อมรัตน์ ชี้ กสม. อ่อนแอ ทบทวนใช้ พ.ร.ก. กับผู้ชุมนุมสันติ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๗ · ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๔

อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล วิพากษ์รายงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนที่อ่อนแอและไม่ชัดเจน พร้อมตั้งคำถามถึงความขัดแย้งระหว่างภาพลักษณ์ของรัฐไทยในเวทีโลกกับการปราบปรามผู้ชุมนุมในประเทศ โดยเฉพาะกรณีการสลายการชุมนุมหน้าสถานทูตเยอรมันที่สร้างบรรยากาศเผชิญหน้า แม้มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุยิง และแม้ตัวแทนทูตจะแสดงท่าทีสุภาพต่อผู้ชุมนุม อมรัตน์ ยังเรียกร้องให้ทบทวนการใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินกับการชุมนุมโดยสงบ รวมถึงเรียกร้องให้ กสม. ทำหน้าที่เชิงรุก เลือกข้างประชาชน และดำเนินการทวงถามความคืบหน้าจากคณะรัฐมนตรีอย่างเร่งด่วนเพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชนตามกรอบรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลจากจังหวัด นครปฐมค่ะ ท่านประธานคะ ดิฉันได้อ่านรายงานฉบับนี้เกือบ ๗๐ หน้า ซึ่งเป็นรายงาน ผลการตรวจสอบของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนใน ๙ คำร้อง ที่เกี่ยวข้องกับการคุกคาม สิทธิเสรีภาพของผู้ชุมนุม และเกี่ยวข้องกับการสลายการชุมนุมที่ไม่ได้มาตรฐานสากล ในรายงานนี้เป็นลักษณะการเล่าเรื่อง เหมือนกับแทบจะไม่แตกต่างจากที่ได้อ่านในสื่อมวลชน ต่าง ๆ เป็นลักษณะการเล่าเรื่อง และมีการให้ความเห็น แม้นว่าไม่สตรอง (Strong) หมายถึง เป็นการให้ความเห็นบางเรื่องที่ผิดแน่ ๆ ก็ยังมีการให้ความเห็นแบบเกรงอกเกรงใจ ให้ความเห็นบอกว่า ให้ไปทบทวน ให้หลีกเลี่ยงไม่ทำแบบนี้ไม่ทำแบบนั้นกับประชาชน ก่อนที่ จะไปลงรายละเอียด ดิฉันจะขอพูดถึงสถานการณ์เรื่องสิทธิมนุษยชนโดยรวมของเราก่อนว่า ประเทศเราถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากประชาคมโลก ในสถานการณ์เรื่องสิทธิมนุษยชนนี้ ซึ่งมีลักษณะหน้าปกเป็นประชาธิปไตย แต่เนื้อในเป็นเผด็จการซ่อนรูป ปกครองยาวนานด้วย ความกลัว และด้วยการโฆษณาชวนเชื่ออย่างต่อเนื่อง ท่านประธานคะ เมื่อวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ ที่ผ่านมามีเหตุการณ์ ๒ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันเดียวกันคนละมุมโลก เหตุการณ์หนึ่งที่เกิดที่ศาลรัฐธรรมนูญในประเทศไทย อีกเหตุการณ์หนึ่งเกิดที่กรุงเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ ที่ศาลรัฐธรรมนูญมีการวินิจฉัยว่า ข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ๑๐ ข้อนั้น เป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข แต่ที่มีความย้อนแย้งคือที่เจนีวา ตัวแทนไทยก็คือปลัดกระทรวงต่างประเทศได้ไปพูดที่ ยูเอ็น (UN) เป็นเวทียูพีอาร์ (UPR) เป็นกระบวนการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชน ในเมืองไทย ใจความที่พูดส่วนหนึ่งเกี่ยวกับการชุมนุมได้พูดว่า ประเทศไทยเคารพในสิทธิ และเสรีภาพในการชุมนุมค่ะ อีกเรื่องหนึ่งที่ไปพูดก็คือพูดว่า ประเทศไทยจะมีการป้องกัน การดำเนินคดีปิดปาก หรือที่เรียกว่า สแลปส์ (Slaps) หรือคดีที่มีการป้องกันการดำเนินคดี เชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งมันจริงหรือเปล่าคะ ก่อนที่จะไปดูคลิป (Clip) นะคะท่านประธาน การไปพูด บนเวทีโลกอย่างนั้นอาจจะดูดี แต่มันไม่ใช่ความจริง ประเทศนี้เป็นประเทศที่กลัวความจริง ในรายงานของ กสม. หน้าที่ ๖๖ ข้อ ๓ ได้ระบุไว้ว่า กสม. มีข้อเสนอแนะให้คณะรัฐมนตรี ทบทวน และหลีกเลี่ยงการใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินกับผู้ชุมนุม เพราะผิดวัตถุประสงค์ในการสร้าง มาตรานี้ขึ้นมา ซึ่ง พ.ร.ก. นี้มีใช้เพื่อสำหรับภัยที่เป็นภัยร้ายแรงต่อความมั่นคงเท่านั้น ไม่สมควรจะเอามาใช้ในสถานการณ์ที่มีการชุมนุมโดยทั่วไป เว้นเสียว่าจะมีการจลาจลนะคะ ขอคลิป (Clip) ด้วยค่ะ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพและเสียง)

