ทวี สอดส่อง อภิปรายเรื่องพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง โดยเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาการแก้ไขกระบวนการพิจารณาคำขอและการกำหนดค่าใช้จ่ายในการขึ้นทะเบียน และวิพากษ์วิจารณ์การรวบรวมเงินจากค่าธรรมเนียมและเงินอุดหนุนจากภาครัฐ ซึ่งไม่ส่งคืนคลัง
เรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะมีส่วนร่วมในการอภิปราย พระราชบัญญัติเครื่องสำอาง ความจริงพระราชบัญญัติเครื่องสำอางนี้เป็นอีกกฎหมายหนึ่ง ที่ออกมาเพื่อรับรอง คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งประเทศไทย ที่ ๗๗/๒๕๕๙ ที่ออกมาเรื่องการเพิ่ม ประสิทธิภาพในกระบวนการพิจารณาอนุญาตผลิตภัณฑ์สุขภาพ และในตัวกฎหมายฉบับนี้ ในมาตรา ๗ ก็ยังออกมารับรอง ประเด็นสำคัญที่อยากจะให้ร่วมกันพิจารณา แล้วก็อยากจะ ฝากไปที่กรรมาธิการวิสามัญก็คือว่า ร่างพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง ได้ขอแก้ไข กระบวนการพิจารณาคำขอที่การจดแจ้งเครื่องสำอางและการกำหนดตัวบุคคล องค์กร และหน่วยงานในการพิจารณาเครื่องสำอาง และกำหนดค่าใช้จ่ายในการขึ้นทะเบียน และที่สำคัญก็คือมีรายได้จากการเก็บค่าขึ้นทะเบียนโดยไม่ต้องส่งคืนคลัง อันนี้เป็นกฎหมายหนึ่ง ที่ผมเห็นว่าเป็นการไม่รักษาวินัยการเงินการคลัง ถ้าดูให้ลึกไปอาจจะเรียกว่าเป็น การทำลายระบบวินัยการเงินการคลังก็ว่าได้
ประการสำคัญก็คือว่า ถ้าท่านประธานได้ตรวจสอบดูเรื่องรายงานของ เจ้าหน้าที่สภาที่รายงาน เราต้องยอมรับว่ามูลรวมของการส่งเครื่องสำอางกรณีส่งออก แล้วก็ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเฉลี่ยในปี ๒๕๖๐ ประมาณ ๘๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ปี ๒๕๖๑ ๙๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท และปี ๒๕๖๒ ตามรายงาน ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ก็ถือว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผู้ผลิตเดิมเขาสามารถอยู่ได้ เพราะเขาต้องฟอลโลว์อัป (Follow up) คือเขาต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของต่างประเทศ แต่เมื่อมี พ.ร.บ. ฉบับนี้ขึ้นมาก็คือการรวม อำนาจเอาไปไว้ที่ อย. กับกระทรวงสาธารณสุข
