สุภัทรา แจงปรับ พ.ร.บ.เครื่องสำอาง เน้นผู้เชี่ยวชาญร่วมพิจารณาเพิ่มประสิทธิภาพ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๘ · ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๔

สุภัทรา บุญเสริม ชี้แจงการปรับปรุงพระราชบัญญัติเครื่องสำอางโดยเน้นการเพิ่มผู้เชี่ยวชาญเข้าร่วมกระบวนการพิจารณาอนุญาตเพื่อเร่งรัดการประเมินนวัตกรรมใหม่อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเสนอแนวทางการคัดเลือกผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายแหล่งเพื่อป้องกันอคติและส่งเสริมความสมดุล รวมถึงย้ำความสำคัญของการกำกับดูแลตามระดับความเสี่ยง การดำเนินการแบบอิเล็กทรอนิกส์ การตรวจสอบที่โปร่งใส และความร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและรองรับกรอบกฎหมายอาเซียนอย่างมีประสิทธิภาพ

นางสาวสุภัทรา บุญเสริม ผู้ทรงคุณวุฒิด้านมาตรฐานผลิตภัณฑ์ ด้านสาธารณสุข รักษาการแทนรองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน เภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม ผู้ทรงคุณวุฒิด้านมาตรฐาน ผลิตภัณฑ์สุขภาพ รักษาราชการแทนรองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา วันนี้เป็น ผู้แทนของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ขอชี้แจงในประเด็นคำถามของผู้อภิปราย ในครั้งที่แล้วและในวันนี้นะคะ

ปัจจุบันพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. ๒๕๕๘ ได้กำหนดอัตรา ค่าธรรมเนียมสูงสุดของการจัดเก็บเพื่อเข้าคลังรายได้แผ่นดินอยู่ ซึ่งอัตราค่าธรรมเนียม ที่อยู่ท้าย พ.ร.บ. เครื่องสำอางฉบับปัจจุบันนี้ ดิฉันยกตัวอย่างเช่น ใบรับจดแจ้งการผลิต เพื่อขาย คำขอต่าง ๆ ใบรับจดแจ้งการนำเข้า เป็นต้น ซึ่งอันนี้เป็นอัตราค่าธรรมเนียมสูงสุด ที่กำหนดไว้ท้าย พ.ร.บ. เครื่องสำอาง อย. ก็จะมาออกกฎกระทรวงในการกำหนดอัตรา อีกครั้งหนึ่ง ลดหย่อนกันไปตามสภาพของสินค้านั้น เพราะฉะนั้นในการแก้ไข พ.ร.บ. เครื่องสำอางในครั้งนี้ เราจะไม่ได้ไปยุ่งในเรื่องของอัตราค่าธรรมเนียมที่อยู่ท้ายประกาศเดิม ครั้งนี้เป็นการแก้ไข พ.ร.บ. ในเรื่องของกระบวนการพิจารณาอนุญาต เพื่อให้มีผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งมีทั้งองค์กรและบุคคล หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนเข้ามามีส่วนช่วยในการพิจารณา อนุญาต ทั้งนี้เนื่องจากว่าเครื่องสำอางเป็นสินค้าที่มีนวัตกรรมใหม่ ๆ เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ดังจะเห็นได้ว่าต่างประเทศมีวิวัฒนาการของเครื่องสำอาง ไม่ว่าจากทางเกาหลี ทางญี่ปุ่น ทางอเมริกา เพราะฉะนั้นผู้ประกอบการทั้งผลิตและนำเข้าก็จะมีการนำสารใหม่ ๆ หรือเทคนิควิธีการผลิตของเครื่องสำอางใหม่ ๆ เข้ามาในประเทศ หรือผลิตขึ้นมา ดังนั้น การที่เรามีผู้เชี่ยวชาญจะทำให้มีการประเมินเอกสารวิชาการและการตรวจวิเคราะห์ ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น แล้วก็สามารถที่จะเพิ่มอัตราในการให้ค่าตอบแทนผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งแต่เดิมพอเราติดในเรื่องของงบประมาณ แล้วก็ระเบียบในการจ้างผู้เชี่ยวชาญทำให้เงิน ตอบแทนน้อยทำให้ผู้เชี่ยวชาญบางท่านไม่ประสงค์ที่จะเป็นผู้เชี่ยวชาญ ทำให้การอ่าน เอกสารวิชาการบางอย่างเป็นไปด้วยความล่าช้า

