ปดิพัทธ์ สันติภาดา เสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการพัฒนาการของไทยพีบีเอส โดยชี้ให้เห็นว่าสถานีฯ ปรับตัวและพัฒนาขึ้น และเรียกร้องให้ทำโจทย์ร่วมกันระหว่างภาคการเมือง กรรมาธิการ และทางไทยพีบีเอส ในการแก้ไขปัญหาเชิงรุก เช่น การปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการสนับสนุนจากสื่อในการเปิดพื้นที่สาธารณะในการสื่อสารและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้สื่อมวลชนตรวจสอบนักการเมืองและสนับสนุนการฟื้นฟูกระบวนการเลือกตั้งและความเชื่อมั่นของประชาชน และการเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐบาลให้ไม่ให้ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมอยู่ในกำกับของรัฐบาล
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ปดิพัทธ์ สันติภาดา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดพิษณุโลก เขต ๑ พรรคก้าวไกล สวัสดีอาจารย์เจิมศักดิ์ แล้วก็อาจารย์วิลาสินีด้วยนะครับ ผมอยากอภิปรายยืนยัน การพัฒนาการของไทยพีบีเอส (Thai PBS) ในสภาแห่งนี้ด้วยนะครับ เพราะถ้าเราดูรายงาน ในปี ๒๕๖๒ กับปี ๒๕๖๓ เราจะเจอว่าไทยพีบีเอส (Thai PBS) มีการปรับตัวและพัฒนาขึ้น หลายอย่าง สิ่งที่ผมคิดว่าอยากจะสะท้อนว่ามาได้ถูกทางมาก ๆ ก็คือความทันสมัยในฟีเจอร์ (Feature) ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นแอปพลิเคชัน (Application) หรือว่าการเข้าสู่พอดแคสต์ (Podcast) นะครับ ผมเป็นแฟนพอดแคสต์ (Podcast) ของไทยพีบีเอส (Thai PBS) แล้วก็ รายการดิแอ็กทีฟ (The active) ไทยพีบีเอส (Thai PBS) เป็นแอป (App) ข่าวไทยแอป (App) เดียวที่มีสิทธิอยู่ในมือถือผม เพราะฉะนั้นตรงนี้มาถูกทางมากนะครับ รายการ อย่างตอบโจทย์ เป็นรายการที่คนดูทุกวันตอนนี้นะครับ เพื่อจะหาทิศทางว่าเขาจะมีมุมมอง อย่างไรต่อสถานการณ์การเมืองที่อ่อนไหวและซับซ้อน หรือว่ารายการอย่าง ทางออก ประเทศไทย เป็นต้น หรือว่าความพยายามที่จะเข้าถึงคนรุ่นใหม่ อย่างเช่น รายการเดอะโคดเดอร์ (The Coder) ประเด็นที่ไทยพีบีเอส (Thai PBS) โดดเด่นเหมือนเดิมทุกครั้ง ก็คือการนำ ประเด็นสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นของท้องถิ่น ประเด็นสิ่งแวดล้อม และประเด็นของ คนชายขอบ อันนี้เป็นความอดทน เป็นความกล้าหาญ แล้วก็เป็นความพยายามที่ผมว่า ในระยะยาวเราจะเก็บเกี่ยวด้วยกัน เพราะมันจะไม่สูญเปล่าแน่ ๆ แล้วก็รายการสำหรับเด็ก ตอนนี้ไทยพีบีเอส (Thai PBS) เป็นรายการเดียวที่ผมเปิดทีวี (TV) โดยไม่ต้องกังวลว่า ลูกผมจะรับท็อกซิก (Toxic) อะไรบ้าง ในเช้าวันเสาร์และวันอาทิตย์ ขอบคุณมากครับ ทีนี้ผมคงไม่มีอะไรจะแนะนำท่านได้มาก เพราะว่าผมเป็นแฟนท่านอยู่แล้ว แต่ว่าเรื่อง ที่อยากจะชวนทำด้วยกันว่าจะเป็นโจทย์ของปี ๒๕๖๔ หรือปี ๒๕๖๕ เราคิดว่าน่าจะมี โจทย์อะไรที่เราสามารถทำร่วมกันได้บ้างระหว่างภาคการเมือง กรรมาธิการ หรือว่าทาง ไทยพีบีเอส (Thai PBS)
