กนก วงษ์ตระหง่าน อภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติอาหาร โดยเน้นให้กฎหมายเปิดโอกาสให้เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการขนาดเล็กสามารถเติบโตอย่างเท่าเทียม ไม่ถูกครอบงำโดยบริษัทใหญ่ และเรียกร้องให้มาตรการด้านสถานที่ผลิต กระบวนการอนุญาต ค่าธรรมเนียม และการควบคุมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคำนึงถึงความปลอดภัยควบคู่กับความสะดวก ต้นทุนที่เหมาะสม และความยั่งยืน เพื่อผลักดันให้อาหารกลายเป็นเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจหลังโควิด-19 และยกระดับผลผลิตท้องถิ่นสู่มูลค่าสูงอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน
เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม กนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตอภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติอาหาร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ผมมี ๓ ประเด็นครับท่านประธาน
ประเด็นที่ ๑ สิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญของ พ.ร.บ. ที่เราต้องตระหนักก็คือว่า อาหารคืออนาคตของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังโควิด-๑๙ (COVID-19) ความได้เปรียบทางด้านการแข่งขันด้านอาหารของประเทศไทยปรากฏชัดเจนมาก เช่น เรามีวัตถุดิบที่หลากหลาย มีความอุดมสมบูรณ์ตลอดทั้งปี ที่สำคัญคือคนไทยมีฝีมือ ในการทำอาหารที่ขึ้นชื่อและยอมรับทั่วโลก ท่านประธานทราบใช่ไหมครับว่า มัสมั่นเนื้อ เป็นอาหารจานเดียวที่ถูกโหวตทั้งโลกว่าเป็นอาหารที่อร่อยที่สุดในโลก สำหรับคนทุกชาติ ทุกศาสนาและทุกวัฒนธรรม นี่คือความโดดเด่นด้านอาหารของประเทศไทย ยิ่งไปกว่านั้น วัตถุดิบในการประกอบอาหารล้วนแต่ผลิตในประเทศไทยทั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ นั่นหมายความว่าทุก ๆ บาทที่เราขายได้จากอาหารคือรายได้ของประเทศไทย ของคนไทย ทั้งหมด ไม่เหมือนกับสินค้าอุตสาหกรรมที่วัตถุดิบและชิ้นส่วนนำเข้าจากต่างประเทศในอัตรา ที่สูงมาก เพราะฉะนั้นอาหารและอุตสาหกรรมอาหารจึงเปรียบเสมือนกับเครื่องยนต์ ที่ทรงพลังที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้าในสถานการณ์หลังโควิด (COVID) ที่เกิดขึ้นครับท่านประธาน ด้วยความสำคัญของอาหารเช่นนี้ พ.ร.บ. อาหารนี้ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง พ.ร.บ. อาหารนี้จะต้องเป็น พ.ร.บ. ที่เปิดโอกาสให้กับคนไทย ตั้งแต่เกษตรกร เอสเอ็มอี (SMEs) วิสาหกิจชุมชนจนถึงบริษัทต่าง ๆ ได้มีโอกาสที่จะเติบโต ในธุรกิจอาหาร ไม่ใช่ พ.ร.บ. นี้เราไม่ต้องการให้เพียงบริษัทใหญ่เท่านั้นที่มีทุนขนาดใหญ่ เท่านั้นที่จะปฏิบัติตาม พ.ร.บ. นี้ได้ นั่นหมายความว่า พ.ร.บ. อาหารนี้จะต้องเปิดโอกาส ให้กับเกษตรกรวิสาหกิจชุมชนและเอสเอ็มอี (SMEs) ได้เกิดในธุรกิจอาหารครับท่านประธาน สภาพในปัจจุบันนี้เราพบว่าเกษตรกรวิสาหกิจชุมชนปลูกและเลี้ยงผลผลิตทางการเกษตร แล้วก็ขายผลผลิตทางการเกษตรของตนเอง และผลสุดท้ายก็คือชีวิตของเขานั้นมีแต่ ความยากจนมาหลายช่วงอายุคนแล้ว เรายากจนข้ามรุ่นมาแล้วครับท่านประธาน ด้วยวิธีการ อาหารแบบเดิม ๆ ทางออกหนึ่งที่จะเกิดขึ้นจาก พ.ร.บ. นี้ก็คือการเปลี่ยนผลผลิตทางการเกษตร ของเกษตรกรให้เป็นผลิตภัณฑ์อาหารที่มีมูลค่าและราคาสูงมากขึ้น เพื่อให้มีรายได้สูงขึ้น หวังว่าเกษตรกรวิสาหกิจชุมชนและเอสเอ็มอี (SMEs) โดยเฉพาะจะได้รับประโยชน์จาก พ.ร.บ. ฉบับนี้ครับท่านประธาน
