก้าวหน้าหลายอย่าง แต่ก็มีประเด็นที่น่ากังวลพอสมควร สไลด์ (Slide) ขึ้นครับ ฝ่ายโสตครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)

ข้อกังวลจริง ๆ มีเยอะมากเลยครับ ผมพยายามเรียบเรียงออกมา แต่ด้วยเวลา ๗ นาทีในสภาแห่งนี้คงอาจจะไม่สามารถ พูดได้หมด เดี๋ยวเราไปว่ากันต่อในกรรมาธิการอีกครั้งหนึ่งนะครับ มีเรื่องของการยกเลิก นิยามคำว่า ตำรับอาหาร และกำหนดให้อาหารกลายเป็นสิ่งที่สามารถจดแจ้งได้ เหมือนกับ เรื่องของเครื่องสำอางครับ มีการกำหนดเงื่อนไขโฆษณามากมาย ซึ่งประเด็นนี้สำคัญมาก มีการขยายอำนาจของคณะกรรมการอาหาร ขยายอำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่และมีอื่น ๆ อีกมากมาย และในเรื่องของใบอนุญาตท่านประธานครับ ซึ่งแพงขึ้น ๑๐ เท่า ถัดไปครับ วันนี้ผมจะลงสักประมาณ ๓ เรื่องก่อนแล้วกันท่านประธานครับ

เรื่องแรกก็คือเรื่องของการนิยามใหม่ในมาตรา ๔ ตำรับอาหารนะครับ ท่านประธาน ของเดิมมี ซึ่งมันจะหมายถึงการระบุชนิดและน้ำหนักหรือว่าปริมาณของ อาหารนั้น ๆ ยกตัวอย่างเวลาเราไปซูเปอร์มาร์เกต (Supermarket) เราเปิดถุงขนมมา ข้างหลังจะมีเขียนส่วนประกอบเป็นแป้งสาลี ๖๐ เปอร์เซ็นต์ อย่างนี้ใช่ไหมครับ อันนี้ละ คือตำรับอาหารแล้วก็มีอะไรหลาย ๆ อย่างที่มันไล่เรียงลงไป มีเครื่องเทศ มีอะไรเท่าไร แต่ของใหม่กำหนดให้อาหารจดแจ้งได้เหมือนกับเครื่องสำอาง ถ้าเราไปดูเครื่องสำอาง ครีมกันแดดก็ได้ เปิดมาข้างหลังจะเขียนส่วนประกอบเต็มไปหมด มีพาราเบน (Parabens) มีเพอร์ฟูม (Perfume) มีเอทิลแอลกอฮอล์ (Ethyl Alcohol) อยู่ข้างหลังแต่จะไม่มีอะไรครับท่านประธาน จะไม่มีน้ำหนักหรือว่าปริมาณเปอร์เซ็นเทจ (Percentage) ของสิ่งนั้น ๆ กลายเป็นว่าตอนนี้ท่านประธานครับ ตัวที่เสนอเข้ามา คณะรัฐมนตรีเสนอมาว่า ต่อไปนี้อาหารเราจะให้จดแจ้งได้ด้วยนะ ผมไม่แน่ใจว่าแบบนี้มันจะ เป็นการคุ้มครองผู้บริโภคมากขึ้นหรือเปล่า ถัดไปครับ

ประเด็นที่ ๒ เลยประเด็นนี้สำคัญ ประเด็นเรื่องการโฆษณา แต่เดิม ในเรื่องของการโฆษณาอาหารมีกฎหมายทั่วไปในตัว พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภคอยู่แล้ว ในเรื่องการห้ามโฆษณาเกินจริงอะไรก็ว่ากันไป ท่านประธานครับ ตอนนี้กฎหมายใหม่ ที่จะเพิ่มมานี้เพิ่มหมวด ๕/๑ เรื่องการโฆษณาอาหารโดยเฉพาะเลย กำหนดเงื่อนไขออกมา ๑๐ อย่าง ดูสิว่ามันมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปไหมครับ อันแรกครับ (๑) ข้อความที่เป็นเท็จ หรือเกินความจริง