นี่เหตุเกิดที่หน้าสถานทูต เยอรมันในวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน เจ้าหน้าที่ประกาศใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินและสั่งให้สลาย การชุมนุมต่อหน้าตัวแทนทูตเยอรมันนะคะ และมีท่าทีเผชิญหน้าค่ะ ขอบคุณค่ะ ขอภาพด้วยค่ะ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)

ภาพนี้เป็นภาพตัวแทน ทูตเยอรมันนะคะ ท่าทีของตัวแทนทูตเยอรมันนี้ออกมาแม้กระทั่งเป็นวันหยุด ในตอนหัวค่ำ ของวันอาทิตย์ได้ออกมายืนรอรับการเดินขบวนมายื่นหนังสือที่หน้าสถานทูตจากผู้ชุมนุมไทย ด้วยท่าทีสุขุม สงบและให้เกียรติผู้ชุมนุม ในขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ไทยกลับสร้างบรรยากาศแห่งการเผชิญหน้า สัญญาณทางการทูต การที่ส่งตัวแทนออกมารับ ทั้ง ๆ ที่อาจจะไม่มีความจำเป็นจะต้องออกมารับทุกครั้งก็ได้นะคะ สัญญาณทางการทูตอย่างนี้วิญญูชนย่อมเข้าใจดีว่าหมายถึงอะไรค่ะ เราได้เห็นอะไร ในคลิป (Clip) บ้าง เราได้ทราบแล้วว่า การเคลื่อนตัวมาสถานทูตเยอรมันก็ยังมีผู้ชุมนุมถูกยิง ๓ คน แล้วก็บาดเจ็บสาหัส ตอนนี้ยังอยู่โรงพยาบาลจุฬาอีก ๑ คนค่ะท่านประธาน แต่เจ้าหน้าที่ทูตก็ยังให้เกียรติออกมารับหนังสือ

