วิลาสินี แจงบทบาทสื่อสาธารณะ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๗ · ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๔

วิลาสินี พิพิธกุล ชี้แจงการดำเนินงานขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ย้ำบทบาทสื่อสาธารณะในการส่งเสริมประโยชน์สาธารณะ รักษาความน่าเชื่อถือ ความเป็นกลาง และการต่อต้านข่าวปลอมผ่านกลไกกำกับดูแลและจริยธรรมสื่อ พร้อมเน้นการมีส่วนร่วมของสาธารณะและภาคประชาสังคม ทั้งในบริบทการจัดการวิกฤติโควิด-19 ภัยพิบัติ การส่งเสริมประชาธิปไตย การศึกษา และการลดความเหลื่อมล้ำ โดยผลักดันการพัฒนาสื่อท้องถิ่นผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อสนับสนุนวัฒนธรรมและเสียงหลากหลายภายใต้การบริหารทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

รองศาสตราจารย์วิลาสินี พิพิธกุล ผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและ แพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ และท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ดิฉัน วิลาสินี พิพิธกุล ผู้อำนวยการองค์การกระจาย เสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือ ส.ส.ท. ขอเป็นตัวแทนในการตอบ ประเด็นที่ท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติได้ซักถามนะคะ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ ท่านสมาชิกสภาทั้ง ๖ ท่านที่ได้ให้ทั้งคำชื่นชม และคำแนะนำแก่การดำเนินงานของ ส.ส.ท. ดิฉันจะขอสรุปเป็นการรวบประเด็นเพื่อตอบ แล้วก็เป็นการยืนยันให้ท่านสมาชิกสภาทุกท่าน ได้มีความมั่นใจในการทำงานที่ดำรงอยู่บนหลักการของสื่อสาธารณะ เพื่อประโยชน์ สาธารณะของ ส.ส.ท. นะคะ

