พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ หารือเรื่องการลงทุนของไทยพีบีเอส โดยพิจารณาการใช้งบประมาณและแนวทางในการพัฒนาต่อยอดบนแพลตฟอร์มโซเชียล มีเดีย และพบว่าในปี 2563 มีรายจ่ายที่สูงกว่ารายได้ประมาณ 117 ล้านบาท
เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ก่อนอื่น ต้องขอกราบสวัสดีนะครับ ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์และท่านอาจารย์วิลาสินีนะครับ ผมก็จะเป็น ผู้อภิปรายคนสุดท้ายของการรับทราบรายงานผลการปฏิบัติงานประจำปีของไทยพีบีเอส (Thai PBS) ก็พยายามจะใช้เวลาไม่เยอะ แล้วก็จะไม่ให้ซ้ำประเด็นกับเพื่อนสมาชิกที่ได้ อภิปรายไปก่อนหน้านี้ ผมก็เป็นคนหนึ่งที่ติดตามรายงานของไทยพีบีเอส (Thai PBS) มาโดยตลอด แต่ก็ต้องเรียนว่าไม่เคยรับชมผ่านโทรทัศน์ ส่วนใหญ่จะเป็นการดูผ่าน โซเชียล มีเดีย (Social media) อย่างเฟซบุ๊ก (Facebook) หรือยูทูบ (YouTube) ก็เลยเป็น ประเด็นที่ทำให้ผมอยากจะขออนุญาตตั้งคำถามและข้อสังเกตครับ ผมดูในรายงานนะครับ หน้า ๑๕๒ ที่เกี่ยวกับรายงานการประเมินผลการดำเนินงานนะครับ ในหน้า ๑๕๔ นะครับ ภาพที่ ๑ เป็นการแสดงถึงช่องทางการรับชม แล้วก็รับฟังรายการ ของไทยพีบีเอส (Thai PBS) ถ้าดูจากตรงนี้ก็จะเห็นว่า ๔๐ เปอร์เซ็นต์ของกลุ่มตัวอย่าง ก็จะรับชมผ่านโซเชียล มีเดีย (Social media) ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ก (Facebook) ทวิตเตอร์ (Twitter) ยูทูบ (YouTube) อินสตาแกรม (Instagram) ไลน์ ออฟฟิเชียล (Line official) แล้วก็พอดแคสต์ (Podcast) ก็เรียกว่าไม่น้อยเลยทีเดียว ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ทีนี้ผมก็เลย อยากจะเรียนถามถึงแนวทางในการที่ทางไทยพีบีเอส (Thai PBS) จะพัฒนาต่อยอด บนแพลตฟอร์ม (Platform) เหล่านี้อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการใช้งบประมาณ ที่ต้องเรียนถามอย่างนี้ครับท่านประธาน เพราะว่าเมื่อตอนที่ผมมีโอกาสได้พิจารณา งบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๕ ผมคิดว่าน่าจะพูดถึงได้นะครับ กรมประชาสัมพันธ์ มีการของบประมาณเข้ามาประมาณ ๓๐๐ ล้านบาทโดยประมาณ เพื่อจะพัฒนาระบบ เรียกว่าเป็นของทางกรมประชาสัมพันธ์ เพื่อจะให้ประชาชนได้รับชมผ่านช่องทางโซเชียล มีเดีย (Social media) ของตน ซึ่งก็ต้องเรียนว่าถ้าหากไทยพีบีเอส (Thai PBS) มีทิศทาง ในการลงทุนในลักษณะนั้นผมเกรงว่าอาจจะไม่คุ้มค่าในการใช้งบประมาณ เหตุผล ก็เพราะว่าเรามีช่องทางโซเชียล มีเดีย (Social