เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ชื่นชมคุณภาพการอภิปรายในสภา พร้อมย้ำบทบาทของไทยพีบีเอสในการให้ข้อมูลข่าวสารในช่วงวิกฤติต่าง ๆ ทั้งโควิด-19 การศึกษา และประเด็นสังคมสำคัญ อีกทั้งเรียกร้องให้มีการพัฒนาองค์กรให้ทัดเทียมสื่อนานาชาติและสนับสนุนงบประมาณเพื่อยกระดับคุณภาพเนื้อหาให้เข้าถึงประชาชนทุกพื้นที่อย่างทั่วถึง
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพและสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ประธานองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ผมคิดว่า วันนี้ผมต้องขอขอบพระคุณท่านสมาชิกเป็นอย่างสูง เพราะว่าการอภิปรายและคำแนะนำ ผมคิดว่ามีคุณภาพมากกว่าสมัยที่ผมอยู่ในสภาแห่งนี้มาก และมีสาระประโยชน์อย่างจริง ๆ ผมก็หวังว่าผู้ที่รับชมทางบ้านจะได้เห็นคุณภาพของการอภิปรายในครั้งนี้ แต่ผมก็หนักใจอยู่ นิดหนึ่งเพราะถ้าผู้ที่ชอบสีสัน ชอบความขัดแย้งก็อาจจะรู้สึกว่าสิ่งนี้ไม่ค่อยน่าดู ซึ่งไม่ต่าง อะไรกันกับที่ท่านแนะนำว่าเรตติง (Rating) ของไทยพีบีเอส (Thai PBS) อาจจะมีคนชม ไม่มากเพราะไทยพีบีเอส (Thai PBS) เน้นคุณภาพและสาระเหมือนกับที่ท่านอภิปราย ในวันนี้ทั้งสิ้น ท่านประธานครับ ปี ๒๕๖๓ เป็นปีที่ประเทศไทยมีความยากลำบาก มีวิกฤติ หลายอย่างซ้อนไม่ว่าจะเป็นเรื่องโควิด (COVID) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการศึกษาของนักเรียน ที่ไม่สามารถไปโรงเรียนได้ ทั้ง ๒ เรื่องไทยพีบีเอส (Thai PBS) ก็ได้ทำหน้าที่ที่จะให้ข้อมูล ข่าวสารให้คนไทยได้มีความรู้ ดูแลป้องกันตัวเองอยู่กับโควิด-๑๙ (COVID-19) ให้ได้ ตามครรลองวิถีใหม่ แล้วก็ได้เปิดทีวี (TV) อีกช่องหนึ่งโดยงบประมาณเท่าเดิมที่มีเอแอลทีวี (ALTV) ช่องหมายเลข ๔ ที่เป็นรายการเพื่อการศึกษากับเด็ก ครอบครัว แล้วก็ครูโดยเฉพาะ เช่นเดียวกันในปี ๒๕๖๓ เราเกิดวิกฤติทหารกราดยิงที่จังหวัดนครราชสีมา มีผู้บาดเจ็บ และเสียชีวิตจำนวนมาก เกิดความคับแค้นของทหารชั้นผู้น้อย นำไปสู่การผลักดันให้สังคม เพื่อการปฏิรูปกองทัพ ยิ่งกว่านั้นท่านผู้มีเกียรติก็ได้พูดแล้วเรื่องหมอกควันฝุ่นขนาดเล็ก พีเอ็ม ๒.๕ (PM2.5) ซึ่งท่านก็ได้แสดงความชื่นชม ผมก็คิดว่าไทยพีบีเอส (Thai PBS) ได้พยายามที่จะประสานความรู้กับองค์ความรู้ทั้งสถาบันการศึกษา และผู้ที่มีความรู้ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าคำชมที่ท่านให้ทั้งหลายนั้น ผมคิดว่าพวกเราคงจะเกิดกำลังใจ แล้วก็อยากจะเดินหน้าต่อไป และที่ท่านวิสารแนะนำว่าควรจะมีข่าวในข่าวนั้นควรจะมี ซับไทเทิล (Subtitle) ภาษาอังกฤษ ผมคิดว่าเป็นข้อคิดที่น่าสนใจมาก ซึ่งไทยพีบีเอส (Thai PBS) มีแนวโน้มที่คิดในเรื่องนี้อยู่แล้ว เพราะจะสังเกตดูในครั้งที่มีโควิด (COVID) ระบาดหนักที่มหาชัยไทยพีบีเอส (Thai PBS) ได้จัดให้มีภาษาพม่าเพื่อให้แรงงานที่อยู่ใน ประเทศไทย ที่เป็นชาวพม่าได้มีความรู้เรื่องการดูแลตัวเขาเอง และมีอะไรเกิดขึ้นที่ประเทศไทยได้พยายามช่วยเหลือกันอย่างไร ผมคิดว่าก็เป็นคำแนะนำที่มี คุณค่าอย่างยิ่ง แล้วก็อย่างอื่นที่มีคุณค่ามาก แล้วก็ท่านผู้อำนวยการอาจารย์วิลาสินี ได้อธิบายไปหรือได้ตอบแล้ว โดยเฉพาะเรื่องในปีหน้าไทยพีบีเอส (Thai PBS) จะเน้นเรื่อง ความเหลื่อมล้ำ เราจะถมช่องว่างเราจะทำกันอย่างไร ซึ่งจะต้องมีความร่วมมือกันอย่างยิ่ง กับสภาแห่งนี้ แล้วก็องค์กรต่าง ๆ และยิ่งกว่านั้นไทยพีบีเอส (Thai PBS) มีวาระว่า ประเทศไทยกำลังจะประสบปัญหาสังคมสูงวัย และเรื่องของการกระจายอำนาจที่ท่านเน้น ผมคิดว่าเป็นวาระที่ไทยพีบีเอส (Thai PBS) จะต้องกลับไปและจะต้องทำเรื่องนี้ให้เป็นจริง ให้ได้
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมคิดว่าผมอยากจะสรุปอย่างนี้สำหรับวันนี้ ผมคิดว่า ผมเข้ามารับหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการนโยบายของไทยพีบีเอส (Thai PBS) ในไตรมาสสุดท้ายของปี ๒๕๖๓ ในฐานะที่ผมเป็นนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ที่มี ประสบการณ์ในด้านสื่อมวลชนมานานกว่า ๓ ทศวรรษ ผมได้ติดตามผมงานขององค์การ แห่งนี้มาตั้งแต่แรกก่อตั้ง เห็นผลงานและความก้าวหน้าของไทยพีบีเอส (Thai PBS) ที่ตอบสนองประโยชน์ของสังคม โดยเฉพาะกลุ่มคนเล็กคนน้อยและคนชายขอบในสังคม ที่ทำให้เห็นความสำคัญขององค์กรแห่งนี้ ท่านประธานครับ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ขององค์การนั้นนำมาจากค่าธรรมเนียมที่ท่านก็ได้พูดแล้ว ค่าธรรมเนียมที่เก็บจากการ ซื้อขายสุราและยาสูบในอัตราร้อยละ ๑.๕ ของราคาผลิตภัณฑ์ แต่ไม่เกินปีละ ๒,๐๐๐ ล้านบาท คนจำนวนไม่น้อยเข้าใจว่าไทยพีบีเอส (Thai PBS) คือสถานีโทรทัศน์ ๑ ช่องเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงไทยพีบีเอส (Thai PBS) คือองค์การสื่อสาธารณะที่มี สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส (Thai PBS) ช่องหมายเลข ๓ และปัจจุบันก็มีช่องหมายเลข ๔ อีกช่องหนึ่งเพื่อการศึกษาและครอบครัว และขณะเดียวกันไทยพีบีเอส (Thai PBS) มีสื่อ ออนไลน์ (Online) ในทุกแพลตฟอร์ม (Platform) ที่สำคัญอย่างที่หลายท่านบอกท่านดูผ่าน แพลตฟอร์ม (Platform) ต่าง ๆ และมีแพลตฟอร์ม (Platform) ของไทยพีบีเอส (Thai PBS) เอง อย่างเช่น ที่ท่านผู้อำนวยการได้รายงานไปแล้วว่าเราพยายามจะทำช่องวิภา วิชัน แอนด์ แพสชัน (Wipha Vision and Passion) ให้เป็นที่นิยมให้ได้เพื่อที่จะแข่งกับช่องของ ต่างประเทศ เช่น เน็ตฟลิกซ์ (Netflix) หรืออื่น ๆ ไทยพีบีเอส (Thai PBS) เป็นสื่อสาธารณะ ที่ไม่ได้เป็นสื่อของเอกชนหรือของรัฐบาล มีฐานะเป็นสื่อสาธารณะเช่นเดียวกับบีบีซี (BBC) ของสหราชอาณาจักรและเอ็นเอชเค (NHK) ของประเทศญี่ปุ่น แต่ท่านผู้มีเกียรติครับ ถ้าจะเปรียบเทียบไทยพีบีเอส (Thai PBS) กับบีบีซี (BBC) แล้วยังห่างไกลกันอยู่มาก เทียบกันไม่ได้ เพราะอะไรครับ บีบีซี (BBC) และเอ็นเอชเค (NHK) ต่างใช้งบประมาณปีละ ประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมเน้นนะครับ ๒๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ไทยพีบีเอส (Thai PBS) เป็นองค์การสื่อสาธารณะที่ใช้งบประมาณ ๒,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าจะเทียบหารเป็น คนไทยต่อหัว คนไทยต่อหัวทุกคนจ่ายเงิน ๘ สตางค์ต่อวัน เพราะฉะนั้นที่ท่านบอกว่า ท่านได้ดูข่าวแค่เกิดวิกฤติก็คุ้มแล้ว ในปีหน้านั้นไทยพีบีเอส (Thai PBS) จะมีอายุครบ ๑๕ ปี ขณะที่บีบีซี (BBC) ท่านประธานครับ เขามีอายุ ๑๐๐ ปีพอดีในปีหน้า เพราะฉะนั้นเส้นทาง ในการพัฒนาคุณภาพของไทยพีบีเอส (Thai PBS) ยังต้องดำเนินการไปอีกมากครับ เรายัง จะต้องพัฒนาเพื่อที่จะวิ่งให้ทันให้ได้ แต่เขาไป ๑๐๐ ปีนะครับ อย่างไรก็ตามสื่อไทยพีบีเอส (Thai PBS) เป็นสื่อสาธารณะแห่งแรกของไทย แห่งแรกในอาเซียน (ASEAN) และแห่งแรก ในภูมิภาคนี้ ไทยพีบีเอส (Thai PBS) ยังต้องพัฒนาทั้งเนื้อหา รูปแบบให้เป็นที่ต้องตาต้องใจ ถูกรสนิยมของคนไทย ที่แตกต่างหลากหลายในแต่ละภูมิภาคมากยิ่งขึ้น แต่จะต้องพัฒนาให้ในทุกภูมิภาคมีไทยพีบีเอส (Thai PBS) ให้ได้ เราจะต้องพัฒนาโรงเรียน ของสังคมแห่งนี้ ให้เป็นโรงเรียนที่ให้ความรู้ตลอดชีวิตของคนไทยที่ประชาชนจะได้ข้อมูล ข่าวสารที่ถูกต้อง รวดเร็ว และรอบด้านมากยิ่งขึ้นไปอีก ท่านประธานครับ ทุกคนใน ไทยพีบีเอส (Thai PBS) ตั้งใจที่จะพัฒนาองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพของไทยให้เป็น สื่อสาธารณะในระดับภูมิภาค ให้เป็นสื่อสาธารณะที่เป็นที่ยอมรับในระดับโลกต่อไปให้ได้ วันนี้ผมก็ขอขอบพระคุณท่านประธานที่ให้พวกเราได้มีโอกาสมารายงานความคืบหน้า ประจำปี ๒๕๖๓ ขอบพระคุณครับ