ประเด็นแรก ท่านสมาชิกสภาหลายท่านได้ให้ความห่วงใยในเรื่องของ การรักษาความน่าเชื่อถือขององค์กร ดิฉันต้องเรียนว่าในเรื่องนี้ตามพระราชบัญญัติของ ส.ส.ท. เรามีกลไกที่กำกับดูแลในหลาย ๆ ด้านอยู่มากพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ข้อบังคับ จริยธรรมในการดำเนินงาน ข้อบังคับในการผลิตรายการ ในการจัดหารายการ รวมทั้งมีกลไกรับเรื่องร้องเรียนต่าง ๆ และนอกจากนั้นก็มีสภาผู้ชม ผู้ฟัง ๕๐ คนจาก ทั่วประเทศที่จะทำหน้าที่รวบรวม แล้วก็ฟีดแบ็ก (Feedback) การทำงานของ ส.ส.ท. กลับเข้ามา แล้วก็ที่สำคัญก็คือทุก ๆ ครั้งเราก็จะนำเอาผลฟีดแบ็ก (Feedback) เหล่านี้มา ทบทวนตัวเอง แล้วก็มีการจัดประชุมจัดเวิร์กชอป (Workshop) กันภายในเพื่อที่จะทบทวน ท่าทีของพวกเราที่มีต่อประเด็นต่าง ๆ โดยเฉพาะต้องเรียนว่าทุกครั้งที่เราออกไปทำหน้าที่ใน ประเด็นที่มีความอ่อนไหวทางสังคม เช่น กรณีการชุมนุมทางการเมือง ส.ส.ท. เราจะ มอบหมายให้ศูนย์วิจัยสื่อสาธารณะ ทำหน้าที่ประกบการทำงานที่ผลิตรายวันออกทาง ทุก ๆ หน้าจอของเราอยู่เสมอ เพื่อที่เราจะได้เห็นการทำงานของตัวเราเองว่าจริง ๆ แล้ว เรายังยึดอยู่บนหลักของความสมดุล และที่สำคัญก็คืออิมพาร์เชียลิตี (Impartiality) หรือความไม่แบ่งแยก ไม่ฝักฝ่าย แล้วไม่มีอคติในการรายงานแค่ไหน การที่เรามีผลวิจัย กลับเข้ามาอย่างต่อเนื่องแบบนี้ที่ทำให้เราเห็นตัวเราเองทุกวัน แล้วก็ทำให้เราค่อนข้าง มั่นใจว่าสิ่งที่ ส.ส.ท. ทำอยู่นั้นยืนอยู่บนหลักของการไม่แบ่งแยก แล้วไม่มีอคติอย่างแท้จริง นอกจากการใช้งานวิจัยแล้วก็รวบรวมผลฟีดแบ็ก (Feedback) จากศูนย์รับเรื่องร้องเรียน ศูนย์เพื่อนสื่อสาธารณะต่าง ๆ แล้วนะคะ ตามที่หลายท่านแนะนำเลยค่ะ ขณะนี้เราได้เริ่ม ติดตั้งกลไกที่เรียกว่า แฟกต์ เช็กกิง (Fact Checking) อยู่ภายในกระบวนการอีดิทอเรียล (Editorial) ของงานข่าวของเรา โดยในเริ่มต้นกระบวนการนี้จะใช้ตั้งแต่เริ่มต้นที่มีการประชุม มอบหมายงานข่าว จากนั้นเมื่อมีประเด็นข่าวเข้ามา ทางกองบรรณาธิการก็จะแยกแยะ ความเสี่ยงของแต่ละประเด็นค่ะ นั่นหมายความว่าถ้าเสี่ยงมากก็ต้องผ่านการตรวจสอบ มากขึ้น และที่สำคัญก็คือเมื่อออกอากาศแล้วเราก็จะติดตามตรวจสอบอย่างทันท่วงทีเช่นกัน เราหวังว่าเราจะพัฒนาแฟกต์ เช็กกิง (Fact Checking) นี้ไปเป็นศูนย์แฟกต์ เช็กกิง (Fact Checking) ของสื่อสาธารณะต่อไป อันนี้อยู่ในแผนและงบประมาณปี ๒๕๖๕ แล้วด้วยนะคะ แต่ในระหว่างนี้ที่เรายังไม่ได้พัฒนาออกมาจนเป็นศูนย์ที่มีความชัดเจนขึ้น ส.ส.ท. เรามี การทำงานร่วมกับเครือข่ายหลายหน่วยงาน โดยเฉพาะเครือข่ายภาคประชาสังคมที่ชื่อว่า โคแฟก (CoFaC) หรือว่าคอลลาบอเรทีฟ แฟกต์ เช็กกิง (Collaborative Fact Checking) ที่เป็นที่รวมของหน่วยงานภาคสังคมจำนวนมากในการร่วมกันตรวจสอบ แล้วก็ป้องกัน ข่าวลวงต่าง ๆ จากการทำงานของภาคประชาชน เพราะฉะนั้นการที่ท่านสมาชิกสภาหลายท่านให้คำแนะนำว่า ส.ส.ท. น่าจะเป็นศูนย์กลาง ของการทำบทบาทนี้ได้ดีขึ้น ดิฉันจะน้อมรับไว้แล้วก็จะนำไปพัฒนาอยู่ในแผนปี ๒๕๖๕ ของเรา แล้วก็ทำงานร่วมกับเครือข่ายต่าง ๆ

ประเด็นที่ ๒ ที่ขออนุญาตพูดถึงมีหลายท่านฝากไว้ ก็คือในสถานการณ์ ของความเปราะบางที่เกิดขึ้นตอนนี้ หลายท่านบอกว่าสื่อสาธารณะเหมาะที่จะเป็นพื้นที่ ตรงกลาง ดิฉันขอเรียนว่าเรากำลังทำหน้าที่นี้อยู่ และจะพยายามและให้ความสำคัญ อย่างยิ่งยวดที่จะเป็นพื้นที่ตรงกลางที่ปลอดภัย เพื่อทำให้ลดอุณหภูมิของความขัดแย้ง และความรุนแรงที่เกิดขึ้น แต่อย่างที่เรียนค่ะ การเป็นพื้นที่ตรงกลางนั้น ต้องพร้อมรับแรง กระทำจากทุกฝ่ายเช่นกัน ซึ่งดิฉันคิดว่าอันนี้เป็นสิ่งที่ ส.ส.ท. ยินดีอยู่แล้วนะคะ หลายท่าน คงทราบว่าเมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ส.ส.ท. แล้วก็ดิแอกทีฟ (The-active) เราได้จัดพื้นที่ สาธารณะในการพูดคุยกันอย่างปลอดภัยของกลุ่มชาวชุมชนแฟลตดินแดง แล้วก็กลุ่ม ผู้ชุมนุมที่ดินแดงขึ้น รวมทั้งมีตัวแทนจากภาครัฐแล้วก็หน่วยงานต่าง ๆ เข้าร่วม และทาง กสม. ด้วย เพื่อที่จะร่วมกันหาทางออก แล้วก็ยุติความรุนแรงที่เกิดขึ้น เรามั่นใจว่าเราจะทำ บทบาทนี้ต่อไปเรื่อย ๆ แต่ก็อย่างที่เรียนให้ทราบว่า เป็นบทบาทที่ยืนยันว่าเป็นไปภายใต้ หลักการของสื่อสาธารณะ และหลักการของอิมพาร์เชียลิตี (Impartiality) ก็คือรักษา ความสมดุลและการไม่แบ่งแยก