คำถามก็คือรายงานของ กสม. ฉบับนี้ที่เสนอต่อคณะรัฐมนตรีจะได้รับการ ตอบสนองหรือไม่ คณะรัฐมนตรีจะปรับปรุงให้เป็นไปตามคำขอ ร้องขอของ กสม. หรือไม่ ในเมื่อรายงานนี้มันสิ้นสุดเป็นสถานการณ์ของปีที่แล้ว และจนถึงปีนี้ จนถึงเมื่อ ๖ วันที่แล้ว ก็ยังมีเหตุการณ์แบบที่หน้าสถานทูตนั้นท้าทายเกิดขึ้นค่ะ ข้อเสนอแนะของดิฉันว่าอันที่จริง กสม. จริง ๆ ก็ไม่ใช่เสือกระดาษ หรือไม่ใช่ยักษ์ที่ไม่มีกระบองเสียทีเดียว จริง ๆ ท่าน มีบทบาทหน้าที่ที่ทำอะไรได้มากกว่านี้อีกเยอะ แต่ที่ผ่านมาท่านได้ทำท่าทีเป็นกลางตลอดมา ซึ่งนักสิทธิมนุษยชนที่แท้จริงแล้ว ท่านไม่จำเป็นต้องทำตัวเป็นกลาง แต่ต้องเลือกข้างค่ะ เลือกข้างอยู่กับฝ่ายประชาชนที่ไม่มีอำนาจ ที่ถูกกดขี่บีฑา นักสิทธิมนุษยชนที่แท้จริง ไม่มีสิทธิจะวางตัวเป็นกลางค่ะ และ กสม. จะต้องทำหน้าที่อย่างกล้าหาญ ดำรงความเป็น อิสระ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทยที่ถูกปกครองด้วยการ สืบทอดอำนาจโดยผู้นำที่โอหัง คลั่งอำนาจมานานปี กสม. ถูกคาดหวังว่าจะต้องทำงาน เชิงรุกให้มากกว่านี้ค่ะ แม้นว่าในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่ออกมาในยุค คสช. จะได้ตัด บทบาทที่สำคัญประการหนึ่งของ คสช. ไปแล้วจากที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้ให้อำนาจ ในการเป็นผู้ฟ้องร้องแทนกลุ่มผู้เสียหายได้ แต่ถูกตัดออกไปในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และท่าน ทำหน้าที่ได้เพียงพาผู้เสียหายไปแจ้งความเท่านั้น ซึ่งเป็นที่น่าเห็นใจค่ะ แต่แม้นบทบาทของ กสม. จะไม่ได้เป็นที่รับรู้ของสังคมเด่นชัดเหมือนองค์กรอิสระอื่น ๆ ด้วยสถานภาพของ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ถ้าท่านทำอะไรให้เต็มที่ดิฉันคิดว่าท่านทำสิ่งเหล่านี้ได้ค่ะ เป็นอำนาจ เป็นหน้าที่ที่ท่านทำได้ ที่ดิฉันทำไม่ได้ค่ะ คือเข้าพบประธานศาลฎีกานะคะ เพื่อให้คำปรึกษาหารือในการปล่อยผู้ต้องขังทางการเมือง ในการให้สิทธิในการประกันตัว ในการผ่อนผันมาตรการการเข้าเยี่ยมผู้ต้องหาในเรือนจำ ท่านทำได้ค่ะ ถ้าท่านทำงานเชิงรุก ขอเวลาอีกสักครู่ค่ะ สิ่งที่ท่านทำได้อีกประการหนึ่ง เข้าพบให้คำปรึกษาหารือ ชี้แนะกับ นายกรัฐมนตรี ผู้ที่ไม่เข้าใจคำว่า สิทธิมนุษยชน ไปเบิกเนตรนายกรัฐมนตรีให้พวกเราทีนะคะ

ข้อที่ ๓ เมื่อมีการละเมิดใด ๆ เกิดขึ้นท่านจะต้องตอบสนองอย่างรวดเร็ว ทันที ที่ดิฉันเห็นท่านไปทำที่ดินแดง คือทำหน้าที่เป็นตัวกลางเจรจาไกล่เกลี่ยกับชุมชน ชาวดินแดง อันนั้นเป็นหน้าที่รองค่ะ ท่านจะต้องทำหน้าที่รายงานสถานการณ์จริงให้ฉับไว และเพื่อให้เกิดการแก้ไขให้เร็วที่สุด รวมทั้งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มาตรา ๒๕๗ กฎหมาย ยังกำหนดให้ กสม. มีกรณีที่รายงานที่ท่านส่งให้คณะรัฐมนตรีไม่ได้รับการตอบสนอง หรือได้รับการตอบสนองที่ล่าช้า ท่านมีสิทธิทวงถามได้ มาตรา ๑๕๗ ระบุไว้ว่า การที่ ครม. รับทราบแล้ว และยังดำเนินการตามข้อเสนอแนะไม่ได้ ให้ ครม. แจ้งเหตุผลให้ กสม. ทราบ โดยไม่ชักช้า ตรงนี้ท่านสามารถจะติดตามทวงถาม และทำงานเชิงรุกให้กับพี่น้องประชาชน ผู้ถูกกดขี่ จนกระทั่งเสรีภาพแทบไม่มีเหลือติดตัวกันแล้วค่ะ จากประสบการณ์ดิฉันเห็นคนใน องค์กรอิสระ ไม่ว่าจะเป็นอดีต กกต. อดีตตุลาการศาล ทุกท่านจะมามีบทบาทก็ต่อเมื่อมี คำว่า อดีต อยู่ข้างหน้าค่ะ ดิฉันอยากให้ท่านทำหน้าที่เสียตั้งแต่วันนี้เพื่อไม่ให้สายเกินไป และไม่ให้มาเสียใจ เสียดายภายหลัง อย่ารอให้มีคำว่าอดีตก่อนนะคะแล้วค่อยออกมาเสนอ ความคิดเห็น หรือกล้าที่จะหยัดยืนอยู่เคียงข้างพี่น้องประชาชนในยุคเผด็จการครองเมือง ขอบคุณมากค่ะ