ประเด็นแรกก็คือ เรื่องของพื้นที่สาธารณะในการพูดคุยในประเด็นทาง ความคิด โดยเฉพาะประเด็นความอ่อนไหวในทางการเมืองครับ อันนี้ผมเรียนด้วย ความจริงใจที่สุดว่า ตอนนี้ประเทศไทยของเราสุ่มเสี่ยงเหลือเกินจะนำไปสู่ความรุนแรง โดยเฉพาะในเรื่องของประเด็นการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ เรื่องของการแก้ไข รัฐธรรมนูญ ทีนี้ถ้าไทยพีบีเอส (Thai PBS) มีรายการอย่างตอบโจทย์ แล้วก็มีหลายอย่างที่ เคยทำได้ในอดีต เรื่องของการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่เราจะหาพื้นที่ปลอดภัย พื้นที่ ที่สร้างสรรค์ พื้นที่ที่ทำให้เยาวชนไม่ต้องถูกมองว่า เป็นพวกล้มล้างการปกครอง ผมคิดว่า ไทยพีบีเอส (Thai PBS) จะเป็นความหวังของผมในการเปิดพื้นที่นี้ เพราะสภาผู้แทนแห่งนี้ ก็แน่นอนเราพูดได้มากขึ้น เรานำเสนอได้มากขึ้น แต่ผมคิดว่าถ้าสื่อได้ก้าวเข้ามาช่วย ในกระบวนการนี้เราจะสามารถเป็นจิ๊กซอว์ (Jigsaw) เล็ก ๆ จิ๊กซอว์ (Jigsaw) หนึ่งใน การหยุดยั้งความรุนแรงทางสังคมได้ ผมคิดว่าไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้ชุมนุมที่ต้องการปฏิรูป หรือกลุ่มอนุรักษ์นิยมที่เขาต้องการรักษาแล้วก็ปฏิรูปเช่นกัน ก็อยากจะมีพื้นที่ในการสื่อสาร แนวคิด มีเวทีสร้างสรรค์ในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน อันนี้อาจจะต้องใช้กลยุทธ์ กุศโลบาย สแตรทิจี (Strategy) สักหน่อย แต่ผมคิดว่าถ้าเราลงมือทำด้วยกัน ผมคิดว่าจะเป็น ความหวังในการหยุดยั้งความรุนแรงได้
ประเด็นที่ ๒ ก็คือเรื่องของการเลือกตั้งและการทำประชามติ ท่านประธานครับ ไทยพีบีเอส (Thai PBS) โดดเด่นในการที่ทำข่าวเรื่องของการชุมนุมทางการเมือง แล้วก็ เรื่องของการเลือกตั้งท้องถิ่น ทีนี้เราต้องเรียนด้วยความตรงไปตรงมาว่าเรามีความเชื่อมั่นต่อ การจัดการเลือกตั้งของ กกต. ต่ำมากในตอนนี้ แต่ว่าทุกประเทศที่สามารถฟื้นฟูกระบวนการ ความเชื่อมั่นของการเลือกตั้งได้ สื่อมวลชนเป็นบทบาทที่สำคัญที่สุดที่จะเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นการเผยแพร่ข้อมูลที่รวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการจัดเวทีให้มีการถกเถียงนโยบาย สาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบนักการเมืองว่าในสมัยที่ผ่านมาพวกเขามีผลงานอย่างไร และนำเสนอต่อพี่น้องประชาชน พวกเขารักษาคำพูดหรือไม่ พวกเขาตระบัดสัตย์หรือไม่ พวกเขาเข้าร่วมประชุมหรือไม่ ท่านดูเวทีนี้ก็ได้ เนื้อหาต่าง ๆ เหล่านี้จะทำให้ประชาชนตื่นตัวขึ้นมา หลายคนหมดหวังไปกับการเลือกตั้งแล้ว เพราะคิดว่าอย่างไรก็ล็อก (Lock) ผลเรียบร้อย รัฐบาลแบบนี้อยู่ต่อกันอีก ๑๐ ปีแน่ ๆ ผมไม่ได้บอกว่า รัฐบาลนี้อยู่ต่อไม่ได้นะครับ แต่อย่างน้อยเขาต้องชนะการเลือกตั้ง แล้วผมว่า ถ้าประชาชนตื่นตัวมากก็จะทำให้ฝ่ายการเมืองก็ตื่นตัวมากในการที่จะทำตัวให้ดีขึ้นด้วย แล้วก็เรื่องของการตรวจสอบคะแนนผลการเลือกตั้ง