ดิฉันขออนุญาตพูดอีก ๒-๓ ประเด็นที่หลายท่านได้ให้คำแนะนำ นั่นก็คือ ประเด็นเรื่องของโควิด-๑๙ (COVID-19) ดิฉันอยากเรียนให้ท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติ ทราบว่า การทำงานเรื่องโควิด-๑๙ (COVID-19) ของ ส.ส.ท. นั้นไม่เพียงแต่รายงานบทบาท ข้อมูลข่าวสารอย่างที่ทุกท่านได้เห็นแล้วเท่านั้นนะคะ เราได้เปิดเป็นศูนย์ประสานฉุกเฉิน โควิด-๑๙ (COVID-19) ที่ช่วยส่งต่อผู้เดือดร้อนต่าง ๆ ด้วย แล้วก็ทำงานกับภาคีเครือข่าย ในพื้นที่นะคะ ยิ่งกว่านั้นค่ะไทยพีบีเอส (Thai PBS) ได้พัฒนาหรือผลิตสารคดีที่เราคาดหวัง ว่าจะให้เป็นทรัพยากรสำคัญของประเทศชาติ และจะว่าไปก็คือในสากลด้วย เพราะว่าเรา ตั้งใจจะผลิตสารคดีเหล่านี้ให้มีซับไทเทิล (Subtitle) ที่สามารถส่งออกไปต่างประเทศได้ด้วย ในปี ๒๕๖๓ และปี ๒๕๖๔ เรามีสารคดีที่บันทึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ของโควิด-๑๙ (COVID-19) บันทึกพัฒนาการ หรือนวัตกรรมของการรักษา และที่สำคัญก็คือบันทึก เรื่องราวของความช่วยเหลือต่าง ๆ ของชุมชนที่ลุกขึ้นมาเป็นจิตอาสา และช่วยเหลือ ร่วมมือกัน เรามีสารคดีออกมาหลายเรื่องด้วยกัน ซึ่งยกตัวอย่างเช่น สารคดีเปิดเรื่องใหญ่ ไทยสู้โควิด (COVID) สารคดีโรคซ่อนโลก หรือแม้แต่การเปิดสารคดีชุด คนจนเมือง ที่พยายามใช้โอกาสนี้กระตุ้นให้ภาคนโยบายได้เห็นว่าเรากำลังมีคนที่เสี่ยงจนเกือบ ล้านคน ทั้งหมดทั้งปวงนี้เราได้มีการประเมินผลติดตามว่า งานที่สื่อสารเผยแพร่ออกไปนั้น ได้มีผลอะไรบ้าง สิ่งหนึ่งที่เราพบก็คือได้กระตุกให้ภาคนโยบายได้เห็นสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น แล้วก็ได้เห็นโมเดล (Model) ของความช่วยเหลือที่ชุมชน ประชาสังคมต่าง ๆ ลุกขึ้นมาจัดการและร่วมมือกันกับภาครัฐและตรงนี้ก็เป็นผลประเมินที่ ส.ส.ท. ได้รับว่า สิ่งที่โดดเด่นที่สุดในบทบาทของการทำงานสถานการณ์โควิด-๑๙ (COVID-19) ที่ผ่านมาก็คือ การเป็นกลไกกลางในการประสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

