จุลพันธ์ ชี้ ปมละเมิดสิทธิฯ สะท้อนการทำงาน กสม. ต้องเร่งแก้ไข

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๗ · ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๔

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ วิพากษ์รายงานผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ปี 2563 โดยตั้งข้อสังเกตว่ามีการสรุปข้อเท็จจริงเพียงกรณีเดียวว่ารัฐละเมิดสิทธิ จากทั้งหมด 9 กรณี ทั้งที่เหตุการณ์ส่วนใหญ่ชัดเจนว่ารัฐใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุและขัดต่อสิทธิในการชุมนุมอย่างสงบตามรัฐธรรมนูญ จึงเรียกร้องให้องค์กรอิสระทำหน้าที่พิทักษ์ประชาชนอย่างเป็นธรรมและไม่ลำเอียง

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เชียงใหม่

ท่านประธานที่เคารพ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเพื่อไทย จังหวัดเชียงใหม่ ขออภิปรายในเรื่อง ของรายงานผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติในปี ๒๕๖๓ ท่านประธานครับ รายงานฉบับนี้ก็ไม่หนาไม่บางนะครับ เป็นเหตุการณ์ ที่เกิดเมื่อปี ๒๕๖๓ ในหลาย ๆ เหตุการณ์ซึ่งมีคนร้องเข้ามาถึง ๙ กรณี ต้องเรียนอย่างนี้ครับ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ร.บ. ของท่านน่าจะเริ่มมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ มีอายุมาแล้วก็ ๒๐ ปีนะครับ ดำเนินกิจการภารกิจตามภาระหน้าที่นานแล้วครับ ๒๐ ปี นี่ไม่ใช่เวลาสั้น มีช่วงที่ท่านปฏิบัติได้ดี แล้วก็ผิดพลาดมันก็เป็นเรื่องปกติด้วยสถานการณ์ ที่เป็นไป โดยเฉพาะในเรื่องของฝ่ายการเมือง ในเรื่องของสถานการณ์ประเทศที่เป็น ประชาธิปไตย หรือเป็นเผด็จการ ท่านก็ถูกกระทบด้วย อันนี้ผมรับทราบแล้วผมก็ทราบดี แต่ด้วยภาระหน้าที่ชื่อของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนเราก็รู้อยู่แล้วว่ามีภาระหน้าที่ในการดูแล เรื่องสิทธิให้กับพี่น้องประชาชน ผมต้องเรียนอย่างนี้ครับ เรื่องการประท้วงแล้วก็เริ่มมี ความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ มันเริ่มมาตั้งแต่ประมาณ ๗-๘ ปีที่แล้วที่มีการปฏิวัติ ครั้งล่าสุด มีการตั้งรัฐบาลมาจากผู้นำคณะรัฐประหาร แล้วก็มีการสืบทอดอำนาจมาถึง ปัจจุบัน จะด้วยโครงสร้างของรัฐธรรมนูญที่บิดเบี้ยวหรืออะไรก็ตาม แต่พี่น้องประชาชน ส่วนหนึ่งเขารับไม่ได้ การชุมนุมเพื่อเรียกร้องสิทธิ เพื่อเรียกร้องความเป็นประชาธิปไตย เรียกร้อง ให้มีการเลือกตั้งใหม่ เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออก เป็นเรื่องปกติธรรมดาในระบอบ ประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นทั่วโลก ผู้ที่มาในฝ่ายการเมือง มาจากการเลือกตั้งก็ดีหรืออะไรก็ดี มีหน้าที่ในการรับฟังแล้วก็แก้ไขปัญหา เพราะว่าต้องยึดถือสิ่งที่เรียกว่า เสียงข้างมากกับสิทธิ ของเสียงส่วนน้อย วันนี้ผมต้องเรียนอย่างนี้ครับ ใน ๗ ปีที่ผ่านมาจนกระทั่งมาเมื่อประมาณ ๒ ปีที่แล้วเหตุการณ์มันเริ่มบานปลาย มีการชุมนุมของกลุ่มพี่น้องประชาชนที่เป็นเยาวชน มีอายุเฉลี่ยต่ำลง เขาก็มีแนวความคิดที่แน่นอนว่า แตกต่างไปจากผู้บริหารรัฐบาลใน ชุดปัจจุบัน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือการใช้ความรุนแรงจากภาครัฐ กระทำกับเขา ใช้กฎหมาย ไปบีบ ไปกด ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือเอาเขาเข้าไปคุมขัง ไปดำเนินคดี วันนี้เราตั้งความหวัง ไว้กับรัฐบาลเป็นไปไม่ได้ เพราะเขาเป็นผู้กระทำ เราตั้งความหวังไว้กับองค์กรอีก หลายองค์กร สำนักงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนเป็นหนึ่งในองค์กรที่พี่น้องประชาชน ตั้งความหวังนะครับ แต่ผมต้องเรียนด้วยความเคารพว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ ที่มันยกระดับความรุนแรงขึ้นนี่นะครับ เราไม่ค่อยได้ยินเสียงของคณะกรรมการสิทธิ มนุษยชนออกมาพูด เพื่อพิทักษ์ปกป้องพี่น้องประชาชนกลุ่มนี้เท่าใดนัก ผมต้องเรียนต่อ ท่านประธานอย่างนี้ครับ รายงานฉบับนี้เป็นเรื่องเหตุการณ์เมื่อช่วงปี ๒๕๖๓ ตั้งแต่ เดือนกรกฎาคมถึงเดือนธันวาคมมีอยู่ ๙ เหตุการณ์ ผมคงไม่ลงรายละเอียด ก็มีพี่น้อง ประชาชนที่อยู่ในกลุ่มคนที่เขารู้สึกว่า เขาถูกละเมิดสิทธิโดยรัฐ เขาก็มาร้องเรื่องต่อ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาตินะครับ เพราะว่าเขาเชื่อว่าการดำเนินการของภาครัฐ การใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุม การใช้รถน้ำแรงดันสูง จนกระทั่งล่าสุดใช้เรื่องของกระสุน ยางยิงเข้าไปในระดับที่เป็นอันตราย เขามีความเห็นว่าเป็นการละเมิดสิทธิโดยรัฐ สิ่งที่เขาส่ง ให้ท่านนี่ท่านใช้เวลาในการพิจารณาในการดำเนินการนานพอสมควร ซึ่งก็เป็นไป ตามขั้นตอน อันนี้มิได้ว่ากล่าวนะครับ แต่ผมเรียนต่อท่านประธานอย่างนี้ครับ จาก ๙ กรณี เท่าที่ผมดูนี่นะครับมีอยู่เพียงแค่หนึ่ง เท่านั้นเองที่มีข้อสรุปว่า มีการละเมิดสิทธิ มีการใช้ ความรุนแรงจากภาครัฐจริง ทั้งที่เรามองด้วยสายตาแล้วจากบุคคลภายนอก อย่างเช่นผม นี่นะครับ ผมก็ติดตามข่าวสารเรื่องนี้อย่างค่อนข้างใกล้ชิด ผมต้องเรียนครับผมมองว่าทั้ง ๙ กรณีเป็นเหตุการณ์ที่เห็นได้ชัดครับว่าเราขัดต่อหลักการดำเนินการต่อผู้ชุมนุมใน หลักสากล เราขัด เราละเมิดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา ๔๔ เรื่องของการชุมนุมโดยสงบปราศจาก อาวุธอย่างชัดเจน แต่สิ่งที่สรุปมาผมต้องเรียนอย่างนี้ครับ รายงานฉบับนี้ที่ผมช้ำใจที่สุด ในหลาย ๆ กรณี ใน ๙ กรณีที่ส่งมาสิ่งที่ผมเห็นมันเหมือนกับเป็นแก้ต่างให้รัฐ เขียนเหตุ และเหตุผลว่า เหตุใดรัฐจึงจำเป็นจะต้องใช้ความรุนแรง และเขามีกฎหมายใดรับรอง เขามี กฎหมายใดคุ้มครองเขาบ้าง เช่น เรื่องของ พ.ร.บ. ในสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น เรื่องกฎหมาย อื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่อง อันนี้เราทราบดีครับ ท่านไม่มีหน้าที่จำเป็นจะต้องไปนั่งพิทักษ์ รักษารัฐบาล แต่หน้าที่ความรับผิดชอบของท่านอยู่ที่ประชาชน ที่เขาไม่มีโอกาสที่จะมาต่อสู้ ที่เขาไม่มีกำลัง เขาไม่มีอาวุธในการที่จะต่อสู้เพื่อสิทธิของตัวเองในการชุมนุม ในการเรียกร้อง สิทธิที่เป็นของเขา ในช่วงท้ายของรายงานมีเพียงแค่ ๒-๓ หน้าเท่านั้นที่พอจะดูได้ เป็นเรื่อง ของข้อเสนอแนะ แต่ข้อเสนอแนะต่าง ๆ ไม่มีผลในการบังคับใช้ แล้วก็ไม่มีความพยายามจาก คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในการที่จะไปดำเนินการให้มันเรียบร้อย เช่น เรื่องของ ข้อเสนอให้ยกเลิก พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ท่านส่งรายงานนี้มาปีหนึ่งก็ยังไม่มีความคืบหน้า แล้วท่าน ทำอะไรต่อ วันนี้ท่านทำอะไร เรื่องของการชดเชยให้กับผู้ชุมนุมที่เขาโดนใช้ความรุนแรง จากรัฐก็เงียบหายไปกับสายลม วันนี้ผู้ชุมนุมบาดเจ็บล้มตาย ล่าสุดเมื่อวันที่ ๑๔ ที่ผ่านมา ก็โดนยิงไปอีก ๓ คน แต่กลับไม่มีเสียงของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติออกมาเลย แม้แต่น้อย ผมเรียนอย่างนี้ครับ รายงานฉบับนี้ดูอย่างไรมันเหมือนกับเอาไว้ให้กับรัฐบาล ประกอบศาล เอาไว้เป็นข้อแก้ต่างในกรณีที่ถูกฟ้องร้อง เขาก็บอกคณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติบอกแล้วบอกว่า เป็นการดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ ผมจะเสนอสภาให้ท่านกลับไปทำใหม่ มันก็ไม่มีประโยชน์ครับ เพราะท่านกลับมาแล้วท่าน ก็กลับมารายงานเดิม เพราะรายงานฉบับนี้ผ่านคณะกรรมการของท่านเรียบร้อย มันไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ กลับมามันก็ยังจะเป็นรายงานฉบับนี้เหมือนเดิม วันนี้ สภาจะให้ลงมติรับ ไม่รับก็ทำไม่ได้ครับ เพราะว่าวาระรับทราบมีแต่รับหรือไม่รับเท่านั้นเอง ผมเรียนตรง ๆ นะครับ ฉบับนี้บันทึกไว้เลยครับ ท่านประธาน ผม นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ไม่รับทราบรายงานของท่านครับ เพราะถ้า ผมรับทราบรายงานของท่านนี่ เท่ากับ ผมเห็นชอบกับสิ่งที่ท่านเขียนมา ผมไม่เห็นชอบ ขอบคุณครับ