ถามว่าจำเป็นต้องมากำหนดเพิ่มไหมครับ กฎหมายทั่วไปก็มีอยู่แล้ว พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภคเขาก็เขียนอย่างนี้อยู่แล้ว อันนี้แตกต่างอะไรจากเดิม (๒) อันนี้ของเดิมท่านประธาน โดยหลักถ้าเราสามารถพูดถึงเรื่องของการรายงานทางสถิติ การอ้างอิงเอกสารทางวิชาการที่เป็นของจริงที่ไม่ใช่ซูโดไซน์ (Zudo-science) หรือว่า วิทยาศาสตร์เทียมสามารถทำได้ แต่ท่านประธานลองดูว่า ต่อจากนี้ไปแม้แต่การให้ความรู้ ข้อมูลกับประชาชน ข้อความที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญไม่ว่าจะกระทำโดยใช้ หรืออ้างอิงรายงานทางวิชาการ สถิติ หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งอันไม่เป็นความจริงหรือเกินความจริง ถ้าเท่านี้ผมโอเค (OK) แต่ดันมีคำว่าหรือไม่ก็ตาม หมายความว่าอย่างไรครับท่านประธาน ถ้าข้อมูลนั้นเป็นความจริงก็ยังใช้ไม่ได้ ถัดไปครับ ข้อความที่แสดงถึงสรรพคุณในการบรรเทา รักษาโรค ก็คือแสดงสรรพคุณทางยา ปกติเราแบ่งของที่บริโภคเข้าไป เราแบ่งเป็น ๓ ระดับ ระดับล่างสุดคือเครื่องสำอางใช่ไหมครับท่านประธาน ขึ้นมาก็เป็นอาหาร ก็เป็นฟู้ดเกรด (Food grade) ขึ้นมาสูงสุดก็เป็นยา ก็คือ ฟาร์มาซูติคัลเกรด (Pharmaceutical grade) คอสเมติกเกรด (Cosmetic grade) ฟู้ดเกรด (Food grade) อาหารนี่ห้ามเคลม (Claim) ห้ามเคลม (Claim) ว่ามีสรรพคุณในการบำรุงกาม ก็ถือว่าเป็นยารักษาโรค การป้องกัน บำบัดรักษาเข้าตามนิยามของการเป็นยารักษาโรคอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ นี่ก็มี พ.ร.บ. ยาอยู่แล้ว อยู่ ๆ จะไปเคลม (Claim) ว่าอาหารหรืออาหารเสริม ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ มีสรรพคุณทางยาก็ไม่ได้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นอันนี้ก็ไม่ได้แตกต่างจากเดิม แต่ที่น่ากังวล ท่านประธานครับคืออันนี้ครับ (๕) กับ (๖) ห้ามโฆษณาข้อความที่เป็นการสนับสนุนโดยตรง หรือโดยอ้อมให้มีการกระทำผิดกฎหมายหรือศีลธรรม หรือนำไปสู่ความเสื่อมเสีย ในวัฒนธรรมของชาติ มาตรา ๔ มีนิยามไว้ไหมครับว่าวัฒนธรรมของชาติคืออะไร ท่านจะควบคุมการโฆษณาอาหารไปจนถึงเรื่องของวัฒนธรรมของชาติเลยหรือครับ ห้ามโฆษณาในส่วนที่มีข้อความที่จะทำให้เกิดความแตกแยก เสื่อมเสียความสามัคคี ในหมู่ประชาชน พอผมอ่านมาตรงนี้ผมก็นึกมันมีผลิตภัณฑ์อะไรที่เขาจะโฆษณากัน แบบนี้ไหม ผมก็นึกถึงกาแฟยี่ห้อหนึ่งท่านประธาน เขามีสโลแกนแบบนี้ครับว่า ดื่มกาแฟ ยี่ห้อนี้แล้วตาสว่างทั้งแผ่นดิน รู้ทันเผด็จการ แบบนี้ไม่ได้ แบบนี้กลายเป็นไม่ได้แล้ว โฆษณา อาหารอะไรต่าง ๆ ที่อาจจะมีการโยงการเมือง มีทำโน่นนี่นั่นจะถูกตีความแล้วก็ห้ามโฆษณา ไปหมดเลย ผมรู้สึกว่าตรงนี้มันคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนจริง ๆ หรือครับ ท่านประธาน ถ้าเขาจะสนับสนุนสินค้า บริการอาหารด้วยจริตของเขา โดยที่ไม่ได้เกี่ยวกับ คุณภาพหรือการเคลม (Claim) สรรพคุณของอาหารผมคิดว่ามันก็เป็นเรื่องปกติที่น่าจะทำ กันได้ในแฟร์เทรด (Fairtrade)

สไลด์ (Slide) ถัดไป ประเด็นสุดท้ายที่ผมพูดวันนี้ครับท่านประธาน เดี๋ยวเราว่ากันเรื่องอื่นในกรรมาธิการ คืออัตราค่าธรรมเนียม เอาอันแรกใบอนุญาตผลิต อาหารฉบับละ ๑๐๐,๐๐๐ บาทถ้วน ท่านประธานครับ ของเดิมเท่าไรรู้ไหมครับ ๑๐,๐๐๐ อันนี้เพิ่ม ๑๐ เท่า ผมถามว่าพ่อค้าแม่ขายคือท่านต้องการที่จะยกระดับ เอากฎหมายเข้าไปควบคุมถูกไหมครับ ท่านทำรัฐราชการแบบต้องการควบคุมประชาชน อยู่แล้ว ควบคุมหมดเลยถามว่าท่านต้องการที่จะควบคุมผู้ประกอบกิจการธุรกิจอาหาร เพื่อให้เขามีมาตรฐาน เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์ว่าได้บริโภคอาหารที่ปลอดภัย แต่ท่านไปตั้งใบอนุญาตผลิตอาหารขึ้นมาฉบับละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท พ่อค้าที่เขาทำขนมเปี๊ยะอยู่ตามบ้านเป็นดรามา (Drama) กันอยู่ในโซเชียลมีเดีย (Social media) ว่าอาหารสะอาดบ้าง ไม่สะอาดบ้าง เขาก็อยากมีมาตรฐาน อยากยกระดับ ขึ้นมา อยากจะไปจด อย. โดนเรียกเก็บฉบับละแสน ผมถามว่าคนจะเข้าระบบมากขึ้น หรือคนจะหนีจากระบบมากขึ้นครับท่านประธาน อนุมานได้เลย นี่ยังไม่ได้พูดถึงเรื่องว่าเอา เข้าไปแล้วเป็นเงินนอกงบอีก เอาไปใช้อะไรกันโดยที่ไม่ต้องแจ้งกันอีก อันนี้เดี๋ยวไปว่ากันต่อ ในรายละเอียดครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นสรุปก็คือว่า พ.ร.บ. อาหารอันนี้ผมยังไม่ค่อย เห็นอะไรเลยว่ามันใหม่ แต่กลับกลายว่ามีในเรื่องของส่วนในการควบคุมโน่น ควบคุม นี่ โดยเฉพาะในเรื่องของหมวดใหม่ชัด ๆ เลย คือเรื่องของการโฆษณา และอัตรา ค่าธรรมเนียมที่มันสูงมากจนทำให้พ่อค้าแม่ขายรายเล็กรายย่อยไม่สามารถที่จะเข้ามา สู่ระบบแบบนี้ได้ และจะเกิดการหนีนอกระบบมากขึ้น กลายเป็นว่ามีแต่กลุ่มทุนใหญ่เท่านั้นครับ ท่านประธานที่จะยอมจ่ายใบอนุญาตผลิตอาหารฉบับละ ๑๐๐,๐๐๐ บาทได้ เกินเวลามาเยอะแล้วครับท่านประธาน ถ้าอย่างนั้นเท่านี้เดี๋ยวไปคุยกันต่อในกรรมาธิการ ขอบคุณครับ