ขอประทานโทษค่ะมีอีก ๒ ประเด็น ที่จะตอบท่านสมาชิกสภา ก็คือเรื่อง ภัยพิบัติ อย่างที่ท่านได้อภิปรายไว้เลยค่ะ ส.ส.ท. เราให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก เพราะว่า ภัยพิบัตินั้นเกิดขึ้นตลอดทั้งปีแน่นอน สำหรับศูนย์พัฒนาการสื่อสารภัยพิบัติ ที่ท่านได้กรุณาถาม ถึงด้วยความห่วงใยนั้น ในปี ๒๕๖๕ เราได้วางงบประมาณไว้อยู่ที่ ๓๐ กว่าล้านบาท แต่ดิฉัน ต้องเรียนว่าการทำประเด็นภัยพิบัติไม่ได้อยู่แค่ที่บทบาทของศูนย์ภัยพิบัติ ประเด็นภัยพิบัติ ถูกจัดวางไว้เป็นแกนกลางในทั้งองค์การนี้ไม่ว่าจะในสำนักข่าวที่คัฟเวอร์ (Cover) ข่าวรายวัน ในสำนักสร้างสรรค์เนื้อหา ที่ผลิตสารคดี ผลิตซีรีส์ (Series) ต่าง ๆ แล้วก็ในส่วนงานที่ผลัก เรื่องของวาระและนโยบาย อย่างที่ท่านผู้ทรงเกียรติได้เรียนว่า ศูนย์ภัยพิบัตินอกจากทำ ในเรื่องของรายการรู้สู้ภัยแล้ว ก็เน้นไปสร้างเครือข่ายภัยพิบัติ เช่น เครือข่ายลุ่มน้ำภาคกลางต่าง ๆ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เราตั้งใจทำ นอกจากศูนย์ภัยพิบัติ ที่จะจับเรื่องภัยพิบัติอย่างที่เรียนไปแล้ว ก็ยังมีส่วนงานสื่อเสียงที่ขณะนี้จับมือ กับเครือข่ายมหาวิทยาลัย แล้วก็เครือข่ายวิทยุในสถาบัน เช่น อาชีวะ ๑๐๐ กว่าแห่ง ทั่วประเทศ เราหวังว่าความร่วมมือเหล่านี้ที่จะทำให้กระบวนการทำงาน ตรวจสอบ และเตรียมความพร้อมเรื่องภัยพิบัติของประชาชน มีผู้ที่เข้ามาร่วมและความร่วมมือมากขึ้น

ประเด็นสุดท้ายดิฉันอยากเรียนถึงคือ เรื่องท้องถิ่นที่ท่านฝาก ดิฉันต้องเรียนว่า ขณะนี้ถ้าท่านเปิดดูไทยพีบีเอส (Thai PBS) เรามีรายการพิเศษทุกวันและทำต่อเนื่อง เพื่อรับกับประเด็นเรื่องของการเลือกตั้งท้องถิ่น อบต. เราใช้ชื่อช่วงรายการพิเศษนี้ว่า ประชาธิปไตยคืนถิ่น เพราะเราเชื่อจริง ๆ ว่าถ้าทุกคนหันมาให้ความสนใจกับเรื่องนี้ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ เราจะทำให้ประชาธิปไตยคืนถิ่นและเป็นความหวังได้ อันนี้ก็เป็น ความตั้งใจที่ไทยพีบีเอส (Thai PBS) จะคงเกาะติดเรื่องนี้ และในปี ๒๕๖๕ การจัดวาง งบประมาณต่าง ๆ ก็จะให้ความสำคัญกับการทำงานจากพื้นที่มากขึ้น กรรมการนโยบาย ชุดนี้เองให้ความสำคัญกับการกระจายอำนาจไปสู่ความร่วมมือกับเครือข่ายภูมิภาค แล้วก็ เครือข่ายสื่อท้องถิ่นค่ะ