ทีนี้ตอบคำถามของท่านในเรื่องที่ว่าทำไมผู้เชี่ยวชาญถึงมีบุคคลธรรมดาด้วย ดิฉันขอนำเรียนว่าปัจจุบันนี้ผู้เชี่ยวชาญในแขนงสาขาต่าง ๆ บางท่านไม่ได้สังกัดหน่วย ราชการ หรือองค์กรใด ๆ ดิฉันยกตัวอย่าง เช่น ผู้เชี่ยวชาญสมุนไพร ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ในที่นี้ คือดอกเตอร์เภสัชกรหญิงสุภาภรณ์ ปิติพร จากโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องสมุนไพร ตอนนี้ท่านเกษียณอายุราชการแล้ว ไม่ได้สังกัดหน่วยงานใด เพราะฉะนั้นถ้าหากว่ามีสมุนไพรใหม่ ๆ มาขอจดแจ้งกับ อย. แล้วต้องการความคิดเห็นจาก ผู้เชี่ยวชาญ ท่านสุภาภรณ์ถ้าอยู่ในบัญชีรายชื่อของผู้เชี่ยวชาญก็จะช่วยพิจารณาเอกสารได้ ในระดับหนึ่งนะคะ ทั้งนี้คำถามของท่านที่ว่าแล้วเวลาที่ อย. ขึ้นบัญชีผู้เชี่ยวชาญ เรามีหลักการอย่างไร อันนี้ขอนำเรียนนะคะว่า อย. เรามีหลักเกณฑ์และวิธีการเงื่อนไข ในการขึ้นบัญชีผู้เชี่ยวชาญ แล้วก็แบ่งตามสาขาวิชาต่าง ๆ ที่เราขาดแคลน แล้วก็ใช้บ่อย ในเครื่องสำอาง เช่น ทางด้านพิษวิทยา ทางด้านเภสัชวิทยา เป็นต้น หรือทางด้านสมุนไพร สำหรับในเรื่องที่เวลาเราส่งผู้เชี่ยวชาญท่านเกรงว่าจะเกิดอคติ หรือว่าส่งโดยเลือกปฏิบัตินั้น เรามีหลักเกณฑ์ในการส่งให้ผู้เชี่ยวชาญ คือจะส่งในจำนวนที่ไม่ใช่รายเดียวนะคะ ปกติจะส่ง อย่างน้อย ๓ ราย เพื่อให้แต่ละท่านมีการเช็ก แอนด์ บาลานซ์ (Check and Balance) ซึ่งกันและกัน

ตอบคำถามของท่านในเรื่องที่ว่าการกำกับดูแลของ อย. ในเรื่องของ เครื่องสำอางในปัจจุบันจะทำอย่างไรให้พิจารณารวดเร็ว ขณะเดียวกันก็ไม่ช้าเกินไป ไม่เร็ว เกินไป ปัจจุบันนี้ อย. เราจดแจ้งเครื่องสำอางตามความเสี่ยงนะคะ เครื่องสำอาง มีความหลากหลาย ถ้าใช้ภายนอกร่างกาย เช่น ยาสระผม ครีมนวดผม ครีมอาบน้ำ เราถือว่ามีความเสี่ยงต่ำ ปัจจุบันนี้ใช้วิธีการจดแจ้งแบบอิเล็กทรอนิกส์ ท่านยื่นแล้วก็อนุมัติ ได้เลย แบบออโตเมติก (Automatic) แต่ถ้าหากว่าเป็นเครื่องสำอางที่มีความเสี่ยงสูง เช่น เครื่องสำอางที่บรรจุใน แอมพูล (Ampule) ที่มีลักษณะคล้ายยา อันนี้จะต้องพิจารณา ๓ วันทำการ หรือผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่มีสารสำคัญบางอย่างที่จะก่อให้เกิดความไม่ปลอดภัย เช่น ทาสิวทาฝ้า เป็นต้น อันนี้ก็จะใช้เวลาพิจารณา ๓ วันทำการ ส่วนในเรื่องที่ว่าการจัดเก็บ ค่าใช้จ่ายแล้ว อย. จะเอาไปใช้โดยที่สุรุ่ยสุร่ายหรือตามอำเภอใจนั้น ขอเรียนยืนยันชี้แจงว่า หลักเกณฑ์การใช้จ่ายจากเงินค่าใช้จ่ายนี้เราจะต้องผ่านความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง ก่อน ก็มีหลักเกณฑ์ในการใช้จ่ายที่แน่นอน แล้วก็ไม่ว่าการจัดซื้อจัดจ้างก็ต้องเป็นไป ตามระเบียบพัสดุของสำนักนายกรัฐมนตรี ขณะเดียวกันเงินรายได้นี้ก็ถูกตรวจสอบ โดยสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินเช่นเดียวกับเงินงบประมาณ