ประการสำคัญอย่างยิ่งก็คือ เราจะเห็นว่าเป็นการผลักหรือเพิ่มภาระ และขั้นตอนให้ยุ่งยาก เราจะเห็นได้จากว่า อย. จะของบประมาณจากรัฐบาล ในทุกปีงบประมาณ ปีที่ผ่านมา ปี ๒๕๖๕ ๙๐๐ กว่าล้านบาท และในปีที่ผ่าน ๆ มา ก็ ๗๐๐ กว่าล้านบาท ถ้าเราจะเห็นได้ชัดเจนก็คือว่า ก่อนที่จะมีคำสั่ง คสช. ที่ ๗๗ ตอนนั้น ทาง อย. มีรายได้จากการขายสินค้าและบริการเพียง ๑๙ ล้านเศษ แต่ภายหลังจากนั้น พอออกมาก็มีการขึ้นค่าธรรมเนียม เพราะเราไม่ต้องส่งคืนคลัง ก็เพิ่มไปในปี ๒๕๖๑ จาก ๑๙ ล้านบาทเป็น ๒๑๙ ล้านบาท พอปี ๒๕๖๒ ขึ้นมาอีก ๒๔๙ ล้านบาท และปี ๒๕๖๓ เราก็ขึ้นมา ๒๙๓ ล้านบาท แสดงว่าเงินส่วนนี้ก็มาจากการเก็บค่าธรรมเนียม ของผู้มาขอขึ้นทะเบียนหรือการส่งออกก็ตาม และที่สำคัญอย่างยิ่งคือในครั้งนี้ก็ให้อำนาจของ รัฐมนตรีจะไปกำหนดราคาการมายื่นคำขอว่าหลักเกณฑ์เท่าใด ผมมีข้อสังเกตก็คือว่า ถ้าเราไปดูใน พ.ร.บ. นี้ไม่มีตัวเลขมาให้ แต่ใน พ.ร.บ. ฉบับต่อไปเป็น พ.ร.บ. อาหาร เราจะเห็นว่าการขึ้นค่าธรรมเนียมสูงมากครับ ท่านประธาน เช่น เรื่องการขึ้นค่าธรรมเนียม ตัวอย่างที่มาปรากฏค่าธรรมเนียมใบอนุญาตผลิตอาหาร เดิม ๑๐,๐๐๐ บาท ขึ้น ๑๐๐,๐๐๐ บาท ค่าธรรมเนียมส่งออก เดิม ๒๐,๐๐๐ บาท ขึ้น ๒๐๐,๐๐๐ บาท อันนี้คืออะไรครับ คือเงินก้อนนี้ที่มีรายได้ทั้งหมดเราไม่ได้ส่งเข้าคลัง และที่สำคัญอย่างยิ่ง เมื่อไม่ได้ส่งเข้าคลังแล้วก็นำไปใช้ซึ่งการนำไปใช้ผมต้องเรียนว่า วันนี้ อย. คุณรับเงินเดือน จากภาษีอากรของประชาชน แล้วคุณยังต้องไปหารายได้ แล้วไปหารายได้ยังเลี้ยงตัวเอง เงินที่ได้มาเยอะแล้วก็ยังมีอยู่ และที่สำคัญก็คือก็ไปเอางบประมาณทุกปี อันนี้ผมถึงว่า อยากจะฝากกรรมาธิการครับ ลองไปพิจารณา และที่สำคัญอย่างยิ่งวันนี้ อย. มีอำนาจล้นฟ้า มีทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นเรื่องของสุขภาพของบุคคล ซึ่งเขามีหน่วยงานที่ดูแลอยู่แล้ว คุณก็อยากจะรวบอำนาจมา ผมจึงเห็นว่าหน่วยงานนี้น่าจะถึงเวลาที่ต้องปฏิรูปอย่างเป็น ระบบเสียที และที่สำคัญอย่างยิ่งกฎหมายฉบับนี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรู้สึกเสียใจ ที่ผู้เขียนออกมาว่า เราต้องการรับมรดกของ คสช. เพื่อมารับรองให้ถูก แล้วยังมีเขียนไว้ ในมาตรา ๗ ว่า ถือการกระทำที่ผ่านมานั้นถูกต้อง แล้วยังเขียนเงื่อนไขว่าถ้า พ.ร.บ. นี้มีผลใช้บังคับ คำสั่ง คสช. ที่เกี่ยวกับเรื่องเครื่องสำอาง จึงจะยกเลิก ดังนั้นผมจึงขอฝากกรรมาธิการฝากดูแลให้รอบคอบ เพราะว่ามีจำนวนมาก ต้องแก้ไข โดยเฉพาะการได้เงินมา แล้วไม่ส่งคืนคลังผมถือว่าเป็นการทำลายวินัยการเงินการคลัง อย่างร้ายแรง ขอบพระคุณมากครับ