สำหรับเรื่องงบประมาณ เดี๋ยวอาจจะมีกรรมการบางท่านมาช่วยตอบ ในบางประเด็น ดิฉันขอตอบสั้น ๆ แค่ว่าทำไมมีงบประมาณในส่วนของการผลิตและจัดหา รายการหรือค่าพิธีกรเพิ่มขึ้น ก็ต้องเรียนว่าปี ๒๕๖๓ เราให้ความสำคัญกับการผลิตเนื้อหา เพิ่มมากขึ้น เรากำลังเตรียมทั้งในเรื่องของละคร แล้วก็ซีรีส์ (Series) ต่าง ๆ และเราก็หันมา ทำรายการเองเยอะมากขึ้น เรามีช่องเพิ่มขึ้นอย่างที่บางท่านได้อภิปรายไปแล้วก็คือ ช่องเอแอลทีวี (ALTV) ซึ่งให้ความสำคัญกับเรื่องการเรียน และการศึกษาของเด็กเยาวชน และครอบครัว แล้วก็เราเปิดในเรื่องของสื่อใหม่มากขึ้น

สุดท้ายดิฉันขออนุญาตกล่าวถึงความตั้งใจของ ส.ส.ท. ว่าแม้แต่ในขณะนี้เอง และปี ๒๕๖๕ สิ่งที่ ส.ส.ท. ให้ความสำคัญก็คือเราหวังจะเป็นกลไกหนึ่งของการร่วมถม ช่องว่างแห่งความเหลื่อมล้ำ การต่อยอดคุณค่าและทุนทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะวัฒนธรรม ที่มาจากพื้นที่และภาคประชาชน การเรียนรู้จากรากสู่ความเป็นตัวตนของเรา และการเป็น ที่พึ่งข่าวสารที่รายงานอย่างเที่ยงตรงและปราศจากอคติ รวมทั้งการมุ่งนำสื่อสาธารณะแห่งนี้ ไปสู่ภูมิภาคอาเซียน (ASEAN) และในสากลให้ได้อย่างที่หลายท่านได้ฝากไว้ค่ะ รวมทั้ง การพัฒนาแพลตฟอร์ม (Platform) ที่เป็นโซเชียล มีเดีย (Social media) และสื่อออนไลน์ (Online) ให้ขยายมากขึ้น โดยที่ไม่ได้ใช้งบประมาณมากนัก งบประมาณของนิวส์มีเดีย (News media) หรือโซเชียล มีเดีย (Social media) หรือสื่อออนไลน์ (Online) ใช้เพียงแค่ ประมาณไม่ถึง ๑๐๐ ล้านบาทของงบทั้งหมดค่ะ เนื่องจากว่าเราพยายามที่จะบริหารจัดการ ทรัพยากรที่มีทั้งหมดในองค์กร ดิฉันขออนุญาตเรียนสั้น ๆ อีกนิดเดียวว่า แพลตฟอร์ม (Platform) ใหม่หรือช่องทางใหม่ที่เราพัฒนาขึ้นตั้งแต่ปลายปี ๒๕๖๓ ก็คือสตรีมมิง (Streaming) หรือออน ดีมานด์ ทีวี (On demand TV) ที่ชื่อว่า วิภา (Wipha) ส.ส.ท. หวังเป็นอย่างยิ่งที่จะให้ วิภา (Wipha) เป็นช่องทางสตรีมมิง (Streaming) ของคนไทยที่ ผลิตโดยคนไทยเพื่อคนไทย เพื่อสู้กับสตรีมมิง (Streaming) ของต่างประเทศที่คนรุ่นใหม่ หรือพวกเจนวาย (Gen Y) นิยมดู และเราหวังว่าวิภา (Wipha) จะเป็นพื้นที่ที่สนับสนุน คอนเทนต์ ครีเอเตอร์ (Content creator) รุ่นใหม่ ๆ ได้มาผลิตผลงานของเขาในช่องทางนี้ มากขึ้น ทั้งหมดนี้ไม่ได้ใช้งบประมาณมากมายค่ะ แต่เป็นเรื่องของการบริหารจัดการ แล้วก็ เป็นเรื่องของความตั้งใจแล้วก็พลังของคนทำงานของ ส.ส.ท. ที่มุ่งมั่นจะทำให้สื่อนี้อยู่ เคียงข้าง แล้วก็ยืนหยัดอยู่กับประชาชนค่ะ ขอบพระคุณค่ะ