media) ที่ประชาชนคนไทยให้ความนิยม แล้วก็รับชมเยอะอยู่แล้วนะครับ ไม่จำเป็นที่จะต้องไปลงทุนสร้างแพลตฟอร์ม (Platform) ของตนเอง ผมคิดว่าอันนั้นจะเป็นการใช้งบประมาณที่ไม่คุ้มค่า แล้วก็จะได้จำนวนผู้ชม กลับมาไม่เป็นกอบเป็นกำอย่างที่ตั้งใจเอาไว้นะครับ ดังนั้นก็อยากจะเรียนถามครับว่าทิศทาง ที่ท่านจะจัดสรรหรือสัดส่วนการลงทุน เพื่อจะพัฒนาต่อยอดช่องทางเหล่านี้จะเป็นอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นในด้านของฮาร์ดแวร์ (Hardware) หรือซอฟต์แวร์ (Software) หรือการโฆษณา
ประเด็นต่อไปนะครับ ที่ผมอยากจะขอสอบถามเกี่ยวข้องกับเรื่องของผล การดำเนินงานในด้านของงบการเงินนะครับ ผมดูที่งบกำไรขาดทุนก็พบว่าในปีงบประมาณ ปี ๒๕๖๓ ก็มีรายจ่ายที่สูงกว่ารายได้ประมาณ ๑๑๗ ล้านบาท ก็เข้าใจดีครับว่า ทางไทยพีบีเอส (Thai PBS) ไม่ได้เป็นช่องที่จะทำกำไรอะไร รายได้ที่มานี้ก็มาจากรายได้ของ กองทุน ปีหนึ่งก็ ๒,๐๐๐ ล้านบาท แต่ว่าพอมาดูนะครับ ผมก็ลงไปดูในรายละเอียดครับว่า เหตุใดค่าใช้จ่ายถึงได้สูงกว่ารายได้ นำมาซึ่งคำถามนะครับที่อยากจะเรียนถาม เพื่อให้ได้รับคำชี้แจง ในหน้าที่ ๑๙๓ ข้อที่ ๒๕ คือค่าใช้จ่ายบุคลากร ผมพบว่าค่าใช้จ่าย เงินผลประโยชน์ของพนักงานในปี ๒๕๖๓ เมื่อเทียบกับ ๒๕๖๒ นั้น สูงขึ้นประมาณ ๖๔ ล้านบาท คือประมาณ ๑๐ เท่าที่สูงขึ้น นอกจากนั้นในส่วนของข้อที่ ๒๖ ก็คือต้นทุน ในการผลิตและจัดหารายการ ก็พบว่ามีอยู่ ๓ รายการครับที่ยอดใช้จ่ายนั้นก็สูงขึ้นเป็นสาระ ที่สำคัญได้แก่ ค่าจัดหารายการตัดจำหน่ายจากในปี ๒๕๖๕ นั้นอยู่ ๔๔๙ ล้านบาท แต่ปี ๒๕๖๓ เพิ่มขึ้นประมาณ ๒๐๐ ล้านบาท คือ ๖๔๒.๗ ล้านบาท ค่าใช้จ่ายพิธีกรก็ปรับ สูงขึ้น ซึ่งอันนี้ผมก็เลยอยากจะเรียนถามว่า เข้าใจว่าจำนวนรายการมีการปรับเปลี่ยน แล้วก็ จัดหาพิธีกรเพื่อเพิ่มคุณภาพในการนำเสนออย่างไร เพราะว่าสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นก็ไม่น้อย เลยทีเดียว แล้วก็รายการที่ ๓ คือค่าจ้างบุคคลภายนอก ค่าจ้างบุคคลภายนอกจากเดิม ปี ๒๕๖๒ นั้นอยู่ที่ ๙๐ ล้านบาท แล้วก็ปี ๒๕๖๓ นั้นเพิ่มขึ้นมาเป็น ๑๕๖ ล้านบาทนะครับ ก็อยากจะเรียนถามเพื่อทำความเข้าใจว่า ที่มาที่ไปนั้นเป็นอย่างไรเราถึงมีภาระในการขาดทุน อยู่อย่างที่เรียนไปนะครับ แต่อย่างไรก็ตามสุดท้ายผมก็อยากจะเรียนชื่นชมถึงคุณภาพ ของรายการ เพราะว่าที่ผ่านมาผมก็เป็นคนหนึ่งที่ติดตามรับชมรับฟัง แล้วก็อยากจะให้ท่าน ได้คงคุณภาพ แล้วก็พัฒนาต่อเนื่องขึ้นไป เพื่อเป็นประโยชน์ของประชาชนคนไทย ที่รับชมครับ ขอบพระคุณครับ