ตอบคำถามในเรื่องที่ว่าปัจจุบันว่าสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา งบประมาณปี ๒๕๖๕ เราได้ถึง ๙๐๐ กว่าล้านบาท ทำไมจะต้องมาเก็บค่าใช้จ่ายอีก ก็เรียนให้ทราบว่างบประมาณ ๙๐๘ ล้านบาทนี้ส่วนใหญ่เป็นเงินในเรื่องของงบลงทุน แล้วก็งบบุคลากร แต่ในเรื่องของงบดำเนินงานเราได้รับเงินงบประมาณลดลงทุกปี งบดำเนินงานของปี ๒๕๖๔ เราได้ ๓๒๒ ล้านบาท แต่ในปี ๒๕๖๕ นี้เราได้เพียง ๒๕๔ ล้านบาท เพราะฉะนั้นเงินรายได้ที่เราจัดเก็บในครั้งนี้ก็จะเอามาใช้ในกิจการที่จะทำให้ การพิจารณาอนุญาตของเครื่องสำอางนั้นมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ตอบคำถามของท่านมนูญที่ถามว่าในเรื่องของกฎหมายต่างประเทศ ในเรื่องของ ดีเรกูเลต (Deregulate) กฎหมาย แล้วก็จดแจ้งเครื่องสำอางประเทศไทย แล้วจะไปขึ้นทะเบียนที่ต่างประเทศอัตโนมัติได้เลยหรือไม่นั้น ปัจจุบันประเทศไทยเรา ก็เป็นสมาชิกอาเซียน ปัจจุบันอาเซียนเราก็จะมีกฎหมายคอสเมติก อาเซียน ฮาร์โมไนเซชัน (Cosmetic ASEAN Harmonization) ที่ทำความตกลงว่าถ้าจดแจ้งประเทศใดแล้วก็ สามารถขายในประเทศสมาชิกได้ ซึ่งตอนนี้ประเทศโดยเฉพาะซีแอลเอ็มวี (CLMV) ถ้าสินค้า เครื่องสำอางจากประเทศไทยไปจำหน่ายก็จะสามารถจำหน่ายได้อย่างรวดเร็ว ขึ้นทะเบียน ไม่ช้า เร็วขึ้น ส่วนในเรื่องที่ว่าเวลาที่ท่านจดแจ้งกับ อย. แล้วจะมีการนำสูตรไปบอกต่อไป ขายต่อนั้น ดิฉันขอยืนยันว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาเรา เจ้าหน้าที่ทุกท่านที่มีหน้าที่ เกี่ยวกับการพิจารณาอนุญาตเราจะมีการเซ็นหนังสือรักษาความลับ และการไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย ประกอบกับการจดแจ้งเครื่องสำอางในปัจจุบันเราไม่ได้ขอสูตรของสารทุกตัว ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์นะคะ เราขอชื่อของสารที่ท่านใส่ในเครื่องสำอาง และขอเฉพาะเปอร์เซ็นต์ ของสารสำคัญที่เราระบุปริมาณ เพราะฉะนั้นสูตรที่ใส่ทุกตัวและเปอร์เซ็นต์เท่าไร เราไม่ได้ขอครบอย่างนั้นนะคะ

ส่วนในเรื่องที่ว่าการตรวจสอบสินค้าหลังออกสู่ท้องตลาด ทุกท่านคงจะเห็น แล้วนะคะว่า ปัจจุบันนี้ อย. เรามีการตรวจสอบจับกุมผู้กระทำผิดกฎหมาย ไม่เฉพาะ เครื่องสำอาง อาหาร ยา เครื่องมือแพทย์เราก็ดำเนินการจับกุมสินค้าที่ผิดกฎหมายอยู่ โดยตลอดเวลา ซึ่งอันนี้ผู้ร้องเรียนสามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วน ๑๕๕๖ ซึ่งปัจจุบัน ก็มีคนแจ้งเบาะแสและมีการจับกุมอยู่ตลอดเวลา

ส่วนในเรื่องของการตรวจสอบสินค้าที่ออกสู่ตลาดที่เป็นงานปกติของเรา เราก็มีการเก็บตัวอย่างส่งตรวจวิเคราะห์ เครื่องสำอางปีหนึ่งเราเก็บตัวอย่างประมาณ เกือบพันรายการ ทั้งที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ ผ่านด่านอาหารและยา และผลิตในประเทศ เราก็ส่งเจ้าหน้าที่ออกเก็บตัวอย่างส่งตรวจวิเคราะห์ ตรวจฉลากเราก็ออกตรวจสอบฉลาก เช่นเดียวกัน ส่วนในเรื่องความร่วมมือกับแพลตฟอร์ม (Platform) ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ช้อปปี้ (Shopee) ลาซาด้า (Lazada) หรือโมเดิร์นเทรด (Modern Trade) ปัจจุบัน อย. เรามีความร่วมมือกับช้อปปี้ (Shopee) ลาซาด้า (Lazada) อยู่นะคะ ให้เขาคัดกรองสินค้า ที่จะจำหน่ายในแพลตฟอร์ม (Platform) ของเขา ถ้าเขาไม่ให้ความร่วมมือนะคะ เขาก็จะได้รับโทษเช่นเดียวกันค่ะ ขออนุญาตตอบคำถามในเบื้องต้นเท่านี้ค่ะ ขอบพระคุณค่ะ