ประเด็นที่ ๒ โอกาสทางธุรกิจของอาหารจาก พ.ร.บ. ฉบับนี้ ผมขออนุญาต ยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม เรามีอาหารที่มีชื่อเสียงในทุก ๆ ภาคของเรา เรามีพริกแกง และคั่วกลิ้งที่พัทลุง เรามีข้าวจี่และแกงหวายที่สกลนคร เรามีน้ำพริกอ่องและข้าวซอย ที่เชียงใหม่ เรามีก๋วยเตี๋ยวพวง หมี่กรอบที่สุโขทัยครับ ตัวอย่างเหล่านี้มีอีกเยอะมาก รวมทั้ง จังหวัดระยองของท่านรัฐมนตรีด้วยครับท่านประธาน วิสาหกิจชุมชนและเอสเอ็มอี (SMEs) ที่ผลิตอาหารเหล่านี้ควรจะต้องได้มีโอกาสเกิดทางธุรกิจจาก พ.ร.บ. อาหารฉบับนี้ครับ ท่านประธาน พ.ร.บ. อาหารฉบับนี้ต้องไม่เป็นกำแพงที่กักขังให้เกษตรกรวิสาหกิจชุมชน และเอสเอ็มอี (SMEs) ต้องแคระแกร็น ยากจนและแข่งขันไม่ได้ครับ นั่นก็หมายความว่า หลักเกณฑ์ ประกาศ และกฎระเบียบของ พ.ร.บ. ที่จะเกิดขึ้นจะต้องเปิดให้เกษตรกร วิสาหกิจชุมชนและเอสเอ็มอี (SMEs) สามารถปฏิบัติได้ ไม่ใช่ พ.ร.บ. ฉบับนี้กลายเป็น ที่กักขังคนเหล่านี้ให้ไม่สามารถทำอะไรได้ในเรื่องที่เกี่ยวกับอาหารและผลิตภัณฑ์อาหาร นั่นหมายความว่าในทางตรงกันข้ามผมอยากเห็น พ.ร.บ. อาหารนี้เป็นประตูแห่งโอกาสให้กับ เกษตรกรวิสาหกิจชุมชนและเอสเอ็มอี (SMEs) ที่จะเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไปครับ ท่านประธาน พ.ร.บ. ฉบับนี้จะเป็นกำแพงหรือเป็นประตูแห่งโอกาสนั้นข้องโดยตรงกับเรื่อง สำคัญ ๆ อยู่ ๔ เรื่องครับ เรื่องที่ ๑ คือสถานที่ผลิต เรื่องที่ ๒ คือกระบวนการพิจารณา อนุญาตอาหาร เรื่องที่ ๓ คือมาตรการควบคุมอาหาร และเรื่องที่ ๔ คืออัตราค่าธรรมเนียม และบริการของผู้มาใช้ขอใบอนุญาตดังกล่าว ซึ่งทั้งหมดนี้จะไปปรากฏอยู่ในประกาศของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข หรือประกาศของคณะกรรมการอาหารครับ รายละเอียดเหล่านี้ไม่ได้ปรากฏใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ นี่คือความเสี่ยงและอันตรายที่เราจะต้องพิจารณาให้ชัดเจน นั่นหมายความว่า ผมขออนุญาต เสนอตัวอย่าง แยกแยะประกาศของการออกใบอนุญาตอาหารตามกำลังการผลิต หรือตามลักษณะของธุรกิจที่จะเกิดขึ้น ยกตัวอย่าง เช่น เราอาจจะแบ่งประเภทอาหาร ออกเป็น ๓ ประเภท
ประเภทที่ ๑ ที่เป็นอาหารที่ทำโดยเกษตรกร ประเภทที่ ๒ อาหารที่ทำ โดยวิสาหกิจชุมชนและเอสเอ็มอี (SMEs) และประเภทที่ ๓ คืออาหารที่ทำโดยบริษัททั่วไป ซึ่งแน่นอนครับ การรักษามาตรฐานความปลอดภัยทั้ง ๓ ประเภทนี้จะต้องมีอย่างชัดเจน แต่รายละเอียดอื่น ๆ ในทางเทคนิคของ ๓ ประเภทนี้สามารถจะแตกต่างกันได้ทั้งสิ้น นั่นหมายความว่า ประเด็นที่จะต้องพิจารณาก็คือทำอย่างไรให้ประกาศของกระทรวง มีความง่าย สะดวก รวดเร็ว และราคาถูก แน่นอนครับ ความปลอดภัยของผู้บริโภค เราจะต้องรักษาไว้และประนีประนอมไม่ได้ นั่นหมายความว่าประกาศของรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงสาธารณสุขหรือคณะกรรมการอาหารและยา คือตัวชี้เป็นชี้ตายซึ่งจะไม่รู้ว่าสาระ ของประกาศเหล่านั้นจะเป็นอย่างไร นั่นคืออันตรายอย่างยิ่งครับ เพราะฉะนั้น พ.ร.บ. ฉบับนี้ จะต้องวางกรอบหลักการที่จะให้ประกาศของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและ คณะกรรมการอาหารและยานำไปปฏิบัติ เพื่อให้เราได้มั่นใจว่าประกาศที่จะออกมานั้น จะเป็นประตูแห่งโอกาสไม่ใช่กำแพงที่แท้จริงครับ ขออนุญาตนิดเดียวครับท่านประธาน ผมขออนุญาตสรุปว่า พ.ร.บ. อาหารนี้ต้องไม่เป็นเพียงเครื่องมือเพื่อการบริหารความปลอดภัย ทางอาหารของ อย. แต่เพียงอย่างเดียว ตรงกันข้าม พ.ร.บ. นี้จะต้องทำให้อาหาร เป็นผลิตภัณฑ์ เป็นเครื่องยนต์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศหลังโควิด-๑๙ (COVID-19) พ.ร.บ. ฉบับนี้จะต้องส่งเสริมให้เกษตรกรวิสาหกิจชุมชนสามารถเพิ่มมูลค่า จากผลผลิตทางการเกษตรเป็นผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มที่จะสร้างรายได้ แก้ไข ความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำของประเทศ และสุดท้ายครับท่านประธาน พ.ร.บ. ฉบับนี้จะไม่ใช่เครื่องมือในการควบคุม แต่เป็นเครื่องมือในการส่งเสริมการผลิตอาหาร และเครื่องดื่มให้กับประชาชนและเกษตรกรฐานรากโดยเฉพาะให้สามารถนำภูมิปัญญา ความหลากหลายทางชีวภาพที่เรามีอยู่ในพื้นที่ มาสร้างรายได้และแก้ไขความยากจน ของประเทศ ขอบพระคุณท่านประธานครับ