การรายงานผลการเลือกตั้ง ตอนนั้น กรรมาธิการพัฒนาการเมืองก็ทำโพรเจกต์ (Project) หนึ่ง เรียกว่า อาสาพัฒนาการเมืองและ การเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นถ้าเรามีคนรุ่นใหม่ที่อยากจะเป็น กปน. กรรมการหน่วยเลือกตั้ง เรามีคนรุ่นใหม่ที่อยากจะเป็นผู้สังเกตการเลือกตั้ง เรามีคนรุ่นใหม่ที่อยากจะ เป็นสื่อมวลชนในการรายงานผลการเลือกตั้ง ผมคิดว่าไทยพีบีเอส (Thai PBS) เป็นแพลตฟอร์ม (Platform) ที่ดีที่สุดแพลตฟอร์ม (Platform) หนึ่งในการที่เราจะทำเรื่องนี้ได้ และฟื้นฟูความเชื่อมั่นหรือความหวังในการต่อสู้ในการเลือกตั้งกลับเข้ามาได้ ซึ่งเป็นการต่อสู้ เพื่อประชาธิปไตยที่สันติที่สุดหนทางหนึ่งนะครับ
ประเด็นสุดท้ายที่เรามีการศึกษากันก็คือ เรื่องของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม อนุกรรมาธิการที่ศึกษาเรื่องของผลกระทบต่อข่าวกรอง ที่มีต่อการรับรู้ของคนไทย ในกรรมาธิการพัฒนาการเมืองได้ศึกษาแล้วนะครับ แล้วก็ฟันธงออกมาแล้ว ภาควิชาการ กรรมาธิการ และภาคประชาสังคมเห็นตรงกันหมดว่า เราปล่อยให้ศูนย์เฟกนิวส์ (Fake News) อยู่ในกำกับของรัฐบาลไม่ได้ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นเจ้าของศูนย์เฟกนิวส์ (Fake News) เอง ดำเนินนโยบายเอง แล้วตอนนี้ศูนย์เฟกนิวส์ (Fake News) แทบจะไม่ต้องมีความรับผิดชอบเลย เมื่อเขารายงานผลเท็จเอง หรือศูนย์เฟกนิวส์ (Fake News) กลับกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองในการจับกุมคนที่มี ความคิดเห็นที่แตกต่าง ตอนนี้แฟกต์ เช็กกิง (Fact checking) ในทั่วโลกไม่มีใครเขาปล่อยให้ แฟกต์ เช็กกิง เซ็นเตอร์ (Fact checking center) ไปอยู่ในการกำกับของรัฐ แต่ว่าเป็นเรื่อง ของสื่อมวลชน แล้วก็ใช้คลาวด์ (Cloud) ใช้การส่งข้อมูลของภาคประชาชน ใช้บิ๊ก ดาต้า (Big Data) เข้ามาร่วมกัน แต่ว่ารัฐบาลชุดนี้ก็ยังมีแนวคิดเก่านะครับ เรามีศูนย์เฟกนิวส์ (Fake News) ที่ตอนนี้ทำหน้าที่เหมือนทำเคจีบี (KGB) หรือว่าหน้าที่เป็นหน่วยข่าวกรอง ของประเทศคอมมิวนิสต์ด้วยซ้ำไป นี่ผมเรียนด้วยความเคารพจริง ๆ นะครับ เพราะว่า ผมเคยไปดูที่ศูนย์ต่อต้านเฟกนิวส์ (Fake News) หลายรอบ ทีนี้ถ้าไทยพีบีเอส (Thai PBS) ผมไม่รู้รัฐบาลเขาจะเปลี่ยนนโยบายหรือเปล่า แต่ถ้าเราสามารถทำเรื่องที่คู่ขนานไปด้วยกันได้ เรามีศูนย์แฟกต์ เช็กกิง (Fact Checking) เหมือนที่เอเอฟพี (AFP) ทำ หรือว่าเราสามารถ ประสานภาคี ร่วมกับภาคีนานาชาติในการที่จะริเริ่มเรื่องพวกนี้เข้ามาได้ ผมคิดว่าประชาชน จำนวนมากพร้อมที่จะร่วมมือเป็นผู้ตรวจสอบเฟกนิวส์ (Fake News) พร้อมที่จะร่วมมือกัน แล้วผมคิดว่าเรื่องนี้นอกจากจะพัฒนาวงการสื่อมวลชนแล้ว เป็นการพัฒนาวงการ ประชาธิปไตยไปในตัวด้วยนะครับ อันนี้ผมก็กราบเรียนด้วยความเคารพว่า เราคงจะมีเรื่องที่ ต้องทำร่วมกันอีกมากมาย และเป็นกำลังใจให้กับไทยพีบีเอส (Thai PBS) นะครับ ขอบคุณครับ